โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พิษสงคราม ลามหุ้นกู้ ฉุดยอดออก Q1/69 วูบ 15.5% จับตาปรับโครงสร้างหนี้พุ่ง

PostToday

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 3 เม.ย.2569 นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ และนางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ร่วมให้ข้อมูลสรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยไตรมาส 1/2569 และแนวโน้มช่วงที่เหลือของปี 2569

โดยภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงไตรมาส 1/2569 เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปัจจัยภายในด้านสภาพคล่องของบริษัทจดทะเบียน แม้ว่ามูลค่าคงค้างรวมจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) แต่การออกหุ้นกู้ใหม่กลับส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด

มูลค่าออกหุ้นกู้เอกชน ลดลง 15.5%

ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าคงค้างรวมอยู่ที่ 18.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 96% ของ GDP เพิ่มขึ้น 1.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นการขยายตัวจากตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก

ในขณะที่หุ้นกู้เอกชนระยะยาว กลับมียอดการออกใหม่ลดลงถึง 15.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดรวมอยู่ที่ 171,889 ล้านบาท จาก 203,486 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 แบ่งตามกลุ่มได้ดังนี้

  • กลุ่ม Investment Grade ยอดออกลดลง 13% มาที่ 162,219 ล้านบาท
  • กลุ่ม High Yield ยอดออกลดลงถึง 43.5% มาที่ 9,669 ล้านบาท

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงครองแชมป์การออกหุ้นกู้สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน (Energy), อสังหาริมทรัพย์ (Property) และอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage)

เปิดสาเหตุยอดออกหุ้นกู้เอกชน Q1/69 ลดลง

สาเหตุที่การออกหุ้นกู้เอกชนระยะยาวในไตรมาส 1/2569 ปรับตัวลดลงถึง 15.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจาก

1. ความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและสร้างแรงกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
2. อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น: หลังเกิดการโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลกระชากตัวสูงขึ้นทุุกรุ่นอายุ (Bear Steepening) โดยเฉพาะรุ่น 10 ปีที่เพิ่มขึ้นถึง 55 bps. ส่งผลให้ต้นทุนการกู้เงินผ่านตลาดตราสารหนี้สูงขึ้น เอกชนบางส่วนจึงตัดสินใจชะลอการออกหุ้นกู้ออกไปก่อน
3. การปรับเปลี่ยนแหล่งเงินทุน: บริษัทเอกชนบางแห่งเลือกที่จะหันไปใช้เงินกู้จากสถาบันการเงิน (ธนาคาร) แทนการออกหุ้นกู้ เนื่องจากสภาวะตลาดการเงินที่ผันผวน
4. สภาพคล่องของกลุ่มธนาคาร: หุ้นกู้ที่ครบกำหนดรีไฟแนนซ์ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีสภาพคล่องสูงเพียงพอที่จะไถ่ถอนหุ้นกู้ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ชุดใหม่มาทดแทน
5. นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง: โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นกู้ High Yield (HY) ที่ยอดการออกลดลงอย่างมากถึง 43.5% เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ที่ปรากฏให้เห็นในตลาด

หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ แนวโน้มหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ส่อพุ่ง

ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตา โดยในไตรมาส 1/2569 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระสุทธิมูลค่าประมาณ 4,352 ล้านบาท และหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ (Restructure) สุทธิ 422 ล้านบาท

ThaiBMA คาดการณ์ว่าในไตรมาส 2/2569 แนวโน้มหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้จะพุ่งสูงขึ้น มากกว่าหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้โดยตรง เนื่องจากผู้ออกหุ้นกู้เริ่มใช้วิธีการเจรจาขอผ่อนผันการชำระคืนเงินต้น หรือขอยืดอายุหนี้ออกไปก่อน เพื่อบริหารจัดการสภาพคล่องที่ตึงตัว โดยปัจจุบันมีบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังความเสี่ยงที่จะถูกยืดหนี้มากกว่า 20 ราย เช่น JKN, EA, ITD และ NWR เป็นต้น

คงเป้ายอดออกหุ้นกู้เอกชนในปี 69 ที่ 8.8-9 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ThaiBMA ยังคงคงเป้าหมายยอดการออกหุ้นกู้เอกชนปี 2569 ไว้ที่ 880,000-900,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากหุ้นกู้ครบกำหนดในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 2569 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดอีก 686,533 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ 92% เป็นหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade ที่ยังมีสภาพคล่องรองรับได้ดี ส่วนที่เหลืออีก 8% เป็นหุ้นกู้กลุ่ม High Yield แบ่งเป็นรายไตรมาส ดังนี้

  • ไตรมาส 2/2569 มีมูลค่าที่ครบกำหนด 265,600 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ Investment Grade จำนวน 255,866 ล้านบาท และ กลุ่ม High Yield จำนวน 9,734 ล้านบาท
  • ไตรมาส 3/2569 มีมูลค่าที่ครบกำหนด 244,886 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ Investment Grade จำนวน 216,968 ล้านบาท และกลุ่ม High Yield จำนวน 27,918 ล้านบาท
  • ไตรมาส 4/2569 มีมูลค่าที่ครบกำหนด 176,047 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ Investment Grade จำนวน 160,462 ล้านบาท และกลุ่ม High Yield จำนวน 15,585 ล้านบาท
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...