โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไมโครซอฟท์ ประกาศลงทุนอย่างเป็นทางการ 1 พันล้านดอลลาร์ในไทย ระหว่างปี 69-71

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 10.04 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 05.44 น.

ไมโครซอฟท์ ยกระดับความร่วมมือในประเทศไทย ประกาศการลงทุนอย่างเป็นทางการมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มุ่งยกระดับและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในประเทศไทย ครอบคลุมด้านเทคโนโลยี ความมั่นคง และบุคลากร

31 มีนาคม 2569 –ไมโครซอฟท์ ยกระดับแผนงานด้านความร่วมมือในประเทศไทย หลังจากที่นายแบรด สมิธ รองประธานกรรมการบริหารและประธาน บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันที่ 31 มีนาคม 2569

โดยไมโครซอฟท์ ประกาศมูลค่าการลงทุนอย่างเป็นทางการมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2569 - 2571 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในประเทศไทย พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในโครงการ “ขับเคลื่อนการเติบโต ความมั่งคั่ง และความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกด้วย AI” มุ่งสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมคลาวด์และ AI ได้อย่างมั่นใจและทั่วถึง ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะให้คนไทยนับล้านทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยถึงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ว่า รัฐบาลมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฟันเฟืองสำคัญในเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่งภายใต้แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านดิจิทัลและ AI เพื่อเสริมศักยภาพให้เศรษฐกิจไทยพร้อมคว้าโอกาสจากอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ๆ การประกาศลงทุนของไมโครซอฟท์ในวันนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนจุดมุ่งหมายดังกล่าว และช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในอนาคต

“เทคโนโลยีคลาวด์และ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของชาติ ดังนั้น ทุกประเทศจึงต้องมีทั้งเทคโนโลยีระดับโลกและความรู้ความเข้าใจที่ช่วยให้สามารถสร้างประโยชน์จากเทคโนโลยีนั้นได้” นายแบรด สมิธ รองประธานกรรมการบริหารและประธาน ของไมโครซอฟท์กล่าว

“ไมโครซอฟท์มีความภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการสร้างระบบคลาวด์และ AI ที่มีความมั่นคงสูงผสมผสานทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไว้วางใจได้ แพลตฟอร์มที่ปลอดภัย และทักษะที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำ AI มาใช้งานเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันได้จริง และสร้างโอกาสในการทำงานไปพร้อมๆ กัน”

การประกาศแผนงานของไมโครซอฟท์ในวันนี้ สานต่อความร่วมมือครั้งสำคัญของบริษัทกับรัฐบาลไทย ซึ่งเริ่มต้นจากการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ก่อนจะตามมาด้วยการเดินทางมาเยือนกรุงเทพฯ ของนายซาเทีย นาเดลลา ซีอีโอของไมโครซอฟท์ ในปี 2567 และนายโรดริโก เคเด ลิมา ประธานไมโครซอฟท์ เอเชีย ในปี 2568

สำหรับแผนงานในระยะใหม่นี้ มุ่งขับเคลื่อนศักยภาพของประเทศไทยใน 3 ด้านสำคัญ เพื่ออนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในทุกมิติ ทั้ง เทคโนโลยี ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่ทุกองค์กรในไทยสามารถเข้าใช้งานได้อย่างมั่นใจ ความมั่นคง จากรากฐานเชิงดิจิทัลที่แข็งแกร่ง สร้างโอกาสให้กับทุกคนอย่างทั่วถึง เสริมความมั่นใจในการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย มอบอธิปไตยในโลกดิจิทัลให้กับประเทศไทย และการพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ทั้งคนทำงาน ภาคการศึกษา และผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ให้มีทักษะสำคัญสำหรับการเติบโตในโลกยุค AI

นายแบรด สมิธ รองประธานกรรมการบริหารและประธาน ของไมโครซอฟท์ กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีว่า เทคโนโลยีคลาวด์และ AI คือปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของชาติ ทุกประเทศจึงจำเป็นต้องมีทั้งเทคโนโลยีระดับโลกและความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้ ไมโครซอฟท์มีความภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการสร้างระบบคลาวด์และ AI ที่มีความมั่นคงสูง บนโครงสร้างพื้นฐานที่ไว้วางใจได้ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการจ้างงานและยกระดับศักยภาพในการแข่งขันได้จริง

