ชุดพยัคฆ์ไพรเข้าตรวจสอบพุทธอุทยาน “หลวงตาสิ้นคิด” ยังไม่ฟันธงบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติมหรือไม่
อุบลราชธานี-ชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ นำกำลังเข้าตรวจสอบ พุทธอุทยานของ “หลวงตาสิ้นคิด” หรือหลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม ถูกร้องเรียนใช้พื้นที่พุทธอุทยานตรงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายหรือไม่ ขณะที่ผู้รับมอบอำนาจจากพุทธอุทยานให้ข้อมูลชี้แจงการเข้าใช้ประโยชน์ และอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 3 เมษายน นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษพยัคฆ์ไพร พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครอง ป่าไม้พื้นที่ ตำรวจสอบสวนกลาง กว่า 50 นาย เข้าตรวจสอบพื้นที่ในพุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ของพระสิ้นคิด หรือหลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม ที่อำเภอช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีการรุกพื้นที่ป่า และมีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป็นตามกฎหมายหรือไม่ โดยมีนายอัศวิน เรือนเงิน ผู้รับมอบอำนาจจากพุทธอุทยานอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ
นายชาญชัย เปิดเผยว่า จากข้อร้องเรียนข้างต้นเจ้าหน้าที่มีการพูดคุยแนวทางปฏิบัติ ได้ข้อสรุปว่าจะให้ทางผู้ที่ดูแลพุทธอุทยานนำชี้พื้นที่ที่ดูแลอยู่ทั้งหมดมีจำนวนเท่าใด และดูในเรื่องของประเด็นข้อกฎหมาย เพราะพื้นที่แห่งนี้อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่จำนวน 15 ไร่ในการจัดตั้งวัด ที่เหลืออีกว่า 490 ไร่ จัดตั้งเป็นพุทธอุทยานวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ตามโครงการของกรมป่าไม้ทำงานร่วมกับพระสงฆ์ในการดูแลป่า
โดยในเรื่องของการร้องเรียนมีประเด็นว่า พุทธอุทยานมีการปลูกสิ่งปลูกสร้างเกินกว่าพื้นที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ วันนี้จึงได้มีการลงพื้นที่มาดูข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าที่ดินที่พุทธอุทยานดูแลมีทั้งหมดกี่ไร่ มีส่วนที่ก่อสร้างเกินออกไปหรือไม่ เพราะสิ่งไหนที่ถูกต้อง ก็ว่าไปตามถูก สิ่งใดที่ทางพุทธอุทยานช่วยดูแลป่าไม้ เป็นเรื่องที่ดีตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็สามารถทำต่อไปได้
แต่ส่วนใดที่มีข้อผิดพลาด คลาดเคลื่อนไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ก็ต้องทำการแก้ไขให้ถูกต้อง อยู่ในกรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่วนไหนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องมาแก้ไขให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย
นายชาญชัย ยังกล่าวอีกว่า เบื้องต้นจากการข่าวการสืบสวนของชุดพยัคฆ์ไพรพบว่าพื้นที่ที่มีการทำประโยชน์ออกนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งพุทธอุทยาน มีการก่อสร้างอาคาร แต่ต้องดูว่ามีการก่อสร้างตั้งแต่เมื่อใด และลักษณะของสิ่งปลูกสร้างเป็นอะไร ต้องไปดูข้อเท็จจริงในพื้นที่ เสร็จแล้วจึงจะสามารถสรุปได้ว่า เข้าข่ายที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องหรือไม่ จะแก้ปัญหาอย่างไร หรือจะต้องดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ ก็ต้องไปดูข้อเท็จจริงอีกครั้ง
ด้านนายอัศวิน เรือนเงิน ผู้รับมอบอำนาจตั้งพุทธอุทยานวัดบ่อน้ำพระอินทร์ได้ชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ทางพุทธอุทยานและที่พักสงฆ์ครอบครอง และดูแลมาก่อนการขออนุญาตเป็นที่พุทธอุทยานประมาณ 1,000 ไร่ ต่อมาได้มีการยื่นเรื่องขออนุญาตในการจัดตั้งพื้นที่เป็นพุทธอุทยาน จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และส่วนที่เกี่ยวข้องในการรังวัดและกำหนดพิกัดเพื่อขออนุญาตในการจัดตั้งพุทธอุทยาน เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2567
จากการตรวจวัดพื้นที่ร่วมกันทุกฝ่ายทั้งป่าไม้ สำนักงานทรัพย์ยากรป่าไม้ที่ 7 ฝ่ายปกครอง วัดพื้นที่ทั้งหมดได้ 592 ไร่ มีการลงนามในบันทึกการตรวจสอบไว้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอจัดตั้งพุทธอุทยาน แต่ตามระเบียบข้อกำหนดในการจัดตั้งพื้นที่ต้องไม่เกิน 500 ไร่ ทำให้มีการสำรวจและมีการปรับลดพื้นที่เหลือ 484 ไร่ ส่งผลให้บางพื้นที่ของที่พักสงฆ์ในขณะนั้นเคยใช้ประโยชน์เดิม กลายเป็นพื้นที่ที่ดูเหมือน “เกินแนวเขตการอนุญาต”
เมื่อเทียบกับแผนที่ทางราชการ หลังจากมีการปรับลดพื้นที่แล้วทางที่พักสงฆ์ได้รับใบอนุญาตให้เป็นพุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ต้นปี 2568
ส่วนพื้นที่ที่ทางพุทธอุทยานดูแลมาก่อน หลังการจัดตั้งเป็นพุทธอุทยาน ทางพระสงฆ์ก็ยังคอยดูแลกันพื้นที่ดังกล่าวด้วยการล้อมรั้วไว้ เพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า จึงไม่ใช่การบุกรุกใหม่ แต่เป็นพื้นที่เดิมที่ทางพุทธอุทยานดูแลรักษามาโดยตลอด
อย่างไรก็ตามการตรวจสอบครั้งนี้เป็นสิ่งที่ดี ที่จะตรวจสอบความถูกต้องของทางพุทธอุทยาน หากมีสิ่งใดที่ต้องแก้ไขทางพุทธอุทยานยินดีที่จะดำเนินการ ส่วนประเด็นของการกล่าวหาเรื่องแนวเขตนั้น ต้องนำข้อเท็จจริงเรื่องของจำนวนพื้นที่ ก่อนการตั้งเป็นพุทธอุทยานว่าเป็นอย่างไร เป็นการรุกพื้นที่ใหม่ หรือเป็นพื้นที่เดิมที่มีมาก่อนแล้ว
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO