โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก A Clockwork Orange ถึง The Boys ทำไมคนโฉดโปรดปรานการ ‘ดื่มนม’

The Momentum

อัพเดต 08 พ.ค. เวลา 13.47 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

A Clockwork Orange (1971) เพิ่งหวนกลับมาลงโรงฉายบ้านเราที่โรงภาพยนตร์เฮาส์สามย่าน และทำให้หลายคนกลับมาพูดถึง ‘ความสุดขีดคลั่ง’ ของหนังชิงออสการ์ 4 สาขาโดย สแตนลีย์ คูบริก (Stanley Kubrick) เรื่องนี้ ไม่ว่าจะประเด็นปัจเจกกับรัฐ ความรุนแรง ไปจนถึงแฟชั่นและการออกแบบโลกดิสโทเปียของคูบริก

ฉากเปิดเรื่องของหนังกลายเป็นหนึ่งในฉากจำมากที่สุดฉากหนึ่งในบรรดาภาพยนตร์ของคูบริก คือฉากที่ตัวละครจ้องเขม็งมายังกล้อง หรือที่เรียกกันว่า ‘การจ้องของคูบริก’ (The Kubrick Stare) ท่ามกลางบรรยากาศคุกคาม เต็มไปด้วยกลิ่นอายร้ายกาจไม่น่าไว้วางใจ ก่อนที่พวกเขาจะยกนมในแก้วขึ้นมาดื่มขณะที่กล้องค่อยๆ ถอยออก จับภาพความวิปริตบางอย่างที่แวดล้อมตัวละครไว้

และฉากดื่มนมนี้เองที่กลายเป็นหนึ่งในฉากที่ทำงานกับคนดูใน A Clockwork Orange มากที่สุด ตัวหนังเล่าถึงเกาะอังกฤษในอนาคตที่ทุกอย่างเสื่อมทรามสุดขีด อเล็กซ์ (มัลคอล์ม แมกโดเวลล์) เด็กหนุ่มที่เป็นเสมือนหัวหน้ากลุ่มอันธพาลที่หมกมุ่นกับการสร้างความรุนแรงทุกรูปแบบ

พร้อมกันนั้น เขาก็หลงใหลในดนตรีคลาสสิกสุดอ่อนโยนของ ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน นักเปียโนชาวเยอรมัน เจ้าของบทเพลงที่พูดถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษยชาติอย่าง ซิมโฟนีหมายเลข 9 ก่อนที่อีกไม่นาน ความรุนแรงจะพาเขาไปลงเอยที่เรือนจำ ผลักให้เขาเจอความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่งผ่านการกระทำของรัฐ

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ A Clockwork Orangeถูกพูดถึงเสมอคือ การสร้างภาวะลักลั่นย้อนแย้งทางความรู้สึกต่อคนดู เห็นได้จากการที่อเล็กซ์ฝันเฟื่องถึงการได้ทำร้ายหรือสังหารใครสักคน ขณะฟังเพลงอันอ่อนโยนของบีโธเฟน และความรู้สึกย้อนแย้งที่ว่านี้ ก็ยังเกิดขึ้นกับฉากที่ตัวละครเหล่านี้ ‘ดื่มนม’ ด้วย

น้ำนมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเยาว์ของวัยเด็กอันบริสุทธิ์ ถูกหยิบมาใช้ในฐานะเครื่องดื่มของอาชญากรตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง หรือการฉายภาพว่าแหล่งซ่องสุมของพวกเขาคือร้านนม (และการไปรับเครื่องดื่ม ‘จากเต้า’ ของหุ่นผู้หญิง) น้ำนมยังหมายถึงการเติบโต ความอบอุ่น หรือกระทั่งเชื่อมโยงกับความเป็นแม่และเป็นมนุษย์ การที่ตัวละครที่ดูจะเป็น ‘วายร้าย’ ดื่มนม จึงสร้างมวลความรู้สึกขัดแย้งต่อคนดู บทความA Wolf in Sheep’s Clothing: The Symbolism of Milk in Filmโดย มายา แจบบารี (Maya Jabbari) ชี้ว่า น้ำนมเป็นขั้วตรงข้ามของวายร้ายทุกประการ น้ำนมเป็นภาพแทนของความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาและการเติบโต (การมีชีวิต) การดื่มนมของตัวละครชั่วช้าในภาพยนตร์ จึงถูกแทนค่าในฐานะความย้อนแย้ง หรือแม้แต่การ ‘สำแดง’ ตบตาว่าเป็นคนไม่มีพิษภัย

