ทวี ประสานเสียงให้รบ.ใหม่ สานต่อพ.ร.บ.ล้มละลาย ชูนวัตกรรมแก้หนี้ รัฐไม่ต้องควักสักบาท
ทวี สอดส่อง ร่วมวงเสวนาฯ ประสานเสียงให้รัฐบาลใหม่สานต่อ ‘พ.ร.บ.ล้มละลาย’ ฉบับประชาชน-ชูนวัตกรรมแก้หนี้ รัฐไม่ต้องควักสักบาท!
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมคราวน์พลาซา กรุงเทพฯ กลุ่มประชาสังคม “แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย” (Fair Finance Thailand) จัดเวทีเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “ปลดล็อกทางตันหนี้รายย่อย : ทำไมรัฐบาลใหม่ต้องสานต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับฟื้นฟูหนี้สินโดยสมัครใจ)”
สำหรับเวทีเสวนาในช่วง “ฟื้นฟูหนี้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ : ทำไมรัฐบาลใหม่ต้องหยิบ พ.ร.บ.ล้มละลาย มาสานต่อ” มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมพูดคุย อาทิ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ประธานกรรมการธิการวิสามัญฯ ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับฟื้นฟูหนี้สินโดยสมัครใจ) หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย, นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผอ.มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และนายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน และผู้แทนสมาคมธนาคารไทย
‘วิกฤตหนี้’ ที่เกิดจากโครงสร้างและนโยบายของรัฐ
พ.ต.อ. ทวี หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับใหม่ เริ่มด้วยการอธิบายถึง “รากฐาน” ของปัญหาหนี้สินในประเทศไทยว่า โครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่หวังดีแต่กลับกลายเป็นการสร้างภาระหนักให้กับประชาชน ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ทำให้เยาวชนไทยต้องเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี ปัจจุบันมีลูกหนี้ กยศ. มากกว่า 7 ล้านคน ซึ่งเปรียบเสมือนการนำโซ่ตรวนชีวิตไปผูกติดไว้ และเป็นการหยุดยั้งการพัฒนาคุณภาพของคนในประเทศ
“หากลูกหนี้ กยศ. อายุถึง 35 ปี มีครอบครัว และได้เสียภาษีทำประโยชน์ให้ประเทศมามากพอแล้ว รัฐก็ควรพิจารณายกหนี้ให้เพื่อปลดล็อคภาระตรงนี้” กล่าว
นอกจากนี้ สถิติจากกรมบังคับคดียังสะท้อนภาพที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันมูลค่าหนี้ในชั้นบังคับคดีและล้มละลายมีรวมกันสูงถึง 25 ล้านล้านบาท ซึ่งแซงหน้าตัวเลข GDP ของประเทศที่อยู่ระดับ 18-19 ล้านล้านบาทไปแล้ว และที่ตลกร้ายคือเจ้าหนี้ที่ฟ้องร้องนำประชาชนเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีมากที่สุด กลับเป็น “สถาบันการเงินของรัฐ” ที่ควรจะเป็นธนาคารของประชาชน ซ้ำร้ายประชาชนยังต้องเผชิญกับโครงสร้างดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม แม้ประมวลกฎหมายแพ่งจะกำหนดให้คิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังกลับอนุญาตให้ใช้ประกาศของคณะปฏิวัติ มาเป็นเครื่องมือให้สถาบันการเงินสามารถคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตได้สูงถึง 25-28% รวมไปถึงความเจ็บปวดของผู้ค้ำประกันที่มักจะตกเป็นเป้าหมายหลักในการทวงหนี้ และหากข้าราชการถูกฟ้องล้มละลาย ก็จะต้องถูกบังคับให้ออกจากราชการ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้นไปอีก
พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า นวัตกรรมของ พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับฟื้นฟูหนี้สินโดยสมัครใจ) ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกดังกล่าว ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายฉบับนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในรอบ 100 ปีของการแก้หนี้ โดยมีหลักการสำคัญคือ เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างที่ “รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินงบประมาณแม้แต่บาทเดียว” ตัวกฎหมายเปิดช่องทางให้ประชาชนทั่วไป ข้าราชการกว่า 3 ล้านคน ตลอดจนผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี-SME) สามารถเดินเข้ามาขอฟื้นฟูฐานะได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาหยิบยื่นให้
