โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“สงครามพลังงาน” อิหร่านอ่วม เอเชียกระทบหนัก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงกระแทกต่อภาคพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ( IEA) ระบุว่า” สินทรัพย์ด้านพลังงานมากกว่า 40 แห่ง ใน 9 ประเทศของตะวันออกกลาง” ได้รับความเสียหายในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

“ความเสียหายดังกล่าวครอบคลุมโครงสร้างสำคัญของระบบพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งผลิตน้ำมัน โรงกลั่น และท่อส่งน้ำมัน” ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก

รายงานของ Bloomberg อ้างคำกล่าวของฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหาร IEA ระบุว่า ความเสียหายในระดับนี้จะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู และอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลกเผชิญภาวะหยุดชะงักยาวนาน แม้ความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ การโจมตีโครงสร้างพลังงานยังทำให้การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของโลก เกิดการหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นทันที

IEA ประเมินว่า ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้มีความรุนแรงในระดับเทียบเท่าการรวมกันของ 2 วิกฤตพลังงานใหญ่ของโลก ได้แก่ วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 และวิกฤตก๊าซฯ หลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงน้ำมันและก๊าซเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย กำมะถัน และฮีเลียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมทั่วโลก

IEA ยังชี้ว่า “เอเชีย” เป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ทำให้ความผันผวนของอุปทานส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ เพื่อลดแรงกระแทก IEA ได้ประกาศปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมส่งสัญญาณว่าสามารถเพิ่มปริมาณได้อีก หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย แ

นักวิเคราะห์มองว่า การเปิดเส้นทางการค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นแนวทางสำคัญที่สุดในการคลี่คลายวิกฤต เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งพลังงานโลก

ในภาพรวม วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงาน ยังคงเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจโลก และหากความขัดแย้งยังยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ผลกระทบระยะยาว ทั้งด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพเศรษฐกิจในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศผู้นำเข้าอย่างไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังถูกยกระดับขึ้น หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำขู่โจมตี “โรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน” ของอิหร่าน หากไม่ยอมเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์ได้ตั้งเส้นตาย 48 ชั่วโมง เพื่อกดดันให้อิหร่านเปลี่ยนท่าที โดยเป้าหมายที่ถูกกล่าวถึงไม่ใช่เพียงฐานทัพหรือเป้าหมายทางทหาร แต่รวมถึงโครงสร้างพลังงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ

แต่ก่อนครบกำหนดเส้นตาย ทรัมป์ได้ประกาศขยายเวลาออกไปอีก 5 วัน โดยให้เหตุผลว่า มีความคืบหน้าในการเจรจา และต้องการเปิดโอกาสให้เกิดข้อตกลงทางการเมืองเพื่อลดความตึงเครียด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการโจมตีโรงไฟฟ้าจะถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งจาก “การสู้รบทางทหาร” ไปสู่ “สงครามพลังงานเต็มรูปแบบ” ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนโดยตรง ทั้งไฟฟ้าดับ ระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก และเศรษฐกิจภายในประเทศหยุดชะงักทันที

ขณะเดียวกัน อิหร่านซึ่งเป็นผู้ส่งออกไฟฟ้าให้กับหลายประเทศประเทศ หากโครงสร้างพลังงานได้รับความเสียหาย “อาจส่งผลให้ประเทศเพื่อนบ้านเผชิญปัญหาไฟฟ้าขาดแคลนตามไปด้วย”

ในมิติพลังงาน ตั้งแต่เกิดการสู้รบ และมีความเสี่ยงยังเชื่อมโยงไปถึงช่องแคบฮอร์มุซ เป็นช่องทางขนส่งน้ำมันไหลราว 1 ใน 5 ของโลก ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวของอิหร่านและสหรัฐฯ ส่งผลต่อราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานทันที

การขู่โจมตีโรงไฟฟ้าของสหรัฐฯ สะท้อนว่าพลังงานกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลก และหากสถานการณ์ลุกลาม อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น เงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น

การผลิตไฟฟ้าของอิหร่านถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” ที่มีบทบาททั้งในประเทศและระดับภูมิภาค

“อิหร่านมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 98,800 เมกะวัต (MW)” ตรงนี้สะท้อนว่าอิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ในตะวันออกกลาง รองรับทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนจำนวนมาก รวมถึงมีศักยภาพในการส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

“ส่วนการผลิตจริงทำได้ปีละ 380,000 กิกะวัตต์-ชั่วโมง(GWH)” ซึ่งเป็นปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ในระดับสูง สะท้อนความต้องการใช้ไฟภายในประเทศที่มาก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและช่วงฤดูร้อนที่การใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้น