อีกหนึ่งตัวละครโฉดที่มีน้ำนมเป็นเครื่องดื่มประจำตัวคือ โฮมแลนเดอร์ (แอนโทนี สตาร์) จากซีรีส์ The Boys (2019-2026) ซึ่งเดินทางมาถึงซีซันสุดท้ายในปีนี้ โดยธีมหลักของเรื่อง ว่าด้วยโลกที่มนุษย์อยู่รวมกับเหล่าซูเปอร์ฮีโรที่มีพลังวิเศษ ทั้งบินได้ มีพละกำลังเหนือมนุษย์ มีอวัยวะ (รวมทั้งจู๋ยักษ์) งอกออกมาจัดการศัตรู ฯลฯ และสุดยอดซูเปอร์ฮีโรที่ได้รับความยำเกรงมากที่สุดคือโฮมแลนเดอร์ ที่เปรียบเสมือนซูเปอร์แมนเวอร์ชันโฉดชั่ว เพราะเขาใช้พลังในมือทุกทางในการบีบบังคับให้คนยอมรับและหวาดกลัวตลอดทั้งเรื่อง ครึ่งหนึ่งของความวายป่วงเกิดจากการที่โฮมแลนเดอร์ใช้อำนาจตามอำเภอใจ บดขยี้มนุษย์ไร้พลังหรือแม้แต่เหล่าซูเปอร์ฮีโรด้วยกันจนไม่เหลือซาก และคงไม่เกินเลยหากจะบอกว่า เขาคือหนึ่งในตัวละครที่อำมหิตที่สุดของซีรีส์ที่เต็มไปด้วยเหล่าคนโฉดนี้

พ้นไปจากการระเบิดพลังตามอำเภอใจ ยิงเลเซอร์ใส่คนบริสุทธิ์และไล่คุกคามผู้คน อีกหนึ่งภาพจำของโฮมแลนเดอร์คือ เขารักการดื่มนมจนเข้าขั้นหมกมุ่น ซึ่งปรากฏให้เห็นตั้งแต่ซีซันแรก เมื่อเขาเฝ้ามองหญิงสาวปั๊มนมให้ลูก เลยเถิดไปจนถึงการเข้าไปนั่งรีดนมวัวเองกับมือ รวมทั้งฉากที่ถูก ไฟร์แครกเกอร์ (วาลอรี เคอร์รี) ฉีดน้ำนมจากเต้า (!!) เข้าหน้า (!!!) เต็มๆ

“มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนที่โฮมแลนเดอร์มีประเด็นกับปมออดิปุส (Oedipus Complex หมายถึง ภาวะที่เด็กหมกมุ่นกับพ่อหรือแม่ตัวเอง) และเฝ้ามองตัวละครแม่ให้นมลูก และโฮมแลนเดอร์ดันรู้สึกอิจฉาเด็กที่มีแม่น่ะ” สตาร์เคยอธิบายตัวละครของเขาไว้ “พอมาถึงซีซันที่สอง โฮมแลนเดอร์ดันไปเจอนมจากเต้าที่แม่เด็กเก็บใส่ตู้เย็นไว้ และเขาก็จัดการเลเซอร์เพื่ออุ่นน้ำนมนั้น ก่อนจะดื่มและมีคนมาพบในที่สุด”

อีริก คริปเก โปรดิวเซอร์และผู้สร้างซีรีส์ The Boys เคยกล่าวถึงโฮมแลนเดอร์และความหมกมุ่นกับน้ำนมของเขาไว้ว่า “ตอนไอ้หมอนี่กระดกน้ำนมไปทั้งถัง ทั้งยังแสดงให้เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดของซีรีส์ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผมว่าเขาไม่ใช่คนมาดแมนชายแท้อะไรเลย เขาเพี้ยนโว้ย ทั้งเพี้ยนทั้งหน้าบาง ไม่รู้ทำไมคนดูบางกลุ่มถึงยังยกยอหมอนี่ได้อยู่อีก”

เช่นเดียวกันกับ Inglourious Basterds (2009) หนังสงครามโลกครั้งที่สองของ เควนติน ทารันติโน ที่เปิดเรื่องด้วย พันเอกลันดา (คริสตอฟ วอลตซ์) นายทหารผู้เลื่องชื่อเรื่องการออกตามล่าชาวยิวมาเข้าค่ายกักกัน ออกเดินทางไปฟาร์มเล็กๆ ของชาวนาในฝรั่งเศส สนทนากับเขาและบรรดาลูกสาวอย่างเป็นมิตร พลางสอดส่องและถามถึง ‘ชาวยิว’ ที่อาจอาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนี้

ฉากเปิดของหนังได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ว่า เป็นหนึ่งในฉากเปิดที่ดีและทรงพลังที่สุด (รวมทั้งการแสดงของ คริสตอฟ วอลตซ์ ที่ส่งให้เขาคว้าออสการ์โดยปราศจากข้อกังขาใดๆ) ลันดาปรากฏตัวอย่างเรียบง่าย สนทนาด้วยภาษาฝรั่งเศส และเอ่ยปากขอ ‘นม’ จากบ้านของชาวไร่มาดื่ม

การดื่มนมของลันดาชวนให้รู้สึกตะขิดตะขวงใจ แม้เขาจะยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นั่นเป็นเพราะคนดูตระหนักรู้แต่แรกว่า เขาคือนาซี กลุ่มการเมืองที่ได้ชื่อว่า สร้างบาดแผลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และการดื่มนมอันเป็นภาพแทนของความบริสุทธิ์ ก็สร้างมวลความรู้สึกย้อนแย้งขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ตัวละครลันดาจะยังไม่ได้แสดงทีท่าคุกคามหรือเป็นภัยต่อใครเลยก็ตาม ‘ภาพ’ ของการเป็นนาซีเลวร้ายโดยตัวมันเอง และย้อนแย้งกับภาพความไร้เดียงสาของนมที่เขาดื่ม

