โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักปฏิวัติสู่รัฐมนตรีเศรษฐการ (7)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 02.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

: จากนักปฏิวัติสู่รัฐมนตรีเศรษฐการ (7)

หลังการปฏิวัติ 2475 พระสารสาสน์ฯ อดีตครูโรงเรียนนายร้อยฯ นักการทูตและนักปฏิวัติ เปลี่ยนบทบาทจากนักปฏิวัติทางไกลในต่างแดนมาสู่ตำแหน่งใหม่ในศูนย์กลางแห่งอำนาจ ด้วยการเดินทางกลับจากฝรั่งเศสมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐการ (29 มีนาคม – 22 กันยายน พ.ศ.2477) ในรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา

ถูกเรียกตัวกลับภายหลังการปฏิวัติ 2475

การเข้ามารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของเขาเป็นข้อถกเถียงของเขาว่าได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มใดกันแน่ เนื่องจากเขามีความสัมพันธ์กับหลายกลุ่มที่มีอำนาจในคณะราษฎร ด้วยเขาเคยเป็นครูในโรงเรียนนายร้อยฯ ซึ่งคณะราษฎรหลายคนเป็นเพื่อนและเป็นศิษย์ของเขา เช่น พระยาทรงสุรเดช และกลุ่มของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เช่น จอมพล ป. นายประยูร ภมรมนตรี และหลวงอดุลเดชจรัส และจากที่เขาได้เคยทำงานในสถานทูตสยามที่กรุงปารีส ทำให้มีความสนิทสนมกับนักเรียนในฝรั่งเศสด้วย เช่น นายปรีดี พนมยงค์ รวมทั้งจอมพล ป. และนายประยูร ได้ไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศสด้วย

ซึ่งต่อมากลุ่มพระยาทรงสุรเดชและกลุ่มทหารหนุ่มของจอมพล ป.ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

นายปรีดีเล่าว่า หลังปฏิวัติ 2475 เขาเป็นผู้โทรเลขเรียกพระสารสาสน์ฯ กลับมาสยาม แม้ว่าเขามิได้เสนอชื่อพระสารสาสน์ฯ โดยตรง แต่เขาเป็นผู้ให้การ “สนันสนุน” โดยให้เหตุผลว่า ขณะนั้นพระสารสาสน์ฯ ได้ศึกษาค้นคว้าด้านเศรษฐกิจสมควรกลับมาช่วยบริหารประเทศ (ปรีดี, 2517, 36) ในขณะที่กลุ่มจอมพล ป.สนับสนุนพระยาราชวังสัน สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างพระสารสาสน์ฯ กับนายปรีดีนั้นรู้จักกันมากว่า 20 ปี ตั้งแต่เขาศึกษากฎหมายในฝรั่งเศสราวทศวรรษ 2460 ในช่วงนั้นพระสารสาสน์ฯ เป็นข้าราชการสถานทูตไทยในฝรั่งเศส (ปรีดี, 2517, 57)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้น พระสารสาสน์ฯ และกลุ่มจอมพล ป.มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแบบศิษย์อาจารย์ด้วย เช่น ประยูร ภมรมนตรี (ศิษย์คนหนึ่งของเขาที่โรงเรียนนายร้อยฯ) เล่าว่า หลังกบฏบวรเดช (2476) รัฐบาลจะเนรเทศเขาด้วยความระแวงความฝักใฝ่ทางการเมือง แต่จอมพล ป.บอกให้นายประยูรมาอยู่ในกลุ่มของเขา และจอมพล ป.ได้เขียนจดหมายฝากฝังเขาไปทำงานกับ “ครู” ที่กระทรวงเศรษฐการ เมื่อประยูรมาพบพระสารสาสน์ฯ พระสารสาสน์ฯ ถามว่ามาหาใคร “มาหาครูหรือรัฐมนตรี” เขาตอบว่ามาหาครู พระสารสาสน์ฯ ได้ย้ายเขาจากกรมไปรษณีย์ไปรักษาการรองอธิบดีกรมพาณิชย์ (ประยูร ภมรมนตรี, 2518, 302)

ด้วยเหตุที่ความสัมพันธ์ของพระสารสาสน์ฯ มีความสัมพันธ์หลายชั้นกับหลายกลุ่มที่อยู่ระหว่างแข่งขันกับขัดแย้งกัน ขึ้นมีอำนาจในช่วงเวลานั้นอาจนำเขาไปสู่วังวนของปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มจอมพล ป.กับกลุ่มพระยาทรงสุรเดชซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับพระสารสาสน์ฯ

