โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทิสโก้ โชว์กำไร Q1/69 แตะ 1,734 ล้านบาท โต 5.5% อานิสงส์ EV ดันสินเชื่อเช่าซื้อพุ่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 เมษายน 2569 เวลา 22.25 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กลุ่มทิสโก้เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท สินเชื่อรถใหม่โตเด่นจากกระแส EV พร้อมตั้งสำรองเข้มรับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจไทยปี 69 ที่คาดโต 1.2-1.5%

16 เม.ย.2569 นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะแรงสนับสนุนจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากกระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ (EV 3.0) ขณะเดียวกัน ธุรกิจตลาดทุนกลับมาฟื้นตัวจากกระแสเงินทุนไหลเข้าที่กลับเข้าสู่ตลาดทุนไทย ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมและรายได้ค่าธรรมเนียมปรับเพิ่มขึ้น

นายศักดิ์ชัย เน้นย้ำว่า ปัจจัยบวกดังกล่าวสะท้อนภาพของช่วงต้นปีเป็นสำคัญ ขณะที่ในภาพรวม ธุรกิจสินเชื่อยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้กลุ่มทิสโก้ยังคงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพของการเติบโตเป็นหลัก ทั้งการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ การลดสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนาระบบติดตามดูแลลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย การปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ลูกหนี้ และสามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

แม้บริษัทสามารถจัดการ NPL ได้ลดลง แต่การตั้งสำรองในงวดนี้เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ระดับค่าเผื่อสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 191% ทั้งนี้บริษัทประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2-1.5% และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ โดยเฉพาะหากสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง และวิกฤติพลังงานยังคงยืดเยื้อ ซึ่งเป็นการปรับลดจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 3.0% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย

ภายใต้บริบทดังกล่าว กลุ่มทิสโก้ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Focus) ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม การตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม การควบคุมคุณภาพสินเชื่อ และการดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประคองการดำเนินธุรกิจและรักษาเสถียรภาพขององค์กรในระยะยาว พร้อมกันนี้ กลุ่มทิสโก้จะยังคงมุ่งมั่นเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของลูกค้าแบบองค์รวม (Holistic Advisory) ครอบคลุมในทุกด้าน ในฐานะ Your Trusted Financial Advisor สถาบันการเงินที่ทุกคนเชื่อมั่นไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้ทุกชีวิตเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนไปด้วยกัน

สรุปผลประกอบการสำหรับงวดไตรมาส 1 ปี 2569

ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า จากรายได้จากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 3.4% จากต้นทุนเงินทุนที่ลดลงท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาลง ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 27.2% จากทุกธุรกิจหลัก

ประกอบด้วย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) เติบโตถึง 18.6% สอดคล้องกับปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยธนาคารทิสโก้มีปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวดไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ธุรกิจตลาดทุนกลับมาฟื้นตัว ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า

ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น จากการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ลดลง 0.7% โดยบริษัทยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเปราะบาง ส่วนสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.3% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับความเสี่ยงที่เร่งตัวขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) งวดไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 15.7%

เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีจำนวน 235,094 ล้านบาท ชะลอตัวลง 0.3% จากสิ้นปี 2568 สาเหตุหลักมาจากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี สินเชื่อเช่าซื้อกลับมาเติบโตได้ 0.9% โดยเฉพาะสินเชื่อรถใหม่ ตามตลาดรถยนต์ในประเทศที่ขยายตัว เนื่องจากยอดขายรถ EV ที่เร่งตัวขึ้นก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.5%

สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาอยู่ที่ 2.11% ของสินเชื่อรวม จากนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง การเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและทวงถามหนี้ ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 191%

ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.5% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.3% และ 2.1% ตามลำดับ

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...