หลักการสงครามของทรัมป์ : สงครามและความท้าทาย
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
หลักการสงครามของทรัมป์
: สงครามและความท้าทาย
“ในอิหร่าน ทรัมป์ดูเสมือนต่อสู้กับศัตรู ที่ไม่ได้เล่นในกติกาของเขา”
Fareed Zakaria
27 มีนาคม 2026
ปี2026 ดูจะเริ่มต้นในแบบที่ไม่สดใสเท่าใดนัก … ดูเหมือนว่าโลกกำลังถูกรุมเร้าด้วย “วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดยเฉพาะปีใหม่ที่เริ่มต้นด้วยการบุกเวเนซุเอลาของผู้นำสหรัฐในวันที่ 3 มกราคมนั้น เป็นเสมือนหนึ่งการเมืองโลกฉลองปีใหม่ด้วยความร้อนแรงของสถานการณ์จากปัญหาเวเนซุเอลา ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดศักราชใหม่ด้วยการบุกจับประธานาธิบดีและภรรยา เพื่อนำตัวไปขึ้นศาลที่นิวยอร์ก
แน่นอนว่า เราอาจจะไม่จำเป็นต้องฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลประชานิยมปีกซ้าย (Left-Wing Populism) ของเวเนซุเอลา ที่จะต้องไม่เห็นด้วยกับการกระทำของผู้นำสหรัฐ แต่เพราะการดำเนินการในลักษณะเช่นนั้น เป็นสัญญาณถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศในแบบที่เป็น “Realpolitik” โดยยึดถือเอาผลประโยชน์ของรัฐมหาอำนาจเป็นปัจจัยชี้ขาด และไม่คำนึงถึงกติการะหว่างประเทศแต่อย่างใด จนดูเหมือนผู้นำสหรัฐกำลังกลายเป็นปัญหาของการเมืองโลกไปเสียเอง
ทิศทางนโยบายของทรัมป์
ในขณะที่สถานการณ์การบุกเวเนซุเอลายังไม่ทันคลายความร้อนแรงออก ผู้นำสหรัฐแสดงทัศนะอย่างน่ากังวลในแบบ “จักรวรรดินิยม” ที่ต้องการผนวกกรีนแลนด์เข้ามาเป็นดินแดนของสหรัฐ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกคัดค้านจากบรรดารัฐในยุโรปอย่างมาก จนเป็นเสมือนสิ่งที่บ่งบอกว่า ผู้นำอเมริกันในปัจจุบัน ไม่แคร์กับความเป็น “พันธมิตรข้ามแอตแลนติก” ที่ผู้นำสหรัฐในอดีตมีส่วนอย่างมากในการสร้างความเข้มแข็ง เพื่อใช้ยันในทางยุทธศาสตร์กับบทบาทของสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น เพราะระบบพันธมิตรนาโต (NATO) คือ องค์ประกอบสำคัญของนโยบายการป้องปรามของฝ่ายตะวันตกในยุคนั้น
ภาพสะท้อนจากเวเนซุเอลาจนถึงกรีนแลนด์ยังบ่งชี้ให้เห็นว่า นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงในแบบเดิมของสหรัฐ กำลังขยับไปสู่ทิศทางแบบ “America First” ที่เอาการตัดสินใจของสหรัฐเป็นที่ตั้งในแบบเป็นเอกเทศ ดังเช่นความพยายามในการสร้างกำแพงภาษีเพื่อปกป้องตลาดอเมริกัน และไม่คำนึงถึงระบบพันธมิตร หรือไม่ให้ความสำคัญกับระเบียบระหว่างประเทศ
แนวคิดนโยบายต่างประเทศในทิศทางเช่นนี้สำหรับปี 2026 ส่งผลต่อมาในเวลาอีกไม่นานนักหลังปีใหม่ ดังจะเห็นได้ว่า ความตึงเครียดจากปัญหาอิหร่านที่เฝ้าจับตามองจากเวทีโลกอย่างมากหลังจากทำเนียบขาวออกคำสั่งให้เคลื่อนกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว อันทำให้เกิดคำถามอย่างมากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ว่า สหรัฐจะเปิดการโจมตีอิหร่านเช่นในปี 2025 หรือไม่
ในที่สุด สงครามอิหร่านก็เปิดฉากด้วยการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะขยายตัวออกไปเป็น “สงครามภูมิภาค” ได้ด้วย เพราะการตอบโต้ของอิหร่านขยายขอบเขตสงครามไปสู่ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย และนำพาให้หลายประเทศในภูมิภาคนั้นต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสงครามครั้งนี้
ดังนั้น 2 เดือนแรกของปี 2026 เริ่มต้นเหตุการณ์ใหญ่ต่อเนื่อง และหลังจากนั้นต่อมา สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความผันผวนของการเมืองและความมั่นคงโลกอย่างชัดเจน อย่างน้อย ภาพของการรายงานข่าวจากสื่อต่างๆ เป็นคำยืนยันในตัวเองถึงวิกฤตการณ์อิหร่านในเวทีโลก
