โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลักการสงครามของทรัมป์ : สงครามและความท้าทาย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 เม.ย. เวลา 13.23 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. เวลา 13.23 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

หลักการสงครามของทรัมป์

: สงครามและความท้าทาย

“ในอิหร่าน ทรัมป์ดูเสมือนต่อสู้กับศัตรู ที่ไม่ได้เล่นในกติกาของเขา”

Fareed Zakaria

27 มีนาคม 2026

ปี2026 ดูจะเริ่มต้นในแบบที่ไม่สดใสเท่าใดนัก … ดูเหมือนว่าโลกกำลังถูกรุมเร้าด้วย “วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดยเฉพาะปีใหม่ที่เริ่มต้นด้วยการบุกเวเนซุเอลาของผู้นำสหรัฐในวันที่ 3 มกราคมนั้น เป็นเสมือนหนึ่งการเมืองโลกฉลองปีใหม่ด้วยความร้อนแรงของสถานการณ์จากปัญหาเวเนซุเอลา ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดศักราชใหม่ด้วยการบุกจับประธานาธิบดีและภรรยา เพื่อนำตัวไปขึ้นศาลที่นิวยอร์ก

แน่นอนว่า เราอาจจะไม่จำเป็นต้องฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลประชานิยมปีกซ้าย (Left-Wing Populism) ของเวเนซุเอลา ที่จะต้องไม่เห็นด้วยกับการกระทำของผู้นำสหรัฐ แต่เพราะการดำเนินการในลักษณะเช่นนั้น เป็นสัญญาณถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศในแบบที่เป็น “Realpolitik” โดยยึดถือเอาผลประโยชน์ของรัฐมหาอำนาจเป็นปัจจัยชี้ขาด และไม่คำนึงถึงกติการะหว่างประเทศแต่อย่างใด จนดูเหมือนผู้นำสหรัฐกำลังกลายเป็นปัญหาของการเมืองโลกไปเสียเอง

ทิศทางนโยบายของทรัมป์

ในขณะที่สถานการณ์การบุกเวเนซุเอลายังไม่ทันคลายความร้อนแรงออก ผู้นำสหรัฐแสดงทัศนะอย่างน่ากังวลในแบบ “จักรวรรดินิยม” ที่ต้องการผนวกกรีนแลนด์เข้ามาเป็นดินแดนของสหรัฐ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกคัดค้านจากบรรดารัฐในยุโรปอย่างมาก จนเป็นเสมือนสิ่งที่บ่งบอกว่า ผู้นำอเมริกันในปัจจุบัน ไม่แคร์กับความเป็น “พันธมิตรข้ามแอตแลนติก” ที่ผู้นำสหรัฐในอดีตมีส่วนอย่างมากในการสร้างความเข้มแข็ง เพื่อใช้ยันในทางยุทธศาสตร์กับบทบาทของสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น เพราะระบบพันธมิตรนาโต (NATO) คือ องค์ประกอบสำคัญของนโยบายการป้องปรามของฝ่ายตะวันตกในยุคนั้น

ภาพสะท้อนจากเวเนซุเอลาจนถึงกรีนแลนด์ยังบ่งชี้ให้เห็นว่า นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงในแบบเดิมของสหรัฐ กำลังขยับไปสู่ทิศทางแบบ “America First” ที่เอาการตัดสินใจของสหรัฐเป็นที่ตั้งในแบบเป็นเอกเทศ ดังเช่นความพยายามในการสร้างกำแพงภาษีเพื่อปกป้องตลาดอเมริกัน และไม่คำนึงถึงระบบพันธมิตร หรือไม่ให้ความสำคัญกับระเบียบระหว่างประเทศ

แนวคิดนโยบายต่างประเทศในทิศทางเช่นนี้สำหรับปี 2026 ส่งผลต่อมาในเวลาอีกไม่นานนักหลังปีใหม่ ดังจะเห็นได้ว่า ความตึงเครียดจากปัญหาอิหร่านที่เฝ้าจับตามองจากเวทีโลกอย่างมากหลังจากทำเนียบขาวออกคำสั่งให้เคลื่อนกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว อันทำให้เกิดคำถามอย่างมากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ว่า สหรัฐจะเปิดการโจมตีอิหร่านเช่นในปี 2025 หรือไม่

ในที่สุด สงครามอิหร่านก็เปิดฉากด้วยการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะขยายตัวออกไปเป็น “สงครามภูมิภาค” ได้ด้วย เพราะการตอบโต้ของอิหร่านขยายขอบเขตสงครามไปสู่ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย และนำพาให้หลายประเทศในภูมิภาคนั้นต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสงครามครั้งนี้

ดังนั้น 2 เดือนแรกของปี 2026 เริ่มต้นเหตุการณ์ใหญ่ต่อเนื่อง และหลังจากนั้นต่อมา สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความผันผวนของการเมืองและความมั่นคงโลกอย่างชัดเจน อย่างน้อย ภาพของการรายงานข่าวจากสื่อต่างๆ เป็นคำยืนยันในตัวเองถึงวิกฤตการณ์อิหร่านในเวทีโลก