เช่นเดียวกันกับ Get Out (2017) หนังเฮอร์เรอร์ของ จอร์แดน พีล ที่ว่าด้วย คริส (แดเนียล คาลูยา) หนุ่มแอฟริกัน-อเมริกัน ที่ออกเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของ โรส (แอลลิสัน วิลเลียมส์) แฟนสาวผิวขาว ท่ามกลางข่าวคราวการหายตัวของชายหนุ่มผิวดำในละแวกนั้น และดูเผินๆ แล้ว ครอบครัวของโรสก็ดู ‘ปกติ’ ดี หากแต่คริสกลับเริ่มได้กลิ่นความเพี้ยนคลั่งบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มแสนเป็นมิตรเหล่านั้น

Get Outคว้าออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม โดยหนังสำรวจประเด็นแหลมคมอย่างภาพจำที่คนขาวมีต่อคนดำ ตลอดจนการเหยียดเชื้อชาติที่ฝังลึกอยู่ในวิธีคิดและสายตา นำไปสู่การหนีตายของตัวละครที่กระเสือกกระสนพาชีวิตตัวเองออกจากบ้านน้อยหลังงามของคนขาว โดยหนึ่งในฉากที่ชวนสยดสยองที่สุด คือฉากที่ตัวละครคนขาว กินซีเรียลสีสันสดใสผสมกับนม แต่ที่น่าสนใจคือ เธอแยกเจ้าซีเรียลสีสันสดใสนั้นไว้ในถ้วยหนึ่ง และแยกนมใส่ไว้ในแก้วใบโต

เจน ยามาโตะ นักวิจารณ์หนัง เคยเขียนประเด็นนี้ลงใน Los Angeles Timesว่า นอกเหนือจากเป็นภาพแทนของเด็กและความบริสุทธิ์แล้ว น้ำนมยังเป็นภาพแทนแบบใหม่ของคนขาวในสหรัฐฯ อันเนื่องมาจากแนวคิดที่ว่า คนขาวไม่ค่อยแพ้แล็กโทสในน้ำนมอย่างเชื้อชาติอื่น ทำให้พวกเขา ‘เหนือกว่า’ ไปโดยปริยาย

อีกเรื่องหนึ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึงนักคือ Benny’s Video (1992) หนังทุนสร้างจากออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์ ของ มิคาเอล ฮาเนเก ว่าด้วย เบนนี (อาร์โน ฟริช) เด็กชายวัย 14 ปีที่หลงใหลกับฟุตเทจความรุนแรงที่ปรากฏในโทรทัศน์ โดยเขาหมกมุ่นอยู่กับการนั่งดูฟุตเทจหมูที่ถูกปืนลมยิงในโรงฆ่าสัตว์ และวันหนึ่งที่พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน เบนนีก็ชวนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมานั่งดูฟุตเทจประหลาดด้วยกัน ก่อนที่เขาจะควักปืนลมนั้นออกมายิงเธอเสียชีวิต และโดยปราศจากอาการตกใจหรือเสียขวัญ เขาก็ยัดศพเธอไว้ในตู้ ออกจากห้องลงมาหาอาหารกิน และหนึ่งในสิ่งที่เขาบริโภคในเวลานั้นคือน้ำนม

สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าชวนขนลุกที่สุด ไม่ใช่แค่ความแปร่งประหลาดของตัวละคร หากแต่เป็นเรื่องที่ว่า คนดูเองก็ไม่เข้าใจว่าอะไรผลักให้เขากระทำความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเช่นนั้น ทั้งมันยังเต็มไปด้วยความอำมหิต เพราะเขาตั้งใจยิงซ้ำโดยสีหน้าแทบไม่เปลี่ยน ทุกสิ่งที่เบนนีกระทำในห้องนอน ล้วนแต่ผิดปกติจากความเป็นเด็กที่เราเข้าใจทั้งสิ้น

กระทั่งเมื่อเขาลงมาที่ห้องครัว กวาดสายตามองหาอาหารในตู้เย็น ก่อนจะคว้านมขึ้นมาดื่ม นับเป็นการกระชากคนดูกลับมาสู่ข้อเท็จจริงที่ว่า เบนนียังเป็นเด็ก เขาทำอาหารไม่เป็น เขาจึงต้องดื่มนม ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่แก้หิวเขาได้ และนี่เองที่ชวนขนลุกเสียยิ่งกว่าอะไร เพราะมันขัดแย้งกับการกระทำอันแสนจะไม่เป็นเด็กเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วของเขาเหลือเกิน

Benny’s Videoคือหนังที่ฮาเนเกวิพากษ์ความรุนแรงของสื่อ และการที่เยาวชนเสพเนื้อหาแห่งความรุนแรงเหล่านั้น และน้ำนมก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการฉายภาพ ‘ความเยาว์วัย’ ของตัวละคร ในโลกแห่งการทำลายล้างและความรุนแรงที่รายล้อมอยู่รอบตัวเขา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...