เปิดเบื้องหลังคนร้ายยิงถล่มรถหวังสังหาร “สส.นราธิวาส “
เปิดเบื้องหลังคนร้ายยิงถล่มรถ.หวังสังหาร "สส.นราธิวาส "
เหตุการณ์อุกอาจที่กลุ่มคนร้ายลอบยิงรถยนต์ ของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ส่งผลให้ นายอุชลัมห์ โกะเลาะ คนขับรถ และ ด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ นายตำรวจติดตาม ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วน นายกมลศักดิ์ ปลอดภัย
ย้อนรอย เหตุการณ์สุดอุกอาจ !
วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายกมลศักดิ์ เดินทางมาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ที่อาคารรัฐสภา หลังเสร็จสิ้นการประชุม ได้เดินทางกลับบ้าน ด้วยสายการบิน ลงเครื่องที่ สนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา และนั่งรถยนต์ส่วนตัวที่มี คนขับรถ และนายตำรวจติดตาม มาด้วยกัน
จากแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ พบว่า มีขบวนการในการชี้เป้าและติดตามจากสนามบิน โดยใช้รถยนต์ ฟอร์จูนเนอร์ รวมสองคน ขับรถติดตาม รถยนต์ของนายกมลศักดิ์ ออกมาตั้งแต่สนามบินหาดใหญ่ ระหว่างทาง นายกมลศักดิ์ แวะทานอาหาร ในตัวเมืองหาดใหญ่ และเดินทางต่อ ไปเพื่อแวะที่ปั๊มน้ำมัน ในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อทำพิธีละหมาด ก่อนเดินทางต่อเพื่อที่จะเข้าบ้านพักพื้นที่ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส
ข้อมูลของเจ้าหน้าที่ทราบว่า กลุ่มคนร้ายที่ติดตามนายกมลศักดิ์ มาตั้งแต่สนามบินหาดใหญ่ ได้มีการส่งสัญญาณ ให้กับทีมสังหาร 3 คนที่อยู่ภายในรถกระบะ และจอดรออยู่ที่บริเวณอำเภอบาเจาะ ในช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 20 มีนาคม เมื่อทีมสังหารเห็นรถของ สส.กมลศักดิ์ ขับผ่านมา ก็ได้เร่งเครื่องเพื่อประกบข้างรถก่อนที่ มือปืนทั้ง 2 คน ภายในรถกระบะ จะใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 กระหน่ำยิง เข้าไปภายในรถของนายกมลศักดิ์ จำนวน 33 นัด ส่งผลให้คนขับรถและนายตำรวจติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีไป
ต่อมาตำรวจในพื้นที่และหน่วยงานด้านความมั่นคง ทำการสืบสวนขยายผลและติดตาม จนกระทั่งออกหมายจับผู้ต้องหาได้รวม 4 คน คือ นายธนภัทร , นายอาลาวี , นายวิโรจน์ และนายสมพร
เปิดหลักฐานเด็ดมัดตัวผู้ก่อเหตุโยงถึงผู้จ้างวาน!
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืน M16 ตกอยู่กว่า 30 ปลอก โดยวิถีกระสุนมาจากปืน 2 กระบอก นอกจากนี้กล้องหน้ารถและพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยังสามารถระบุรูปพรรณรถที่ใช้ก่อเหตุว่า
เป็นรถกระบะ 4 ประตู สีขาว แนวทางการสอบสวนพบว่ายังมีผู้ร่วมขบวนการ ในการก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากตำรวจพบข้อมูลของรถกระบะ ที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุ เป็นรถของ กอ.รมน.ภาค 4 โดยเจ้าหน้าที่ทหารนายหนึ่ง มีการเบิกรถคันดังกล่าวออกไป จากนั้นมีการนำไปเปลี่ยนสี ติดฟิล์ม ซึ่งตำรวจมีข้อมูล รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการ ในการหวังสังหาร สส.กมลศักดิ์ ในครั้งนี้
วันที่ 30 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวน ภูธรภาค 9 ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยรวม 2 ราย คือ นายสมพร (อายุ 30 ปี) และ นายยศกร (อายุ 28 ปี) ซึ่งทั้งคู่เป็นอดีตทหารนาวิกโยธิน มีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
วันที่ 1 เมษายน 2569 ชุดคลี่คลายคดีได้ขยายผลเข้าตรวจค้นเป้าหมายในพื้นที่บ้านบาวง ตำบลบางขุนทอง อำเภอตากใบ พบจุดที่ใช้สำหรับ "ชำแหละชิ้นส่วนรถยนต์" ที่ใช้ก่อเหตุเพื่อทำลายหลักฐาน รวมถึงตรวจยึดอาวุธปืนที่คาดว่าใช้ในการปฏิบัติการครั้งนี้ได้สำเร็จ
พรรคประชาชาติ เรียกร้องนายกฯ สั่งดำเนินคดีตรงไปตรงมา
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะที่ คุม กอ.รมน. โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องการขอความมั่นใจว่า ทำไมถึงปล่อยรถให้เอาไปสังหารนายกมลศักดิ์ ถ้ารัฐบาล และผู้บังคับบัญชาโดยตรงไม่ส่งสัญญาณให้เอาตัวคนผิด คนก็จะเคลือบแคลงสงสัย อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) หรือผู้เกี่ยวข้องมาตรวจสอบว่าทำไมรถคันดังกล่าวถูกนำมาใช้ก่อเหตุ และไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ถูกครอบงำในการทำงาน ตนเรียกร้องนายกฯ และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แม่ทัพภาคที่ 4 ให้กำลังใจผู้ปฏิบัติให้ทำงานตรงไปตรงมา
ทางด้าน นายกมลศักดิ์ เชื่อว่า การก่อเหตุของคนร้ายในครั้งนี้มุ่งเป้าที่จะเอาชีวิตตนเอง เพราะส่วนตัวไม่เคยรู้จักกับทีมสังหาร แต่การก่อเหตุครั้งนี้ หวังจะเอาชีวิตและมีการติดตามความเคลื่อนไหวตั้งแต่ออกจากสนามบินหาดใหญ่ ไปจนถึงใกล้กลับบ้านพัก จึงลงมือก่อเหตุ จึงเชื่อว่า ขบวนการทั้งหมดจะต้องมีการวางแผนและติดตาม ความเคลื่อนไหวแม้ว่าตนเองจะหยุดพักถึงสองครั้งระหว่างเดินทางกลับบ้าน
ส่วนมูลเหตุจูงใจ ตนเองไม่ทราบเพราะไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใครแม้จะทำหน้าที่เป็นทนายความนักสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ก็ตาม ส่วนปมปัญหาที่มองว่า เป็นเรื่องของการเมือง เพื่อต้องการข่มขู่ เพื่อให้มีการย้ายพรรคหรือเปลี่ยนสีเสื้อนั้น ตนเองไม่ทราบคงต้องไปถามผู้ก่อเหตุ
กอ.รมน.ยืนยันไม่ป้องคนผิด
พันเอก เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ย้ำว่า ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เร่งดำเนินการสืบสวนติดตามผู้กระทำผิดอย่างเต็มขีดความสามารถ จนนำไปสู่การควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในเบื้องต้น โดยยึดหลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ
พร้อมยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน หากพบว่ามีกำลังพลหรือหน่วยงานภายใต้โครงสร้าง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนต่อระบบกฎหมายและความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews