โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตอ่าวเปอร์เชีย 2026: เมื่อไฟสงครามตะวันออกกลาง เขย่าบัลลังก์โรงกลั่นไทย

The Better

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 01.39 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 23.38 น. • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านพร้อมภาคีพันธมิตร ได้ยกระดับสู่การปะทะทางยุทธศาสตร์ที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ โดยเฉพาะหลังจากการโจมตีเกาะคาร์ก (Kharg Island) ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ในสภาวะอัมพาต และดันราคาน้ำมันดิบ อ้างอิงตลาดดูไบ (Dubai Crude) ทะยานพุ่งสูงอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย

วิกฤตครั้งนี้ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างพลังงานของไทย เนื่องจากโรงกลั่นในประเทศส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันกลายเป็น "ดาบสองคม" ที่สร้างทั้งโอกาสมหาศาลและความเสี่ยงที่น่ากังวล

ระยะสั้น: ลาภลอยบนกองเพลิง (The Golden Windfall)

ในเชิงบัญชี ธุรกิจโรงกลั่นกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ผลประกอบการพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2 ปัจจัยหลัก:
* Stock Gain มหาศาล: เนื่องจากราคาหน้าโรงกลั่นในไทยอิงกับราคาตลาดโลกที่ล้อไปกับราคาน้ำมันดิบดูไบ เมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น น้ำมันดิบสำรองที่ซื้อไว้ล่วงหน้าจึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทันที กลายเป็นกำไรทางบัญชีที่หนุนให้งบการเงินไตรมาสนี้ดูดีเกินปกติ
* ค่าการกลั่น (Market GRM) ที่กว้างขึ้น: ความผันผวนทำให้ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ ส่งผลให้ส่วนต่าง (Spread) หรือค่าการกลั่นพุ่งขึ้นกว่า 3 เท่าตัว

ตัวแปรสกัดความรวย: ค่าขนส่งและ Crude Premium

แม้จะดูเหมือน "รวยเอาลวยเอา" แต่ในความเป็นจริง โรงกลั่นต้องเผชิญกับต้นทุนแฝงที่พุ่งสูงขึ้นตามมาอย่างติด ๆ ซึ่งจะเข้ามาตัดลดกำไรในส่วนนี้ลง:
* วิกฤตค่าระวางเรือ (Freight Costs): เมื่อเส้นทางปกติในอ่าวอาหรับมีความเสี่ยงสูง เรือขนส่งน้ำมันต้องเผชิญกับค่าประกันภัยสงคราม (War Risk Insurance) ที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว หรือหากต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อความปลอดภัย ระยะทางที่เพิ่มขึ้นหมายถึงค่าเชื้อเพลิงและค่าเสียเวลาที่โรงกลั่นต้องแบกรับเพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
* ค่า Premium ที่พุ่งสูง: ในยามที่ Supply จากตะวันออกกลางตึงตัว ค่าส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ (Crude Premium) เมื่อเทียบกับราคาอ้างอิงดูไบจะปรับตัวสูงขึ้นทันที เนื่องจากทุกโรงกลั่นทั่วโลกต่างแย่งชิงน้ำมันดิบจากแหล่งที่ปลอดภัย ทำให้ต้นทุนจริงในการซื้อน้ำมันมากลั่น (Effective Cost) สูงกว่าราคาที่ปรากฏบนกระดานเทรดทั่วไป

ระยะยาว: ความท้าทายในโลกที่เปลี่ยนไป (The Structural Shift)

เมื่อมองข้ามช็อตกำไรระยะสั้น สิ่งที่ธุรกิจโรงกลั่นต้องเผชิญในระยะยาวคือการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อความอยู่รอด:
* การสูญเสียกำลังซื้อ (Demand Destruction): หากราคาน้ำมันอ้างอิงดูไบค้างอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จะฉุดให้เศรษฐกิจชะลอตัวและลดปริมาณการใช้น้ำมันลงอย่างถาวร
* การเร่งตัวของพลังงานทางเลือก: วิกฤตน้ำมันแพงจะเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลและผู้บริโภคหันไปหาพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เร็วขึ้น เพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมันดิบจากแหล่งที่มีความขัดแย้ง
* การจัดการ Supply Chain ใหม่: ในอนาคตโรงกลั่นต้องลงทุนเพิ่มเพื่อจัดหาแหล่งน้ำมันดิบที่หลากหลายขึ้นนอกเหนือจากตลาดดูไบ เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งหมายถึงโครงสร้างต้นทุนที่อาจสูงขึ้นถาวร

บทสรุป

สงครามในครั้งนี้เป็นบทเรียนที่ย้ำเตือนว่า ความมั่งคั่งของอุตสาหกรรมโรงกลั่นไทยที่อิงกับตลาดดูไบนั้นมีความเปราะบางเพียงใด แม้ในระยะสั้นจะดูได้รับอานิสงส์จากกำไรสต็อก แต่เมื่อหักลบกับค่าขนส่งและค่า Premium ที่พุ่งแรง รวมถึงความกดดันจากนโยบายรัฐที่อาจเรียกเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) สุดท้ายแล้ว "ความยั่งยืน" จะตกเป็นของโรงกลั่นที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและปรับตัวสู่โลกพลังงานใหม่ได้เร็วที่สุดเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...