ดร.กอบศักดิ์ แนะฟื้น ‘ถ่านหิน’ ชั่วคราว ช่วยพยุงวิกฤติพลังงาน คาดจีดีพีวูบ 0.3%
ดร.กอบศักดิ์ แนะไทยดึง "ถ่านหิน" กลับมาใช้ขัดตาทัพเหมือนยุโรป พร้อมเร่งจองแหล่งก๊าซพม่า-ลาว และหนุน Solar Rooftop คาดวิกฤตพลังงานโลกจ่อฉุด GDP ไทยร่วง 0.3%
18 มี.ค.2569 - ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ว่า วิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเตรียมใจรับมือ เนื่องจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะกลายเป็นโดมิโนให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นตาม
โดยสถานการณ์ในขณะนี้ต้องบริหารจัดการแบบวันต่อวัน โดยเบื้องต้นประเมินว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ลดลงอย่างน้อย 0.3% ในกรณีพื้นฐาน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรง อาจส่งผลกระทบได้ถึง 0.5-1% เช่นเดียวกับช่วงวิกฤตยูเครน
ด้านขีดความสามารถของรัฐ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันยังพอบริหารจัดการได้ที่ระดับราคา 92-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากราคาพุ่งไปถึง 110 ดอลลาร์ฯ รัฐบาลจะบริหารจัดการได้ยากมาก เนื่องจากภาระหนี้สาธารณะที่ตึงตัวและงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการโจมตีที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน เช่น ท่อแก๊ส โรงกลั่น หรือคลังน้ำมัน ซึ่งหากเกิดความเสียหายหนัก การซ่อมแซมอาจใช้เวลานานเป็นปี ส่งผลให้วิกฤตยืดเยื้อ
ดร.กอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น 2-3 เดือนข้างหน้า เสนอให้รัฐบาลและภาคส่วนต่าง ๆ ปรับตัวเพื่อต่อลมหายใจ โดยแนวทางสำคัญ คือ การหาแหล่งพลังงานสำรอง เร่งเจรจาจองแหล่งก๊าซและพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว และพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย (JDA) เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานล่วงหน้า
ในภาวะวิกฤตที่ต้องเอาตัวรอด อาจจำเป็นต้องนำพลังงานจากถ่านหินกลับมาใช้ผลิตไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุโรป และสนับสนุน Incentive ให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้านและชุมชน รวมถึงส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว
"ตอนนี้เหมือนไฟไหม้บนผิวน้ำ เราต้องกั้นใจให้ได้นานที่สุดจนกว่าไฟจะดับ ใครกั้นใจได้นานกว่าคือคนรอด การมีโซลาร์เซลล์เหมือนเรามีพระอาทิตย์เป็นของตัวเอง ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันที่ผันผวนได้"
สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาท ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า ปัจจุบันเงินบาทอยู่ที่ระดับประมาณ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งมีทิศทางอ่อนค่าจากการที่ดอลลาร์แข็งค่าและการนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่าเงินบาทที่อ่อนค่าเป็นผลดี ต่อภาคการส่งออก เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว
"ไทยมีศักยภาพในการเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนและเศรษฐีจากตะวันออกกลางที่มองหาความมั่นคง รวมถึงนักธุรกิจไต้หวันที่ต้องการขยายฐานการผลิตเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ บทเรียนจากการโจมตีในต่างประเทศเป็นอุทาหรณ์ไทยต้องระมัดระวังการวางตัวในความขัดแย้งระดับโลก ไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีหรือการก่อการร้ายที่อาจเปลี่ยนรูปแบบไป"
ในบทบาทของประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ดร.กอบศักดิ์เปิดเผยว่า กำลังเตรียมเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ในช่วงเดือนเมษายนนี้ เพื่อเสนอเรื่องมาตรการภาษีและวงเงินสิทธิประโยชน์ เช่น กองทุนประหยัดภาษีต่างๆ แม้รัฐบาลจะมีภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าหากบริหารจัดการได้ดีจะยังคงรักษาความเชื่อมั่นในตลาดทุนและดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้า (Fund Flow) ได้ต่อเนื่อง