พระสารสาสน์ฯ (ยืนแถวหน้าคนที่สองจากซ้าย) และคณะรัฐมนตรีของพระยาพหลฯ 2477

ในปี 2477 ขณะที่พระสารสาสน์ฯ เป็นรัฐมนตรีเศรษฐการ เกิดการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของกรรมกรรถไฟ กรรมกรรถราง และลุกลามไปยังกรมไปรษณีย์โทรเลขภายใต้การดูแลของกระทรวงเศรษฐการ (สังศิต พิริยะรังสรรค์, 2529 ; ควง อภัยวงศ์, 2501, 54) นายปรีดีเห็นว่า พระสารสาสน์ฯ “บำเพ็ญตนเป็นกรรมกร” ทำตนเป็นครูของพวกกรรมกร ชอบอุปการะเลี้ยงดูกรรมกรและชาวนา โดยมีร้อยโท ณ. เณร ตาละลักษณ์ เป็นหัวหน้ากรรมกร และครั้งเขาเป็นรัฐมนตรียกเงินเดือนให้กับชาวนาและกรรมกรด้วย (นายปรีดี, 2517, 40, 57)

ในท้ายที่สุดแล้ว ความเคลื่อนไหวนัดหยุดงานของแรงงานสงบลง ในคำให้การของหลวงประดิษฐฯ ในคดีอาชญากรสงครามให้การต่อหน้าพระสารสาสน์ฯ ในภายหลังสงครามนั้น เขาเห็นว่า พระสารสาสน์ฯ “เป็น socialist” และนักประชาธิปไตย นอกจากนี้ ถ้อยคำที่พระสารสาสน์ฯ ใช้ในการเขียนจดหมายมาถึงเขานั้น พระสารสาสน์ฯ ชอบใช้คำว่า “comrade” (สหาย) ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นสรรพนามที่เป็นธรรมเนียมของพวก socialist ซึ่งหมายถึงคำที่รัสเซียหลังปฏิวัติใช้เรียกแทนคำว่า mister หรือ monsieur (นายปรีดี, 2517, 30, 43)

ภาพเสียดสีการทำนาบนหลังคนของระบอบเก่า ศรีกรุง 10 ส.ค. 2474 เครดิตภาพ : Matthew Copeland

ความคิดทางเศรษฐกิจ

ในช่วงแรกภายหลังการปฏิวัตินั้น มีกระแสความคิดทางเศรษฐกิจที่สำคัญในสังคมอยู่ 3 แนวทางคือ แนวคิดแรก เสรีนิยม (Liberalism) นำโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดาและพระยาโกมารกุลมนตรีมีนโยบายทางเศรษฐกิจแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่แตะต้องโครงสร้างการผลิตและระบบกรรมสิทธิ์แต่อันใด

แนวคิดที่สอง ชาตินิยม (Nationalism) มีกลุ่มที่เสนอแนวคิดนี้อยู่สองกลุ่มคือ กลุ่มพ่อค้า เช่น นายมังกร สามเสน และนายวนิช ปานะนนท์ และกลุ่มข้าราชการ เช่น พระยาสุริยานุวัตร พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ แนวคิดที่สาม สังคมนิยม (Socialism) มีนายปรีดี พนมยงค์ และพระสารสาสน์พลขันธ์ (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, 2546, 339-352)

อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาความคิดของพระสารสาสน์ฯ ที่ปรากฏอยู่ในงานเขียนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดยาวที่เขาเตรียมเสนอให้รัฐบาลนำสู่การปฏิบัติหรือ “เค้าโครงการเศรษฐกิจทั่วไป” หากพิจารณาการแบ่งความคิดทางเศรษฐกิจในสมัยนั้น ผ่านงานลัทธิเศรษฐกิจของฮัต เจสสัน (ฮัต เจสสัน, 2477, 94-95, 223-227) แล้ว ความคิดของเขาอยู่ระหว่างกระแสแนวความทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมกับสังคมนิยม โดยเขาไม่ได้เสนอให้ล้มระบบกรรมสิทธิ์เอกชน แต่เขาให้ความสำคัญกับการเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยรัฐและเทศบาลมากกว่าการปล่อยให้เอกชนดำเนินการอย่างเสรี ดังนั้น ความคิดทางเศรษฐกิจของเขาน่าจะเข้าข่าย “สังคมนิยมโดยรัฐ” (State Socialism)