ฉะนั้นจึงปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ศูนย์กลางของวิกฤตนี้อยู่ที่สงครามอิหร่าน โดยมีสหรัฐและอิสราเอลเป็นฝ่ายโจมตีหลักต่อเป้าหมายในอิหร่าน ในทางกลับกัน อิหร่านไม่ได้ยอมที่จะตกเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว และเปิดการโจมตีตอบโต้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน
หลักนิยมการสงคราม
ประธานาธิบดีทรัมป์คิดอย่างไร … ผู้นำสหรัฐดำเนินการสงครามแบบไม่อิงกับ “หลักนิยมการสงคราม” ที่ถูกกำหนดไว้เป็นแนวทางแต่เดิมในการเข้าสงครามของสหรัฐเลยใช่หรือไม่ ดังนั้น บทความนี้จะทดลองสำรวจแนวคิดของทรัมป์ต่อปัญหาการทำสงครามอิหร่าน
หากพิจารณาการดำเนินการสงครามของทรัมป์ หลายคนอาจมีความคิดคล้ายๆ กันว่า ทรัมป์ทำตามใจตนเอง มากกว่าจะมีหลักนิยมและ/หรือหลักการใดเป็นจุดอ้างอิง ดังสะท้อนจากบุคลิกของทรัมป์ ที่ดูจะไม่ยอมรับกฎและกติกาใดๆ เว้นแต่เราจะกล่าวในอีกแบบว่า “หลักการทรัมป์” (The Trump Doctrine) คือ การไม่นำพาต่อกฎ กติกา และบรรทัดฐานระหว่างประเทศ
แต่ถ้าเราถอยกลับไปพิจารณาหลักการสงครามในระดับทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้นำสหรัฐในอดีตมีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนที่เรียกว่า “หลักการเพาเวลล์” (The Powell Doctrine)
หลักการนี้มาจากแนวคิดของ พล.อ.คอลิน เพาเวลล์ (General Colin Powell) ซึ่งเป็นนายทหารที่มีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่เข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการร่วม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ บุช (ผู้ลูก) และเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสัมพันธมิตรในสงครามอ่าวเปอร์เซีย (1990-1991)
หลักการเพาเวลล์สร้างกรอบคิดในการกำหนดนโยบายในการเข้าสงครามของสหรัฐไว้อย่างชัดเจนว่า สหรัฐจะถือว่าการใช้กำลังเป็นมาตรการสุดท้าย และจะใช้ต่อเมื่อเครื่องมืออื่นๆ โดยเฉพาะเครื่องมือที่ไม่ใช่ทางทหารประสบความล้มเหลว
ถ้าสหรัฐตัดสินใจที่จะใช้เครื่องมือทางทหารด้วยเหตุแห่งความจำเป็นแล้ว การใช้จะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และจะต้องมีความชัดเจนว่าการใช้เครื่องมือนี้จะมีทางออกอย่างไรเพื่อให้สหรัฐเดินออกจากความขัดแย้งได้ เพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐเข้าไปติดกับดักสงคราม อีกทั้งการดำเนินการสงครามเช่นนี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง
รวมถึงถ้าสหรัฐตัดสินใจใช้กำลังแล้ว จะต้องใช้อย่างเต็มที่เพื่อจะมีความเหนือกว่า และสามารถเอาชนะข้าศึกได้ ซึ่งมีนัยถึงการใช้พลังอำนาจใน 4 ส่วนหลัก คือ การเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และสังคม เพราะการใช้กำลังเมื่อไม่สามารถชนะข้าศึกได้แล้ว อาจจะดึงสหรัฐเข้าไปสู่สภาวะ “สงครามยืดเยื้อ” ได้ไม่ยาก ซึ่งมีนัยของการเป็นกับดักสงครามนั่นเอง
การสร้างกรอบในลักษณะของการกำหนดทิศทางในนโยบายของการใช้กำลังของสหรัฐ ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า สหรัฐจะไม่ย้อนรอยไปติดกับดักสงครามเช่นในกรณีของเวียดนาม เพราะต้องไม่ลืมว่า เพาเวลล์เป็นทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนาม บทเรียนจากสงครามเวียดนามจึงเป็นเครื่องเตือนใจให้นายทหารผ่านศึกเหล่านี้มีความระมัดระวังในการที่จะไม่พาประเทศเข้าสู่กับดักสงครามอีกครั้ง
บทเรียนจากเวียดนามชี้ให้นักยุทธศาสตร์อเมริกันในยุคหลังสงครามเวียดนามเห็นเป็นข้อเตือนใจว่า ผู้นำสหรัฐจะต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจนที่จะต้องหลีกเลี่ยงการพาประเทศเข้าไปสู่ภาวะ “สงครามยืดเยื้อ” เพราะสงครามยืดเยื้อจะทำให้สหรัฐขยับตัวออกจากกับดักเช่นนี้ได้ยาก และกับดักสงครามยืดเยื้อจะเป็นปัจจัยในการทำลายพลังอำนาจของสหรัฐเอง กล่าวคือ นำไปสู่ความสูญเสียทั้งคน เงิน และอาวุธ แบบไม่สิ้นสุด
