โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนไทยอยู่คนเดียวพุ่ง 5.5 ล้านคน ดันตลาด 1.3 ล้านล้าน ชี้แบรนด์ต้องเลิกทำการตลาดแบบเหมารวมคนโสด

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
คนไทยอยู่คนเดียวพุ่ง 5.5 ล้านคน ดันตลาด 1.3 ล้านล้าน ชี้แบรนด์ต้องเลิกทำการตลาดแบบเหมารวมคนโสด

โครงสร้างทางสังคมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนครัวเรือนที่พักอาศัยคนเดียวพุ่งทะยานขึ้นถึง 240% ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ข้อมูลล่าสุดจากงานประชุม IIEX Asia Pacific ประจำปี 2026 เผยให้เห็นว่าปัจจุบันสัดส่วนของคนกลุ่มนี้ขยายตัวจนมีสัดส่วนสูงถึง 26% ของครัวเรือนทั้งหมดในประเทศ

อัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าการขยายตัวของความเป็นเมืองถึง 3.5 เท่า ทำให้ประชากรที่ใช้ชีวิตคนเดียวมีจำนวนราว 5.5 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ

ตัวเลขการใช้จ่ายเฉลี่ยของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 20,200 บาทต่อเดือน ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างมูลค่าการใช้จ่ายในตลาดรวมได้สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี

หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สัดส่วน 26% ของไทยถือว่านำหน้าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ไปมาก และกำลังไล่ตามประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งชี้ชัดว่าเทรนด์นี้จะยังคงเติบโตต่อไป

ปรากฏการณ์คนอยู่คนเดียวขยายตัว

งานวิจัยเชิงลึกที่จัดทำโดย Stamina Asia ร่วมกับ Marketbuzzz ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนไทยอายุ 25 ถึง 55 ปี ที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียวครอบคลุมทุกภูมิภาคและระดับฐานะ

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นพฤติกรรมที่น่าสนใจว่า กลุ่มคนที่อาศัยอยู่คนเดียวไม่ได้มีความคิดหรือไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกันทั้งหมด แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลักตามทัศนคติ

กลุ่มแรกคือผู้ที่ยังมีความหวังในความรักซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 32% ตามมาด้วยกลุ่มที่กึ่งรับกึ่งสู้กับการอยู่คนเดียวในสัดส่วน 25%

ขณะที่กลุ่มผู้ที่ต้องอยู่คนเดียวอย่างจำยอมมีอยู่ประมาณ 22% และกลุ่มสุดท้ายที่รู้สึกเติมเต็มและภูมิใจกับความเป็นอิสระอย่างแท้จริงมีเพียง 21% เท่านั้น

แกรนท์ บาร์โทลี่ ผู้บริหารจาก Marketbuzzz ให้ความเห็นว่า “นี่ไม่ใช่กลุ่มตลาดเฉพาะอีกต่อไป แต่มันคือความเป็นจริงของประชากรไทยในปัจจุบัน”

เขายังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า “เรากำลังพูดถึงประชากรกว่า 1 ใน 4 ของครัวเรือนไทยที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการเฉพาะทางที่หลายแบรนด์มองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย”

พฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนไป

ความแตกต่างทางอารมณ์และทัศนคติของทั้ง 4 กลุ่ม นำไปสู่พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมือนกัน แบรนด์จึงไม่สามารถใช้วิธีการทำตลาดแบบเหมารวมกับคนกลุ่มนี้ได้อีกต่อไป

เจอโรม เฮอร์วิโอ ผู้ร่วมก่อตั้ง Stamina Asia กล่าวว่า “ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์คือการปฏิบัติกับกลุ่ม Solo เหมือนกันหมด”

เขายกตัวอย่างว่า คนโสดวัยเริ่มทำงานที่ยอมจ่ายหนักเพื่อดูแลตัวเอง ย่อมมีความต้องการที่แตกต่างจากคนโสดวัยผู้ใหญ่ที่มองหาเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับพรีเมียม

สิ่งที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้โหยหาคือสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับวิถีชีวิตแบบ ‘คนอยู่คนเดียว’ อย่างแท้จริง เช่น อาหารจานเดี่ยวที่มีปริมาณพอเหมาะสำหรับรับประทานหมดใน 1 มื้อ

รวมถึงบริการแบบเรียกใช้ตามต้องการอย่างการทำความสะอาดบ้าน การซักรีดแบบรับส่งถึงที่ หรือแม้แต่สถานที่ออกกำลังกายที่เน้นความเป็นส่วนตัวสูง

พฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ยังเป็นอีก 1 จุดเด่นที่สำคัญ โดยพบว่า 67% ของคนกลุ่มนี้มีสัตว์เลี้ยง และพร้อมแบ่งรายได้ 5% เพื่อดูแลเพื่อนคลายเหงาของพวกเขา

แนวโน้มนี้จึงถือเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยง เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด เฟอร์นิเจอร์ประหยัดพื้นที่ ไปจนถึงประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อคนเดินทางลำพัง

การสื่อสารที่โดนใจผู้บริโภคกลุ่มนี้

นอกจากการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์แล้ว กลยุทธ์การสื่อสารก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยมัดใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยข้อความที่พวกเขาต้องการได้ยินคือความเข้าใจในวิถีชีวิต

งานวิจัยพบว่า 34% ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ‘ความเท่าเทียม’ โดยมองว่าการอยู่คนเดียวเป็นเพียง 1 ทางเลือกในการใช้ชีวิตที่ไม่ได้แปลกแยกไปจากคนมีครอบครัว

รองลงมาคือความต้องการให้แบรนด์แสดง ‘ความใส่ใจ’ ต่อปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญในสัดส่วน 32% และอีก 29% ต้องการการเสริมพลังบวกและฉลองความเป็นอิสระ

2 ผู้บริหารจากงานวิจัยได้สรุปทิ้งท้ายว่า “66% ของกลุ่มเป้าหมายต้องการความใส่ใจและความเท่าเทียม มากกว่าแคมเปญที่เน้นความภูมิใจในความโสดแบบสุดโต่ง”

นั่นหมายความว่าแบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จ คือแบรนด์ที่สามารถสื่อสารให้การอยู่คนเดียวกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยไม่ต้องพยายามสร้างจุดยืนที่รุนแรงจนเกินความพอดี

ภาพ : ศวิตา พูลเสถียร / THE STANDARD

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...