นวัตกรรมพ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับใหม่ดีต่อทุกฝ่าย
รัฐบาลที่ถูกวิจารณ์ว่าปล่อยปัญหาหนี้ครัวเรือนและ SMEs โดยไม่แก้ไขเชิงโครงสร้าง ทำซ้ำๆโดยเอาหนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่า กับการซื้อหนี้ราคาถูกไปบริหารที่เรียกว่า AMC ที่เกิดขึ้นประมาณ 84 บริษัท/แห่ง แต่ปัญหาหนี้ยิ่งแก้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ในครั้งนี้นำหลักการยุติธรรมแก้หนี้ เป็นการ “ให้โอกาสครั้งที่สอง” แก่ลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบการและบุคคลธรรมดา
สำหรับลักษณะนวัตกรรมสำคัญๆ ของพ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับฟื้นฟูหนี้สินบุคคลธรรมดา) ประกอบด้วย
ประเด็นที่ 1 : ลูกหนี้มีหลักเกณฑ์การเจรจาเพื่อขอความเห็นชอบจากเจ้าหนี้
แผนฟื้นฟูจะมีผลได้ก็ต่อเมื่อมีการเจรจาขอความเห็นชอบจากเจ้าหนี้ โดยอาศัย รายชื่อเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ลูกหนี้รวบรวมจัดส่งให้ศาลตามความเป็นจริง เป็นฐานข้อมูล การเห็นชอบต้องได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนเจ้าหนี้ที่เข้าร่วมเจรจา และคิดเป็นมูลหนี้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของหนี้รวม
ประเด็นที่ 2 : อำนาจดุลพินิจของศาล
หากแผนไม่ได้รับความเห็นชอบครบเกณฑ์ ศาลยังมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้แผนมีผลบังคับได้ หากพิจารณาแล้วว่าแผนมีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟู ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหนี้บางรายใช้อำนาจเสียงในทางที่ไม่สุจริตเพื่อขัดขวางการฟื้นฟู
ประเด็นที่ 3 : สิทธิของเจ้าหนี้ทุกประเภท
เจ้าหนี้ที่มีประกันได้รับสิทธิตามมูลค่าหลักประกัน เจ้าหนี้ไม่มีประกันได้รับการชำระตามสัดส่วนในแผน และผู้ค้ำประกันหรือเจ้าหนี้ร่วมได้รับสิทธิเข้าร่วมการเจรจาและรับประโยชน์จากแผนเช่นเดียวกับลูกหนี้หลัก เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้
ประเด็นที่ 4 : การฟื้นฟูสถานะบุคคลธรรมดา
ลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา หากมีหนี้ตั้งแต่ 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท สามารถยื่นคำร้องขอฟื้นฟูสถานะได้ โดยต้องเสนอแผนการปรับโครงสร้างหนี้และกำหนดวิธีการชำระหนี้อย่างชัดเจนให้เจ้าหนี้เจรจาเห็นชอบ และให้ศาลพิจารณารับรอง
ประเด็นที่ 5 : ลำดับสิทธิในการชำระหนี้
การชำระหนี้ต้องเป็นไปตามลำดับสิทธิที่กฎหมายกำหนด โดยเจ้าหนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองพิเศษ เช่น ลูกจ้าง (ค่าจ้างแรงงาน) และบุคคลผู้มีสิทธิเลี้ยงดู ได้รับสิทธิก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ส่วนเจ้าหนี้มีประกันได้รับตามมูลค่าหลักประกัน และหนี้ที่เหลือหรือเจ้าหนี้ไม่มีประกันจะได้รับการจัดสรรตามสัดส่วน
อุปสรรคจากรัฐและความจำเป็นในการแก้ปัญหา ‘โครงสร้างค่าครองชีพ’
พ.ต.อ. ทวี เปิดเผยด้วยว่า แม้กฎหมายพ.ร.บ.ล้มละลายฯ จะมีเจตนารมณ์ที่ดี แต่ในระหว่างการผลักดันกฎหมาย ฝ่ายสถาบันการเงินกลับไม่ได้ขัดแย้งรุนแรงเท่ากับ “หน่วยงานของรัฐ” ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการกฤษฎีกา กรมบังคับคดี หรือตัวแทนศาล ที่มักตั้งข้อสังเกตและทักท้วงโดยเอาความกังวลเรื่องปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นขององค์กรตนเองมาเป็นตัวตั้ง มากกว่าจะมองเห็นและเอาความยากลำบากของประชาชนมาเป็นศูนย์กลาง