สุดท้ายแล้ว กับดักสงครามเช่นนี้ตามมาด้วยปัญหาทางการเมืองภายใน ดังเช่นที่เห็นมาแล้วจากสงครามเวียดนาม คือ เป็นสงครามที่คนในสังคมอเมริกันไม่ยอมรับ และไม่สนับสนุน อีกทั้งนำไปสู่ความแตกแยกทางการเมืองขนาดใหญ่ในสังคม
บทเรียนจากสงครามเวียดนามกลับมาซ้ำรอยในการแทรกแซงของสหรัฐต่อปัญหาการจัดการกับการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน (2001) และการค้นหาอาวุธนิวเคลียร์ในอิรัก (2003) ซึ่งสงครามในทั้ง 2 กรณีกลับมาเป็นกับดักสำหรับสหรัฐอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 และสหรัฐไม่ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ แม้มีความพยายามในการสร้างกรอบคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนรองรับต่อบทบาทของสหรัฐในทั้ง 2 กรณีก็ตาม ซึ่งสงครามยืดเยื้อในทั้ง 2 สนามรบสร้างปัญหาให้แก่สหรัฐอย่างมาก แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าผู้นำอเมริกันในยุคของทรัมป์ตระหนักถึงบทเรียนเหล่านี้เพียงใด หรือว่าทรัมป์ไม่สนใจ
ว่าที่จริงแล้ว การวางหลักนิยมการสงครามในแบบของ “หลักการเพาเวลล์” นั้น อาจใช้ได้กับผู้นำทุกประเทศ ที่คิดจะพาประเทศเข้าสงคราม เพราะการสร้างสงครามโดยปราศจากหลักการที่ชัดเจนแล้ว สิ่งที่ตามมาอาจกลายเป็น “หายนะทางยุทธศาสตร์” ได้ไม่ยาก และมีนัยถึงการพากองทัพเข้าสู่กับดักสงครามยือเยื้อด้วย
เดินหน้าสู่กับดักสงคราม
แต่การตัดสินใจของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่านนั้น เห็นได้ชัดว่าทรัมป์ไม่ได้มีแนวคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาในตัวเองของการนิยามชัยชนะ และทั้งไม่รู้จุดสุดท้ายที่จะพาสหรัฐออกจากกับดักสงครามคือสถานการณ์เช่นไร หรือถ้าสหรัฐจะออกจากกับดักนี้ การถอนตัวจะเกิดอย่างไรในภาวะสงครามที่เกิดขึ้น หรืออาจกล่าวในทางทฤษฎีได้ว่า การนำประเทศเข้าสู่สงครามโดยปราศจากหลักคิดการสงครามที่ชัดเจน จะส่งโดยตรงต่อการดำเนินการสงครามในตัวเอง
การละเมิดหลักการทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ ทำให้สงครามอิหร่านดำเนินไปในแบบ “ตามใจ” ทรัมป์ โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับหลักการใดๆ หรืออาจกล่าวในอีกด้านได้ว่า สงครามดำเนินไปตาม “อีโก้” ของทรัมป์ และข้อวิจารณ์ในอีกด้านคือ สงครามดำเนินไปตามแรงกดดันของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้สงครามมีภาวะสุดโต่ง จนเกิดผลกระทบด้านต่างๆ และกลายเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ในเวทีโลกปัจจุบัน จนอาจจะต้องเรียกสงครามครั้งนี้ว่าเป็น “มหาวิกฤตโลก” ในยุคปัจจุบัน
ดังนั้น จึงน่าสนใจอย่างมากว่า ทรัมป์จะหลุดจากกับดักสงครามอิหร่านได้อย่างไร เพราะเดิมพันเฉพาะหน้าคือ ถ้าสหรัฐติดกับดักสงครามอิหร่าน พร้อมการตามมาของวิกฤตพลังงาน และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หากยังเป็นเช่นนี้แล้ว สงครามอิหร่านจะเป็นฝันร้ายของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมอย่างแน่นอน เพราะเสียงสนับสนุนการทำสงครามอิหร่านของทรัมป์ไม่ได้อยู่ในระดับสูง จนเป็นแต้มต่อทางการเมืองสำหรับตัวเขาเอง หรือกับพรรครีพับลิกันในอนาคต
สงครามอิหร่านเช่นนี้จึงเป็นทั้งความท้าทายทางการเมืองและการทหารสำหรับทรัมป์อย่างแน่นอน!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หลักการสงครามของทรัมป์ : สงครามและความท้าทาย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly