ถอดกลยุทธ์ ‘ปุ้มปุ้ย’ แบรนด์ 47 ปี กับเดิมพันในตลาด ‘อาหารพร้อมทาน’ เจาะคนทุกกลุ่ม
จากปลาราดพริก, หอยลายกระป๋องสู่แกงส้มใต้ แกงไตปลา และเมนูฟิวชันมากมาย อะไรคือเบื้องหลังการปรับตัวของ ‘ปุ้มปุ้ย’ แบรนด์คนไทยวัย 47 ปี ให้ยังคง ‘สดใหม่’ และนั่งอยู่ในใจลูกค้ารุ่นใหม่ได้ ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนและกำลังซื้อของผู้บริโภคไม่เหมือนเดิม
‘กุลเกตุ โตทับเที่ยง’ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฏิบัติการ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) หรือแบรนด์ปุ้มปุ้ย ได้กล่าวกับ TODAY Bizview ในระหว่างงานเปิดตัว Content Score เครื่องมือวิเคราะห์คอนเทนต์โซเชียลมีเดียของ Tellscore ที่ผ่านมา โดยเผยว่า ปุ้มปุ้ยในภาพจำใหม่ตอนนี้ไม่ได้ลิมิตแค่ ‘อาหารกระป๋อง’ แต่ขยายพอร์ตธุรกิจให้หลากหลายขึ้น
[ ทำไมต้องอาหารพร้อมทาน ? ]
กุลเกตุ กล่าวว่า “อาหารพร้อมทานเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตในยุคนี้ ส่วนหนึ่งเพราะพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เน้นความสะดวกเป็นหลัก”
จุดแข็งของปุ้มปุ้ยก็คือ‘รสชาติ’ ดังนั้นนอกจากการขยายไลน์สินค้าให้มีความหลากหลาย ได้พยายามต่อยอดพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์เรื่องรสชาติที่แปลกใหม่ อยากให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่มากขึ้น
“ปีที่ผ่านมาปุ้มปุ้ยน่าจะสินค้าใหม่ 6-7 รายการทีเดียว เพราะเราเห็นข้อมูลอินไซต์ว่า ผู้บริโภคเองก็มองหาอะไรใหม่ๆ ก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้เราต้องพัฒนาให้เร็วขึ้น”
เห็นได้ชัดว่ากลยุทธ์สำคัญของปุ้มปุ้ยอย่างหนึ่งก็คือ ทำยังไงก็ได้เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ ‘ขี้เบื่อ’ และชอบความสะดวก
อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่คุ้นเคยกับความเป็นอาหารกระป๋องอยู่แล้ว อย่างเจเนเรชั่นที่โตขึ้นมาหน่อย แต่ perceptipn ของคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ได้ดีมากต่ออาหารกระป๋อง ทำให้ปุ้มปุ้ยเลือกที่จะสื่อสารด้วยวิธีใหม่ คือ โชว์ไปเลยว่าอาหารกระป๋องทานคู่กับอะไรแล้วอร่อย
โดยจะเลือกพรีเซนเตอร์ที่ลิงก์กับผู้บริโภครุ่นใหม่ และสื่อสารแต่ละเมนูเด็ดๆ ที่ทานคู่กับปุ้มปุ้ยแบบ ‘กระป๋อง’ อย่าง หอยลอยกระป๋องที่เป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของแบรนด์
“เราเองก็พยายามเข้าถึง Gen Z โดยพรีเซนเตอร์ส่วนใหญ่จะใช้ในกลุ่มสินค้าที่เป็น ‘หอย’ ซึ่งอาจจะเคยเห็นพ่อแม่ทานมานาน แต่ตัวเขาเองไม่รู้ทานกับอะไร เราก็นำเสนอหอยกับบะหมี่ บวกกับเทรนด์ K-food กำลังมา ก็เลยเอากระแสหอยลายเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย”
“ปุ้มปุ้ย ถนัดเรื่องอาหาร รสชาติ ซึ่งเราได้นำตรงนี้มาสร้างเป็นจุดแข็งแล้วมาพัฒนาต่อ เพียงแต่จะเป็นอาหารแบบไหน เพื่อกลุ่มไหน รสชาติยังไง จะเป็นการออกแบบกลยุทธ์ธุรกิจแบบนี้มากกว่า”
[ ถอดวิธีคิดและการเลือกเมนูสไตล์ปุ้มปุ้ย ]
ปัจจุบันแบรนด์ปุ้มปุ้ยทั้งอาหารกระป๋อง, อาหารพร้อมทาน และกลุ่มที่นำไปปรุงอาหารได้ต่อ รวมๆ แล้วอยู่ที่ประมาณ 50 รายการได้ที่วางขายอยู่ วิธีคิดของปุ้มปุ้ยคืออะไร?
กุลเกตุ อธิบายเพิ่มว่า ด้วยความที่ปุ้มปุ้ยมีจุดเด่นเรื่องวัตถุดิบหลายตัว ทั้งปลา ทั้งหอย ซึ่งจะนำมาคิดต่อ เช่น
- วัตถุดิบที่มีอยู่สามารถทำรสชาติอะไรออกมาได้บ้าง
- ยังมีกลุ่มเป้าหมายไหนที่ยังมีสินค้ารองรับน้อย เช่น เด็ก
“เรามองรอบด้านแล้วก็พัฒนาต่อมาเป็นรสชาติที่เหมาะกับคนทุกกลุ่ม จริงๆ แล้วปุ้มปุ้ยเองก็ยังไม่มีรสชาติของปลาที่เด็กทานได้เลย ก็เป็นที่มาของการพัฒนารสชาติ ‘ปลาเทริยากิ’ ที่วางขายอยู่ตอนนี้”
ส่วนปัจจัยเรื่องรสชาติที่ใหม่มากๆ อย่าง ‘ซอสซัมบัล’รสชาติซิกเนเจอร์จากมาเลเซีย เบื้องหลังไอเดียก็มาจากว่า ปุ้มปุ้ยส่งออกสินค้าไปขายในตลาดต่างประเทศกว่า 20 แห่งในปัจจุบัน ดังนั้น รสชาติเผ็ด จัดจ้าน ก็น่าจะมีคนอีกหลายชาติชอบ รวมถึงคนไทยด้วย
ความท้าทายท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบาง แม้ว่าสินค้าอาหารกระป๋องจะได้อานิสงส์จากการที่คนเริ่มกักตุนสินค้าในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี แต่ปุ้มปุ้ยมองว่าการบริหารจัดการซัพพลายเชนคือหัวใจสำคัญ ในขณะที่ต้องรักษาคุณภาพ และบริหารสต็อกไม่ให้ขาดแคลนช่วงความผันผวนของต้นทุน
การขยับตัวของปุ้มปุ้ย สะท้อนชัดเจนว่าในยุคที่ธุรกิจไม่ว่าจะรายเก่าหรือใหม่ต้องรอดนั้น แบรนด์ต้องกล้าทิ้งกรอบเดิมๆ จากแค่ “ปลาปุ้มปุ้ย” ในกระป๋องสีแดง ไปสู่การเป็นไลฟ์สไตล์ฟู้ดที่อยู่ในทุกมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็นซอง แบบถ้วย หรือทำรสชาติที่อินเตอร์ขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าแบรนด์อายุเกือบ 50 ปี ก็สามารถเป็นเพื่อนกับคนทุกวัยได้