โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมนักวิเคราะห์มองว่าทรัมป์ ‘คำนวณพลาด’ และสงครามอิหร่านยัง ‘ไร้ทางออก’?

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ทำไมนักวิเคราะห์มองว่าทรัมป์ ‘คำนวณพลาด’ และสงครามอิหร่านยัง ‘ไร้ทางออก’?

สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ผ่านพ้นไปแล้วกว่า 4 สัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลต่อวิกฤตพลังงานที่กำลังลุกลามและส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

โดยท่าทีของทรัมป์ เริ่มส่งสัญญาณ ‘ถอยหลัง’ ด้วยการบอกว่ากำลังพิจารณาลดระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แต่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สถานการณ์ ณ ตอนนี้ กลายเป็น ‘วิกฤตที่เกินการควบคุม’ ของทรัมป์ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวจากพันธมิตรที่ไม่อยากมีส่วนร่วมในสงคราม และมีข่าวว่าสหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหารเพิ่มเติมไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งไม่แน่ว่า อาจเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับขยายปฏิบัติการทางบกในอิหร่านหรือไม่

หลายวันที่ผ่านมา ทรัมป์ที่อยู่ในท่าทีปกป้องตนเอง เรียกประเทศสมาชิก NATO อื่นๆ ว่า “พวกขี้ขลาด” หลังปฏิเสธที่จะช่วยคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าปฏิบัติการรบยังคงดำเนินไปตามแผน แม้ว่าในวันศุกร์ (20 มีนาคม) เขาจะออกมาประกาศ โดยอ้างว่าสหรัฐฯ “ได้รับชัยชนะทางทหารแล้ว” ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงที่อิหร่านยังคงปิดกั้นการขนส่งน้ำมันและก๊าซในช่องแคบฮอร์มุซ และยังยิงขีปนาวุธโจมตีตอบโต้ไปทั่วภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ในการหาทางออกของสงครามที่ยังดูเหมือนจะ ‘ไร้ความชัดเจน’ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าทรัมป์อาจ ‘คำนวณสงครามนี้ผิดพลาด’ โดยทางเลือกของเขาในตอนนี้ ดูจะยากลำบาก และยังไม่แน่ว่าจะสามารถจบวิกฤตนี้ได้ในระยะสั้น

ขาดกลยุทธ์ถอนตัวที่ชัดเจน

ทรัมป์ ซึ่งเคยดูถูกประธานาธิบดีคนก่อนๆ ที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องเข้าไปพัวพันกับ ‘สงครามที่โง่เขลา’ และเคยกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าเขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ และตะวันออกกลางเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างอีกครั้ง

แต่นักวิเคราะห์มองว่าท่าทีของเขาในตอนนี้ ดูเหมือนจะขัดแย้งกับคำพูดของเขาเอง โดยสิ่งสำคัญ คือการขาดกลยุทธ์ในการถอนตัวหรือจบสงครามที่ชัดเจน ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งต่ออนาคตทางการเมืองในฐานะประธานาธิบดี และโอกาสทางการเมืองของพรรครีพับลิกัน ที่กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมเกิดขึ้นช่วงเดือนพฤศจิกายน

แอรอน เดวิด มิลเลอร์ อดีตผู้เจรจาตะวันออกกลางของรัฐบาลรีพับลิกันและเดโมแครต ชี้ว่า “ทรัมป์สร้างกล่องที่เรียกว่าสงครามอิหร่านขึ้นมาเอง และเขาไม่รู้ว่าจะออกจากมันได้อย่างไร” และนั่นคือ “สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากที่สุด”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวบางคน โต้แย้งคำพูดดังกล่าว โดยระบุว่า “ผู้นำสูงสุดและผู้นำระดับสูงของอิหร่านหลายคนถูกกำจัด เรือรบอิหร่านส่วนใหญ่ถูกจม และคลังอาวุธขีปนาวุธก็ถูกทำลายไปมากแล้ว ซึ่งถือเป็นความสำเร็จทางทหารที่ไม่อาจปฏิเสธได้”

ข้อจำกัดอำนาจทรัมป์

ทรัมป์เผชิญกับข้อจำกัดของอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งในด้านการทูต การทหาร และการเมือง ซึ่งปรากฏชัดเจนขึ้นมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

