เจาะยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารของจีน จาก “กินไม่พอ” สู่ “กินดี”
เจาะยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารของจีน จาก “กินไม่พอ” สู่ “กินดี”
การเปลี่ยนผ่านของระบบอาหารจีนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการบริหารทรัพยากรเพื่อรองรับประชากรจีนกว่า 1,400 ล้านคน จากประเทศที่เคยเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 สู่ประเทศที่สามารถสร้างระบบความมั่นคงทางอาหารระดับโลกได้อย่างมั่นคง และกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการพัฒนา คือยุคของ “การกินดี” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ โภชนาการ และความปลอดภัยของอาหารมากกว่าปริมาณเพียงอย่างเดียว
เอกสารสมุดปกขาวเรื่องความมั่นคงอาหารของจีนที่เผยแพร่โดย State Council Information Office ระบุว่า การพัฒนาด้านความมั่นคงทางอาหารของจีนสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะ “กินไม่พอ” เป็นช่วงที่จีนยังต้องเผชิญปัญหาความขาดแคลนอาหาร ระยะ “กินอิ่ม” เป็นช่วงที่จีนสามารถสร้างเสถียรภาพด้านปริมาณอาหารได้สำเร็จ และระยะปัจจุบันคือ ระยะ “กินดี” ซึ่งเน้นคุณภาพ โภชนาการ และโครงสร้างระบบอาหารสมัยใหม่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา
สมุดปกขาวระบุว่า จีนสามารถผลิตธัญพืชได้กว่า 650 ล้านตันต่อปี และรักษาความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหารหลักไว้ในระดับสูงอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศสามารถยกระดับนโยบายจากการแก้ปัญหาปริมาณอาหาร ไปสู่การพัฒนาคุณภาพอาหารในระดับประชากรทั้งประเทศได้อย่างเป็นระบบ
ยุทธศาสตร์ “กินดี” จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มความหลากหลายของอาหารบนโต๊ะ แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรของจีนในภาพรวม โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารขั้นสูง และระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็น เพื่อรักษาคุณภาพอาหารตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงผู้บริโภค
รายงานของสำนักข่าว Xinhua ระบุว่า แนวทางความมั่นคงอาหารยุคใหม่ของจีนกำลังเปลี่ยนจาก “ความมั่นคงเชิงปริมาณ” ไปสู่ “ความมั่นคงเชิงคุณภาพ” โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารโปรตีน การพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการห่วงโซ่อาหาร ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานการบริโภคของประชาชนในระยะยาว
ในอีกมิติหนึ่ง การเข้าสู่ยุค “กินดี” ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมจีนที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมเมืองและสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทำให้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับโภชนาการเชิงป้องกันโรคมากขึ้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Healthy China Initiative ซึ่งมุ่งส่งเสริมการบริโภคอาหารที่สมดุล ลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านระบบอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน
ขณะเดียวกัน การพัฒนาอาหารคุณภาพสูงยังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ฟื้นฟูชนบทของจีน ซึ่งสนับสนุนให้เกษตรกรปรับรูปแบบการผลิตจากเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรมูลค่าสูง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรปลอดภัย อาหารอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ภาคเกษตรเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจชนบทในยุคใหม่
นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ “กินดี” ยังมุ่งเน้นเรื่องการลดการสูญเสียอาหารและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลจีนได้ผลักดันมาตรการลด food waste ในทุกระดับ พร้อมกับพัฒนาเทคโนโลยีจัดเก็บและขนส่งอาหารสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบอาหารทั้งประเทศ
การเดินหน้ายุทธศาสตร์ “กินดี” ของจีน ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization) ระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงอาหารโลก เนื่องจากสามารถสร้างระบบการผลิตอาหารขนาดใหญ่ที่รองรับประชากรจำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานอาหารไปสู่ระดับคุณภาพในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา
ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางอาหารของจีนจากยุค “กินไม่พอ” สู่ “กินอิ่ม” และก้าวเข้าสู่ยุค “กินดี” จึงเป็นการเดินหน้าสร้างระบบอาหารของประเทศจีนให้สอดรับกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และยุทธศาสตร์การพัฒนา เพื่อสร้างระบบอาหารที่คุณภาพสำหรับประชากรจีนจำนวนกว่า 1,400 ล้านคนในระยะยาว
บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย
ภาพ : CGTN