โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เทียบชัดๆ! “พิธา” หุ้นสื่อ vs “พิพัฒน์” หุ้นพลังงาน ทำไมผลต่างกัน?

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 09.06 น.

เทียบชัดๆ! “พิธา” หุ้นสื่อ vs “พิพัฒน์” หุ้นพลังงาน ทำไมผลต่างกัน?

วันที่ 30 มี.ค. 2569 จากกรณีวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลางเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ประเทศไทยเกิดการขาดแคลนน้ำมันในหลายปั๊มทั่วประเทศ โดยรัฐบาลได้มีการตั้งศูนย์บริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ศบก.) มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานและผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อดูแลเรื่องแรงงานไทยในต่างประเทศ และประเด็นเรื่องผลกระทบด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกับค่าครองชีพ

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องน้ำมัน เนื่องจากบทบาทซ้อนทับกันระหว่างผู้กำกับดูแลนโยบายรัฐ กับเจ้าของธุรกิจน้ำมันรายใหญ่ มีการถือหุ้นในธุรกิจพลังงานและค้าปลีกภายใต้โครงสร้างครอบครัวผ่านบริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง ซึ่งถือหุ้นใหญ่ใน PTG สัดส่วน 25.12% โดย นายพิพัฒน์ มีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้งดังกล่าวประมาณ 28% แต่เนื่องจากเป็นการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี กฎหมายจึงสั่งห้ามถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกิน 5% นายพิพัฒน์ จึงได้ดำเนินการโอนหุ้นส่วนที่เกินให้แก่นิติบุคคลหรือจัดการตามพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

นายพิพัฒน์ มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เมื่อวันที่ 24 ก.ย.68 ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเปิดเผยบนเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 ได้แจ้งไว้ในรายละเอียดประกอบรายการเงินลงทุน ลำดับที่ 1 บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 ล้านหุ้น มูลค่า 17.6 ล้านบาท และ ลำดับที่ 4 บริษัท รัชกิจโฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 37,542,610 หุ้น มูลค่า 3,626,616,126 บาท มีรายชื่อกรรมการ ประกอบด้วย 1. นางฉัตรแก้ว คชเสนี (น้องสาวนายพิพัฒน์) 2. นายปกเขตร รัชกิจประการ (ลูกชายนายพิพัฒน์) 3. นางกชกรณ์ พิบูลย์ธรรมศักดิ์ (น้องสาวนายพิพัฒน์) 4. นายพริษฐ์ จันทรศารทูล 5. น.ส. ภัคจิรา รัชกิจประการ (น้องสาวนายพิพัฒน์) และ 6. น.ส.ชนัญชิกา รัชกิจประการ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ มีการถือ 75 ล้านหุ้น แต่ทยอยขายก่อนเป็น รมต. จนเหลือ 2 ล้านหุ้นดังกล่าว พร้อมยังเปิดเผยว่า ไม่มีอำนาจบริหารกว่า 20 ปีแล้ว เพราะน้องชายบริหารแทน

นอกจากนี้ ยังถูกนำมาเปรียบเทียบกับคดีหุ้นสื่อของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567 ให้ นายพิธา ไม่พ้นสมาชิกภาพ สส. เนื่องจากในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนแล้ว โดยสัญญาสัมปทานได้สิ้นสุดลงและไม่มีใบอนุญาตคลื่นความถี่ รวมถึงไม่มีรายได้จากการทำสื่อมาตั้งแต่ปี 2550 การถือหุ้น 42,000 หุ้นในฐานะผู้จัดการมรดกจึงไม่ถือเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้คุณพิธาสามารถกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ สส. ได้ตามปกติหลังถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปนานกว่า 6 เดือน แต่ก็กลายเป็นอุปสรรคทางการเมืองครั้งใหญ่ของ นายพิธา

การถือหุ้นของ นายพิพัฒน์ ต่างจากกรณีหุ้นสื่อของ นายพิธา ที่ห้ามถือแม้เพียงหุ้นเดียว เพราะ PTG ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชน จึงสามารถถือครองได้ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด

สำหรับสาเหตุที่ นายพิพัฒน์ ไม่โดนคดีถือหุ้นแบบเดียวกับ นายพิธา มีเหตุผลหลักอยู่ 2 ประเด็นทางกฎหมายที่ต่างกัน ดังนี้

1. ประเภทของธุรกิจ (สื่อ vs พลังงาน)

นายพิธา (คดีหุ้นสื่อ) ถูกร้องตาม มาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งห้ามผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นในกิจการ "สื่อมวลชน" แม้เพียงหุ้นเดียวก็ไม่ได้ เพราะเจตนารมณ์กฎหมายคือป้องกันไม่ให้นักการเมืองใช้สื่อครอบงำความคิดประชาชน

นายพิพัฒน์ (หุ้น PT) ธุรกิจหลักของ PTG (ปั๊มน้ำมัน PT) คือ "พลังงานและค้าปลีก" ไม่ใช่สื่อมวลชน จึงไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) ตั้งแต่ต้น นักการเมืองจึงสามารถถือหุ้นในบริษัทลักษณะนี้ได้

2. กฎหมายที่ใช้บังคับ (สส. vs รัฐมนตรี)

กรณี สส. ห้ามถือหุ้น "สื่อ" เด็ดขาด (0 หุ้น) แต่หุ้นบริษัททั่วไปถือได้ไม่จำกัด

กรณีรัฐมนตรี เมื่อคุณพิพัฒน์รับตำแหน่งรัฐมนตรี จะมีกฎหมายเพิ่มมาอีกฉบับคือ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 ซึ่งกำหนดว่า รัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัททั่วไปได้ ไม่เกิน 5% หากมีเกิน ต้อง "โอนหุ้น" ให้บริษัทจัดการสินทรัพย์ (Private Fund) เป็นผู้ดูแลแทน และต้องแจ้ง ป.ป.ช. ภายในกำหนด

โดย นายพิพัฒน์ ได้ดำเนินการโอนหุ้นส่วนที่เกิน 5% ให้กองทุนจัดการตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว จึงถือว่าปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบของรัฐมนตรี

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...