ถ้าดูการส่งออกพบว่า “อิหร่านมีการส่งออกไฟฟ้าไปยัง อิรัก อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ตุรกี อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน” ตรงนี้ทำให้เห็นว่า อิหร่านมีบทบาทเป็นผู้ส่งออกไฟฟ้าในภูมิภาค โดยเฉพาะอิรักที่พึ่งพาไฟฟ้าจากอิหร่านในสัดส่วนสูง ทำให้ไฟฟ้ากลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

ภาพรวมระบบไฟฟ้าอิหร่าน แม้จะมีศักยภาพด้านกำลังผลิตสูง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการพึ่งพาเชื้อเพลิงหลักเพียงชนิดเดียว และโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่มีอายุการใช้งานยาวนาน

ข้อมูลจาก สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ ( EIA) ระบุว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอิหร่านเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กำลังผลิตที่ใช้งานได้จริงบางช่วงต่ำกว่าศักยภาพ ส่งผลให้เกิดภาวะไฟฟ้าตึงตัวในบางฤดูกาล

นอกจากนี้ การที่อิหร่านส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ยังทำให้ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ หากเกิดการหยุดชะงักของระบบไฟฟ้า จะส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคทันที

การผลิตไฟฟ้าของอิหร่านกำลังเผชิญ “แรงกดดันเชิงโครงสร้าง” มากขึ้น จากทั้งฝั่งอุปทานและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางของระบบพลังงานในภูมิภาค

“ปัญหาโรงไฟฟ้าเก่า” เป็นปัจจัยสำคัญ โดยโรงไฟฟ้าจำนวนมากของอิหร่าน มีอายุการใช้งานยาวนาน ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลง และมีอัตราการสูญเสียพลังงานสูง ส่งผลให้กำลังผลิตที่ใช้งานได้จริงในบางช่วงต่ำกว่ากำลังการผลิตติดตั้ง อีกทั้งยังต้องใช้ต้นทุนซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นในระยะยาว

ตามข้อมูลของ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า “อิหร่านพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ประมาณ 70–80% ของระบบผลิตไฟฟ้า” แม้การใช้ก๊าซฯ จะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง หากเกิดการหยุดชะงักของก๊าซ

ขณะเดียวกัน “ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว” เป็นอีกแรงกดดันสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูง ทำให้การใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเมือง ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าศักยภาพการผลิตในบางช่วง

ภาพรวมของระบบไฟฟ้าอิหร่านจึงสะท้อนลักษณะกำลังผลิตสูง แต่มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะความไม่สมดุลระหว่างกำลังผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในอิหร่านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำลังผลิตที่สามารถจ่ายเข้าสู่ระบบได้จริงในบางช่วงยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดภาวะไฟฟ้าตึงตัว และมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการโหลดไฟฟ้าในบางพื้นที่

นอกจากนี้ ระบบพลังงานของอิหร่านยังเผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านการลงทุนและเทคโนโลยี ทำให้การปรับปรุงโรงไฟฟ้าและการพัฒนาพลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้ช้ากว่าที่ควร ส่งผลให้โครงสร้างพลังงานยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก

ในระยะยาว หากอิหร่านยังไม่สามารถกระจายแหล่งพลังงานและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาไฟฟ้าจะยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ และอาจส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและเสถียรภาพพลังงานของภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้อิหร่านผลิตไฟได้มาก แต่มี “ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง” ทั้งก่อนสู้รบ และหลังสู้รบ

“ก่อนสู้รบ อิหร่านมีปัญหาไฟฟ้าดับเป็นระยะ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน” โดยรายงานจาก Radio Free Europe/Radio Liberty ซึ่งเป็นสำนักข่าวระหว่างประเทศที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า หลายเมืองในอิหร่านต้องเผชิญการตัดไฟเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่การใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง

ขณะที่ Iran International รายงานว่า ปัญหาไฟฟ้าของอิหร่านมีรากมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมสภาพ และการบริหารจัดการพลังงานที่ไม่สมดุล ส่งผลให้เกิดภาวะไฟฟ้าตึงตัวในหลายพื้นที่

“เมื่อเข้าสู่ช่วงความตึงเครียดหรือการสู้รบ สถานการณ์ยิ่งเปราะบางมากขึ้น มีรายงานจากสำนักข่าว อัลจาซีรา ว่า อิหร่านเกิดปัญหามีไฟฟ้าดับในบางเมือง จากผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน”

ปัญหาไฟฟ้าของอิหร่านเป็นวิกฤตสะสมที่มีอยู่ก่อนหน้า และถูกซ้ำเติมจากปัจจัยภายนอก ทำให้ความเสี่ยงขยายตัวมากขึ้น หากสถานการณ์สู้รบยังยืดเยื้อ หรือมีผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานเพิ่มเติม โอกาสที่จะเกิดไฟฟ้าดับในระดับประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่พึ่งพาไฟฟ้าจากอิหร่านในระยะต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...