Company Snapshot : UBIS รับมือพลังงานลุยส่งออก ขยายฐานพลาสติกโตเท่าตัว
#UBIS #ทันหุ้น – UBIS ปักธงปี 2569 รายได้โต 20% พร้อมรับมือต้นทุนพลังงานผันผวนเดินเกมรุกขยายตลาดต่างประเทศ ดันสัดส่วนส่งออกแตะ 70%ชูจุดแข็ง 1 ใน 4 ผู้เชี่ยวชาญน้ำยางระดับโลก เร่งขยายสัดส่วนกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกโตเกือบเท่าตัว
นายปิยคุณ กฤตยานุตกุลท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ยูบิส (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ UBIS เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 20% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตลาดต่างประเทศและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์เฉพาะทาง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กระทบต่อราคาวัตถุดิบกลุ่ม Solvent และสารเคมีต่อเนื่องจากน้ำมัน
ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการทยอยปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนและภาวะตลาด รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับเหมาะสม พร้อมติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
@ รุกขยายตลาดต่างแดน
สำหรับกลยุทธ์การเติบโต UBIS มุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 66-70% ของรายได้รวม และมีแผนเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวในระยะถัดไป ผ่านการเจาะตลาดหลัก ได้แก่ จีน ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ อาทิ บราซิล เปรู และอาร์เจนตินา ซึ่งยังมีศักยภาพการเติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มีความต้องการบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น
บริษัทมองว่าความได้เปรียบด้านฐานการผลิตในเอเชีย ช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังคงรักษามาตรฐานสินค้าในระดับสากล
ในด้านโครงสร้างธุรกิจ UBIS ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์เฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่ม Sealing Compound กลุ่มแล็กเกอร์เคลือบกระป๋อง และกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก
โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำยาง (Latex) ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระดับโลกเพียง 4 ราย และUBIS ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญ ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 43 ปี และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรม
@ ขยายกลุ่มพลาสติก
ด้านแผนการขยายธุรกิจในปีนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกในฐานะ New S-Curve โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 3% ในปีก่อน เป็น8-10% ในปี 2569 หรือเติบโตเกือบเท่าตัว จากการเพิ่มกำลังการผลิตและขยายฐานลูกค้าใหม่ในต่างประเทศ ขณะที่กลุ่มบรรจุภัณฑ์โลหะยังคงมีความแข็งแกร่ง และสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
นายปิยคุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 700 SKU โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าแบบ Tailor-Made ที่ออกแบบตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและลดการแข่งขันด้านราคา
นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ข้อกำหนดของสหรัฐและยุโรป เพื่อรองรับการขยายตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าระดับโลก
ในด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทให้ความสำคัญกับแนวทางESG โดยมุ่งพัฒนาเคมีภัณฑ์ที่ช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตของลูกค้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน
พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้ลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ภายในโรงงาน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด ลดต้นทุนในระยะยาว และรองรับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของลูกค้าระดับโลก