ฉะนั้นจึงปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ศูนย์กลางของวิกฤตนี้อยู่ที่สงครามอิหร่าน โดยมีสหรัฐและอิสราเอลเป็นฝ่ายโจมตีหลักต่อเป้าหมายในอิหร่าน ในทางกลับกัน อิหร่านไม่ได้ยอมที่จะตกเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว และเปิดการโจมตีตอบโต้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

หลักนิยมการสงคราม

ประธานาธิบดีทรัมป์คิดอย่างไร … ผู้นำสหรัฐดำเนินการสงครามแบบไม่อิงกับ “หลักนิยมการสงคราม” ที่ถูกกำหนดไว้เป็นแนวทางแต่เดิมในการเข้าสงครามของสหรัฐเลยใช่หรือไม่ ดังนั้น บทความนี้จะทดลองสำรวจแนวคิดของทรัมป์ต่อปัญหาการทำสงครามอิหร่าน

หากพิจารณาการดำเนินการสงครามของทรัมป์ หลายคนอาจมีความคิดคล้ายๆ กันว่า ทรัมป์ทำตามใจตนเอง มากกว่าจะมีหลักนิยมและ/หรือหลักการใดเป็นจุดอ้างอิง ดังสะท้อนจากบุคลิกของทรัมป์ ที่ดูจะไม่ยอมรับกฎและกติกาใดๆ เว้นแต่เราจะกล่าวในอีกแบบว่า “หลักการทรัมป์” (The Trump Doctrine) คือ การไม่นำพาต่อกฎ กติกา และบรรทัดฐานระหว่างประเทศ

แต่ถ้าเราถอยกลับไปพิจารณาหลักการสงครามในระดับทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้นำสหรัฐในอดีตมีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนที่เรียกว่า “หลักการเพาเวลล์” (The Powell Doctrine)

หลักการนี้มาจากแนวคิดของ พล.อ.คอลิน เพาเวลล์ (General Colin Powell) ซึ่งเป็นนายทหารที่มีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่เข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการร่วม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ บุช (ผู้ลูก) และเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสัมพันธมิตรในสงครามอ่าวเปอร์เซีย (1990-1991)

หลักการเพาเวลล์สร้างกรอบคิดในการกำหนดนโยบายในการเข้าสงครามของสหรัฐไว้อย่างชัดเจนว่า สหรัฐจะถือว่าการใช้กำลังเป็นมาตรการสุดท้าย และจะใช้ต่อเมื่อเครื่องมืออื่นๆ โดยเฉพาะเครื่องมือที่ไม่ใช่ทางทหารประสบความล้มเหลว

ถ้าสหรัฐตัดสินใจที่จะใช้เครื่องมือทางทหารด้วยเหตุแห่งความจำเป็นแล้ว การใช้จะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และจะต้องมีความชัดเจนว่าการใช้เครื่องมือนี้จะมีทางออกอย่างไรเพื่อให้สหรัฐเดินออกจากความขัดแย้งได้ เพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐเข้าไปติดกับดักสงคราม อีกทั้งการดำเนินการสงครามเช่นนี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง

รวมถึงถ้าสหรัฐตัดสินใจใช้กำลังแล้ว จะต้องใช้อย่างเต็มที่เพื่อจะมีความเหนือกว่า และสามารถเอาชนะข้าศึกได้ ซึ่งมีนัยถึงการใช้พลังอำนาจใน 4 ส่วนหลัก คือ การเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และสังคม เพราะการใช้กำลังเมื่อไม่สามารถชนะข้าศึกได้แล้ว อาจจะดึงสหรัฐเข้าไปสู่สภาวะ “สงครามยืดเยื้อ” ได้ไม่ยาก ซึ่งมีนัยของการเป็นกับดักสงครามนั่นเอง

การสร้างกรอบในลักษณะของการกำหนดทิศทางในนโยบายของการใช้กำลังของสหรัฐ ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า สหรัฐจะไม่ย้อนรอยไปติดกับดักสงครามเช่นในกรณีของเวียดนาม เพราะต้องไม่ลืมว่า เพาเวลล์เป็นทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนาม บทเรียนจากสงครามเวียดนามจึงเป็นเครื่องเตือนใจให้นายทหารผ่านศึกเหล่านี้มีความระมัดระวังในการที่จะไม่พาประเทศเข้าสู่กับดักสงครามอีกครั้ง

บทเรียนจากเวียดนามชี้ให้นักยุทธศาสตร์อเมริกันในยุคหลังสงครามเวียดนามเห็นเป็นข้อเตือนใจว่า ผู้นำสหรัฐจะต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจนที่จะต้องหลีกเลี่ยงการพาประเทศเข้าไปสู่ภาวะ “สงครามยืดเยื้อ” เพราะสงครามยืดเยื้อจะทำให้สหรัฐขยับตัวออกจากกับดักเช่นนี้ได้ยาก และกับดักสงครามยืดเยื้อจะเป็นปัจจัยในการทำลายพลังอำนาจของสหรัฐเอง กล่าวคือ นำไปสู่ความสูญเสียทั้งคน เงิน และอาวุธ แบบไม่สิ้นสุด

สุดท้ายแล้ว กับดักสงครามเช่นนี้ตามมาด้วยปัญหาทางการเมืองภายใน ดังเช่นที่เห็นมาแล้วจากสงครามเวียดนาม คือ เป็นสงครามที่คนในสังคมอเมริกันไม่ยอมรับ และไม่สนับสนุน อีกทั้งนำไปสู่ความแตกแยกทางการเมืองขนาดใหญ่ในสังคม

บทเรียนจากสงครามเวียดนามกลับมาซ้ำรอยในการแทรกแซงของสหรัฐต่อปัญหาการจัดการกับการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน (2001) และการค้นหาอาวุธนิวเคลียร์ในอิรัก (2003) ซึ่งสงครามในทั้ง 2 กรณีกลับมาเป็นกับดักสำหรับสหรัฐอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 และสหรัฐไม่ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ แม้มีความพยายามในการสร้างกรอบคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนรองรับต่อบทบาทของสหรัฐในทั้ง 2 กรณีก็ตาม ซึ่งสงครามยืดเยื้อในทั้ง 2 สนามรบสร้างปัญหาให้แก่สหรัฐอย่างมาก แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าผู้นำอเมริกันในยุคของทรัมป์ตระหนักถึงบทเรียนเหล่านี้เพียงใด หรือว่าทรัมป์ไม่สนใจ

ว่าที่จริงแล้ว การวางหลักนิยมการสงครามในแบบของ “หลักการเพาเวลล์” นั้น อาจใช้ได้กับผู้นำทุกประเทศ ที่คิดจะพาประเทศเข้าสงคราม เพราะการสร้างสงครามโดยปราศจากหลักการที่ชัดเจนแล้ว สิ่งที่ตามมาอาจกลายเป็น “หายนะทางยุทธศาสตร์” ได้ไม่ยาก และมีนัยถึงการพากองทัพเข้าสู่กับดักสงครามยือเยื้อด้วย

เดินหน้าสู่กับดักสงคราม

แต่การตัดสินใจของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่านนั้น เห็นได้ชัดว่าทรัมป์ไม่ได้มีแนวคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาในตัวเองของการนิยามชัยชนะ และทั้งไม่รู้จุดสุดท้ายที่จะพาสหรัฐออกจากกับดักสงครามคือสถานการณ์เช่นไร หรือถ้าสหรัฐจะออกจากกับดักนี้ การถอนตัวจะเกิดอย่างไรในภาวะสงครามที่เกิดขึ้น หรืออาจกล่าวในทางทฤษฎีได้ว่า การนำประเทศเข้าสู่สงครามโดยปราศจากหลักคิดการสงครามที่ชัดเจน จะส่งโดยตรงต่อการดำเนินการสงครามในตัวเอง

การละเมิดหลักการทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ ทำให้สงครามอิหร่านดำเนินไปในแบบ “ตามใจ” ทรัมป์ โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับหลักการใดๆ หรืออาจกล่าวในอีกด้านได้ว่า สงครามดำเนินไปตาม “อีโก้” ของทรัมป์ และข้อวิจารณ์ในอีกด้านคือ สงครามดำเนินไปตามแรงกดดันของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้สงครามมีภาวะสุดโต่ง จนเกิดผลกระทบด้านต่างๆ และกลายเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ในเวทีโลกปัจจุบัน จนอาจจะต้องเรียกสงครามครั้งนี้ว่าเป็น “มหาวิกฤตโลก” ในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น จึงน่าสนใจอย่างมากว่า ทรัมป์จะหลุดจากกับดักสงครามอิหร่านได้อย่างไร เพราะเดิมพันเฉพาะหน้าคือ ถ้าสหรัฐติดกับดักสงครามอิหร่าน พร้อมการตามมาของวิกฤตพลังงาน และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หากยังเป็นเช่นนี้แล้ว สงครามอิหร่านจะเป็นฝันร้ายของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมอย่างแน่นอน เพราะเสียงสนับสนุนการทำสงครามอิหร่านของทรัมป์ไม่ได้อยู่ในระดับสูง จนเป็นแต้มต่อทางการเมืองสำหรับตัวเขาเอง หรือกับพรรครีพับลิกันในอนาคต

สงครามอิหร่านเช่นนี้จึงเป็นทั้งความท้าทายทางการเมืองและการทหารสำหรับทรัมป์อย่างแน่นอน!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หลักการสงครามของทรัมป์ : สงครามและความท้าทาย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...