Reuters รายงานความเห็นจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า “ทรัมป์ ถูกจับได้ว่าไม่ทันตั้งตัวกับการต่อต้านจากประเทศสมาชิก NATO และพันธมิตรชาติอื่นๆ ในการส่งกองทัพเรือไปช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ”

และเนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ตัวเองดูโดดเดี่ยว เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบางคนจึงแนะนำให้ทรัมป์ “หาทางออกอย่างรวดเร็ว” และ “กำหนดขอบเขตของปฏิบัติการทางทหาร” แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถโน้มน้าวทรัมป์ได้หรือไม่

ในมุมมองของนักวิเคราะห์บางคน ความไม่เต็มใจของชาติพันธมิตรสะท้อนให้เห็นถึงความลังเลและไม่อยากที่จะเข้าไปพัวพันกับสงครามที่พวกเขาไม่ได้ถูกปรึกษาหารือมาก่อน และยังเป็นการตอบโต้ต่อการที่ทรัมป์ดูหมิ่นพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ นับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งเมื่อ 14 เดือนที่แล้ว

ในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ปฏิบัติการร่วมกันในสงครามต่ออิหร่าน เริ่มปรากฏให้เห็นรอยร้าวและยุทธศาสตร์การรบที่แตกต่างกันมากขึ้น โดยทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่รู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของอิหร่าน

ขณะที่อิสราเอลอ้างว่าการโจมตีดังกล่าวได้รับการประสานงานกับสหรัฐฯ ก่อนทำการโจมตี ซึ่งท่าทีที่แตกต่างกันดังกล่าว สะท้อนว่าทรัมป์กำลังเผชิญกับทางแยกในปฏิบัติการ Epic Fury

ทรัมป์อยู่บนทางแยกที่ยากลำบาก

ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า ทรัมป์จะเลือกเส้นทางใดในปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหลังจากนี้

BBC รายงานความเห็นนักวิเคราะห์ทางทหาร ที่ชี้ว่า สหรัฐฯ อาจวางแผนที่จะยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นเกาะขนาด 3 ตารางกิโลเมตร (8 ตารางไมล์) ที่ตั้งของท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน ซึ่งการทำเช่นนั้นในทางทฤษฎีอาจตัดการขนส่งน้ำมันของอิหร่าน ทำให้ขาดรายได้ที่จำเป็นอย่างมาก และบังคับให้ต้องยอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐฯ มากขึ้นเพื่อแลกกับการยุติความขัดแย้ง

ขณะที่บทวิเคราะห์จาก Reuters ชี้ว่า อีกตัวเลือก คือสหรัฐฯ อาจส่งกำลังทหารไปตามแนวชายฝั่งของอิหร่านเพื่อค้นหาฐานยิงขีปนาวุธ แต่การทำเช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการผูกมัดทางทหารในระยะยาว ซึ่งประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะคัดค้าน

ทั้งนี้ เมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน สื่อท้องถิ่นสหรัฐฯ รายงานว่าหน่วยรบพิเศษนาวิกโยธินสหรัฐฯ พร้อมกำลังทหารประมาณ 2,500 นาย รวมถึงเรือและเครื่องบินสนับสนุน ได้ถูกส่งจากญี่ปุ่นไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งคาดว่าจะถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขณะเดียวกัน กองกำลังนาวิกโยธินอีกหน่วยที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ก็เพิ่งออกจากฐานทัพในแคลิฟอร์เนีย โดยคาดว่าจะถึงที่หมายในช่วงกลางเดือนเมษายน

อีกทางเลือกที่นักวิเคราะห์ชี้ว่ามีความเป็นไปได้ คือในเมื่อทั้งสองฝ่ายปฏิเสธที่จะเจรจาในขณะนี้ ทรัมป์อาจประกาศชัยชนะและพยายามถอนตัวจากสงคราม

แน่นอนว่าทางเลือกนี้อาจทำให้อิสราเอลและพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียไม่พอใจ ขณะที่อิหร่าน ซึ่งแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่อ่อนแอลงอย่างมาก แต่ก็ยังมีผู้นำที่ต่อต้านสหรัฐฯ อยู่ในอำนาจ และยังมีรายได้จากการส่งออกน้ำมัน อีกทั้งยังควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ ทำให้ยังสามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังเตรียมของบประมาณฉุกเฉินจากสภาคองเกรสจำนวน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน

การเดินหน้าของบประมาณเช่นนี้ บ่งชี้ว่า แทนที่ทรัมป์จะพยายามหาทางออกจากสงคราม แต่ที่จริงแล้วเขากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่ยาวนานและมีค่าใช้จ่ายสูง

แต่การยืดเยื้อสงครามออกไปในระยะยาว อาจส่งผลในด้านลบต่อแนวคิด MAGA (Make America Great Again) และกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ โดยมีผู้มีอิทธิพลหลายคนออกมาแสดงท่าทีต่อต้านสงครามอิหร่าน และแม้ว่าฐานเสียงส่วนใหญ่ของทรัมป์จะยังคงสนับสนุนเขาอยู่ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เสียงสนับสนุนของทรัมป์อาจหดหายลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หากราคาน้ำมันยังคงสูงขึ้นและมีการส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปประจำการในตะวันออกกลาง

เดฟ วิลสัน นักยุทธศาสตร์พรรครีพับลิกันชี้ว่า “เมื่อเศรษฐกิจดำเนินไป ผู้คนจะเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมฉันต้องซื้อน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้นอีกแล้ว? หรือทำไมช่องแคบฮอร์มุซถึงเป็นตัวกำหนดว่า ฉันจะสามารถไปเที่ยวพักผ่อนในเดือนหน้าได้หรือไม่?”

การคำนวณที่ผิดพลาด

Reuters อ้างข้อมูลแหล่งข่าวในทำเนียบขาวว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีการตั้งข้อสังเกตที่มากขึ้นในฝ่ายบริหารของทรัมป์ ว่าความขัดแย้งและผลที่ตามมาควรได้รับการวางแผนล่วงหน้าให้ดีกว่านี้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวอีกคนโต้แย้งว่าปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านได้รับการวางแผนอย่างละเอียด และเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีสำหรับทุกการดำเนินการที่อาจเกิดขึ้น

นักวิเคราะห์บางคนมองว่า การตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของทรัมป์ คือการประเมินท่าทีตอบโต้ของอิหร่าน ที่มองว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นเรื่อง ‘คอขาดบาดตาย’ หรือ ‘การดำรงอยู่’ ของประเทศอิหร่าน

ขณะที่อิหร่านตอบโต้ในสงครามนี้ ด้วยขีปนาวุธและฝูงโดรนติดอาวุธ เพื่อชดเชยความเหนือกว่าทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยทำการโจมตีในหลายประเทศอ่าวเปอร์เซียที่อยู่ใกล้เคียงและปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งแม้ว่าทรัมป์หรือที่ปรึกษาทางทหาร จะคาดการณ์ได้ถึงอันตรายจากการตอบโต้ของอิหร่าน แต่ก็ไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“พวกเขาไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งกับอิหร่าน ว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้” จอห์น บาส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอัฟกานิสถานและตุรกีกล่าว

ในขณะที่ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป มีสัญญาณมากขึ้นว่าทรัมป์เริ่มที่จะหงุดหงิดที่ไม่สามารถควบคุมทิศทางของสงครามได้

โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาได้โจมตีสื่อมวลชน โดยกล่าวหาอย่างรุนแรงและไม่มีมูลความจริงว่าสื่อเหล่านี้ ‘ทรยศชาติ’ จากการรายงานข่าวที่เขาเห็นว่าบ่อนทำลายความพยายามในการทำสงคราม

เบรตต์ บรูเอน อดีตที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศในรัฐบาลโอบามา ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าบริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ Situation Room ในวอชิงตันมองว่า “ทรัมป์กำลังพบว่ามันยากที่จะควบคุมกระแสข่าวอย่างที่เคยชิน เพราะเขายังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงนำประเทศนี้เข้าสู่สงคราม และอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป” และดูเหมือนว่า “เขาจะสูญเสียความสามารถในการสื่อสารไปแล้ว”

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...