นายปรีดี พนมยงค์ และพระสารสาสน์พลขันธ์
นายปรีดี พนมยงค์ และพระสารสาสน์พลขันธ์
นายปรีดี พนมยงค์ และพระสารสาสน์พลขันธ์
นายปรีดี พนมยงค์ และพระสารสาสน์พลขันธ์
นายปรีดี พนมยงค์ และพระสารสาสน์พลขันธ์

เพียงสองเดือนหลังจากพระสารสาสน์ฯ เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง เขามีความกระตือรือร้นในการพยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำมาก เขาได้เริ่มสำรวจภาคสนามเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เขาใช้เวลา 1 เดือนระหว่าง 18 พฤษภาคม – 18 มิถุนายน 2477 ในการสำรวจเศรษฐกิจภาคใต้ ภาคกลางตอนล่างจำนวน 16 จังหวัด ได้แก่ เริ่มจากประจวบคีรีขันธ์ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล ตรัง พัทลุง สุราษฎร์ธานี ชุมพร เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เพื่อเก็บข้อมูลในการใช้ร่างโครงการเศรษฐกิจ

คณะผู้สำรวจจากกระทรวงเศรษฐการและกระทรวงอื่นๆ จำนวน 14 คน เช่น มีพระสารสาสน์ฯ หลวงสุวรรณวาจกสิกิจ หลวงกลการเจนจิต โชติ คุณะเกษม และ ร.ท.ณ.เณร ตาละลักษณ์ เป็นต้น ในระหว่างการสำรวจนั้น เขาทยอยรายงานการสำรวจเศรษฐกิจภาคใต้ ต่อรัฐบาลเป็นงวดๆ ในขณะนั้นนายกรัฐมนตรีคือ พระยาพหลพลพยุหเสนา โดยระบุว่า กำลังดำเนินการร่างโครงการเศรษฐกิจย่อย (หจช.(2)สร. 0201.22/8 เรื่องรายงานการสำรวจเศรษฐกิจของพระสารสาสน์พลขันธ์)

ประเด็นการสำรวจในครั้งนั้นได้พิจารณาการเกษตร การประมงฯ ในระหว่างการสำรวจฯ เขาเสนอนโยบายต่อรัฐบาลว่า การแก้ปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจในระบอบใหม่นี้จำเป็นต้องใช้เทศบาลเป็นเครื่องมือ เช่น โครงการบางอย่างที่เขาเสนอระหว่างการสำรวจ เช่น บางจังหวัดมีวังซึ่งใช้งบในการบำรุงรักษามากแต่ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เขาเสนอขอพระราชทานเช่า และให้มีโครงการสร้างบริษัทโฮเต็ลและกาสิโนขึ้นในส่วนภูมิภาค โดยใช้พระราชวังมฤคทายวัน ที่ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งเป็นกาสิโนขึ้น คู่กับการสร้างกาสิโนที่สงขลา โดยเชื่อมโยงธุรกิจกาสิโนเข้ากับธุรกิจโฮเต็ลหัวหินและโฮเต็ลราชธานีที่กรุงเทพฯ โดยเขาคาดการณ์ว่า กาสิโนที่มฤคทายวันจะรับคนในทางเหนือ ส่วนสงขลารับคนทางมลายู เขาเห็นว่า ธุรกิจกาสิโนนี้เปิดเพียงปีละสามเดือนก็มีกำไร เขาเห็นว่า ให้เทศบาลเข้ามีส่วนในการถือครองหุ้น ร้อยละ 50 เพื่อนำเงินมาปรับปรุงท้องถิ่น (หจช.(2)สร. 0201.22/8)

ต่อมา พระสารสาสน์ฯ ได้เสนอ “เค้าโครงการเศรษฐกิจทั่วไป” ที่สะท้อนความคิดชาตินิยมและสังคมนิยมที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตกของเขาอย่างชัดเจน อันนำมาสู่การต่อต้านจากที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจชาวตะวันตกอย่างรุนแรง สามารถติดตามต่อได้ในตอนหน้า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักปฏิวัติสู่รัฐมนตรีเศรษฐการ (7)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...