“นิพิฏฐ์” ชี้รัฐบาลเริ่มเสียความเชื่อมั่น ตั้งแต่ตั้ง ครม. จนเจอวิกฤตพลังงานซ้ำ ชี้แลนด์บริดจ์เอื้อนักการเมือง ไม่ใช่ประชาชน
“นิพิฏฐ์” ชี้รัฐบาลเริ่มเสียความเชื่อมั่น ตั้งแต่ตั้ง ครม. จนเจอวิกฤตพลังงานซ้ำ ชี้แลนด์บริดจ์เอื้อนักการเมือง ไม่ใช่ประชาชน
วันที่ 2 พ.ค. 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ The Room 44 ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งที่เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้ไม่นาน โดยมองว่าสาเหตุหลักมาจาก “ความไว้วางใจ” ของประชาชนที่ลดลงตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีบุคคลบางรายที่สังคมไม่ต้องการให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีก แต่ยังได้รับการแต่งตั้งจากอิทธิพลทางการเมืองภายในพรรค ทำให้ความคาดหวังของประชาชนลดลงตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและค่าครองชีพที่กดดันประชาชน ขณะที่คำพูดก่อนหน้าของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนไทย กลับไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดแรงต้านทางความรู้สึกมากขึ้น อีกทั้งการที่นายกรัฐมนตรีเลือกตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิด “คลื่นกระแส” ความไม่พอใจสะสม และขยายวงกว้างในสังคม
นายนิพิฏฐ์ ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นที่ประชาชนจำนวนมากยังคงสงสัย คือเรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม โดยมองว่ามีข้อเท็จจริงบางประการที่ทำให้สังคมเชื่อว่าอาจมีการครอบงำเกิดขึ้น ซึ่งยิ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของนโยบายรัฐบาล เช่น มาตรการประชานิยมผ่านระบบดิจิทัล และโครงการขนาดใหญ่ “แลนด์บริดจ์” นายนิพิฏฐ์มองว่า เป็นการปรับโครงสร้างเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองมากกว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อประชาชน โดยตั้งข้อสังเกตว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้ถูกนำเสนอไว้ในช่วงหาเสียง แต่กลับถูกผลักดันอย่างรวดเร็วหลังเข้ามาบริหารประเทศ ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ระดับล้านล้านบาท ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจในระยะยาว
เมื่อประเมินเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้แรงศรัทธาที่ลดลง นายนิพิฏฐ์มองว่ายังสามารถ “ประคองตัว” อยู่ได้ เนื่องจากโครงสร้างระบบอุปถัมภ์และฐานอำนาจในระดับพื้นที่ยังคงแข็งแรง โดยยอมรับว่านี่คือความจริงทางการเมืองที่ยากจะปฏิเสธ แม้จะมีข้อจำกัดด้านการแข่งขันและโอกาสของนักการเมืองบางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม นายนิพิฏฐ์เตือนว่า หากโครงสร้างดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ปรับเปลี่ยน และนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อประชาชน จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “หายนะ” ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต
นายนิพิฏฐ์ ยังกล่าวถึงแนวทางที่รัฐบาลควรปรับตัวว่า หากต้องการรักษาอำนาจในระยะยาว จำเป็นต้องปรับนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตและโอกาสของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ในทางปฏิบัติ มองว่าในช่วงเวลานี้รัฐบาลอาจยังไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากยังเชื่อว่าตนเองมีอำนาจและยังสามารถชนะการเลือกตั้งในอนาคตได้ จึงไม่มีแรงจูงใจเพียงพอในการปรับทิศทางนโยบายอย่างจริงจัง