นอกจากการผลักดันกฎหมายแล้ว พ.ต.อ. ทวี ยังเน้นย้ำว่า การจะแก้หนี้ให้สำเร็จอย่างยั่งยืน รัฐบาลต้องเข้าไปจัดการกับ “โครงสร้างค่าครองชีพ” ที่ถูกผูกขาดด้วย เช่น กรณีการจัดการก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ “กลุ่มทุนนำก๊าซ” ไปใช้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีแทนที่จะนำมาผลิตไฟฟ้า ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟแพง (หากนำมาผลิตไฟฟ้าจะลดค่าไฟได้ถึง 50 สตางค์) หรือปัญหาสัมปทานทางด่วนที่หมดอายุแล้วก็ควรคืนให้รัฐและลดค่าบริการลงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
ข้อเรียกร้องถึง ‘รัฐบาลใหม่’ สานต่อเอากลับสู่สภา
ในช่วงท้ายของเวทีเสวนาฯ พ.ต.อ.ทวีได้กล่าวเรียกร้องถึงวิปรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ให้นำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับมายืนยันพิจารณาต่อในสภาภายใน 60 วัน
“ผมเชื่อว่าการแก้หนี้ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหนี้ หรือมีวิธีการอย่างไรก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายล้มละลาย ฉบับฟื้นฟูหนี้สินโดยสมัครใจ เพื่อปรับโครงสร้างการแก้หนี้ หากกฎหมายฉบับนี้เสร็จ รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินสักบาท เพราะนี่คือการมอบรางวัลดีที่สุดให้กับประชาชน เป็นการมอบเสรีภาพให้ลูกหนี้ลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเอง และเอาชนะหนี้ได้อย่างยั่งยืน หวังว่าหากกฎหมายผ่าน สถาบันการเงินต่างๆ จะสามารถนำกฎหมายนี้ไปปรับใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือลูกหนี้ของตนได้ด้วยเช่นกัน” พ.ต.อ.ทวี กล่าวทิ้งท้าย
ให้โอกาสลูกหนี้เริ่มต้นชีวิตใหม่-ดีกว่ากลายเป็นบุคคลล้มละลาย
นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย Fair Finance Thailand เล่าถึงงานวิจัยที่ไปศึกษาสถานการณ์ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบในช่วงโควิด-19 และการมองว่าหลักคิดกระบวนการฟื้นฟูกิจการของนิติบุคคลขนาดใหญ่ ก็สามารถนำมาปรับใช้กับบุคลลธรรมดาเช่นกัน
“งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าคำว่า การเริ่มต้นใหม่ หรือ “เฟรช สตาร์ท” เป็นเรื่องจริง ผลดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้คือเจ้าหนี้จะได้มูลหนี้คืนมากกว่าการเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์ล้มละลาย ลูกหนี้เองก็มีชีวิตใหม่ ไม่ถูกประกาศว่าเป็นบุคคลล้มละลาย สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และฟื้นคืนชีวิตได้ กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นประโยชน์ 2 ทาง คือ มอบชีวิตใหม่ให้ลูกหนี้และทำให้เจ้าหนี้ได้เงินคืนมากขึ้น” สฤณี ระบุ
ด้านนายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย เสริมถึงเหตุผลที่ต้องมีการฟื้นฟูหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อย ว่า หากถามว่าทำไมเราต้องมีการฟื้นฟูหนี้ส่วนบุคคลด้วย ปล่อยให้ล้มละลายไม่ดีกว่าหรือ ในเมื่อหนี้หายไปแล้ว ลูกหนี้มอบทรัพย์สินทั้งหมดให้เจ้าหนี้ และเดินตัวเปล่าออกไป จะทำแผนฟื้นฟูไปทำไม หลักคิดมีอยู่ข้อเดียว คือต้องการให้ลูกหนี้รักษาทรัพย์สินบางอย่างไว้ เพราะหากเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ลูกหนี้จะไม่สามารถรักษาทรัพย์สินไว้ได้ เราจึงต้องทำแผนฟื้นฟูเพื่อรักษาทรัพย์สินเหล่านั้นเอาไว้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทวี ประสานเสียงให้รบ.ใหม่ สานต่อพ.ร.บ.ล้มละลาย ชูนวัตกรรมแก้หนี้ รัฐไม่ต้องควักสักบาท
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th