ดังนั้นการลงทุนมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของไมโครซอฟท์ในวันนี้ เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในประเทศไทย ภายใต้มาตรฐานระดับโลกของบริษัท ทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงาน ความมั่นคง และความยั่งยืน โดยรวมถึงการใช้พลังงานสะอาดและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ ไมโครซอฟท์ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรชั้นนำของไทยและพาร์ทเนอร์ระดับโลก อาทิ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) รวมถึงเครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด (ทรู ไอดีซี) โดยความร่วมมือทั้งหมดนี้จะสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย ต่อยอดจากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์สู่การพัฒนาศักยภาพและโอกาสการจ้างงานใหม่ในตำแหน่งที่ต้องการทักษะสูง ทั้งยังปูทางไปสู่การถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคให้กับพันธมิตรในประเทศไทย อันนับเป็นการสร้างขีดความสามารถให้กับภาคธุรกิจของไทยในระยะยาวอีกด้วย

แผนงานทั้งหมดที่ไมโครซอฟท์ประกาศในวันนี้ มีจุดมุ่งหมายที่จะเร่งการกระจายตัวของ AI (AI diffusion) ในประเทศไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การกระจายตัวของ AI หมายถึงอัตราส่วนการนำ AI มาใช้งานจริงเมื่อเทียบกับแรงงานทั้งหมดในประเทศนั้นๆ จึงถือเป็นมาตรวัดสำคัญของประสิทธิภาพในการทำงานและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

ปัจจุบัน ข้อมูลของไมโครซอฟท์ระบุว่ากลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ มีผู้ใช้งาน AI ราว 1 ใน 4 ของประชากรวัยทำงานทั้งหมด ขณะที่กลุ่มประเทศซีกโลกใต้ มีอัตราต่ำกว่าที่ 1 ใน 7 ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสในการเติบโตที่ยังมีอีกมาก และความสำคัญของการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และการยกระดับทักษะในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา

“ระดับการกระจายตัวของ AI ในระบบเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของโลก และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน” นายสมิธกล่าว “ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้คลาวด์และ AI ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วน และยกระดับชีวิตของคนไทยทุกคน”

นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีแล้ว การลงทุนของไมโครซอฟท์ในประเทศไทยยังรวมถึงการร่วมกันกำหนดแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยและคนไทยมีศักยภาพและโอกาสที่จะกำหนดอนาคตของตนเองในโลกดิจิทัล ผ่านทางฐานรากที่มั่นคงและเชื่อถือได้ สอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลข้อมูล ความปลอดภัยไซเบอร์ และกรอบการพัฒนาและใช้งาน AI ของประเทศไทยเอง พร้อมยกระดับให้รากฐานเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งการเติบโตทางดิจิทัล เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรในการทำ AI มาใช้งานอย่างกว้างขวาง และช่วยให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากนานาชาติได้มากยิ่งขึ้นไป

ความร่วมมือของไมโครซอฟท์ในด้านนี้ ครอบคลุมถึงการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรกำกับดูแลของไทย รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญของประเทศในการพัฒนากฎหมายและกรอบการกำกับดูแลในด้านต่างๆ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจในยุค AI ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์พร้อมที่จะนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับโลก รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ได้ผลจริง มาสนับสนุนการกำหนดนโยบายเพื่อกำกับดูแลให้การใช้งาน AI เป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบและเต็มประสิทธิภาพ โดยทำงานร่วมกันในฐานะพันธมิตรระยะยาว ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การส่งมอบบริการทางเทคโนโลยีเท่านั้น

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ร่วมมือกับไมโครซอฟท์ในการพัฒนาระบบ TH2OECD ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์กฎหมายที่ขับเคลื่อนด้วย AI พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม Microsoft Azure OpenAI โซลูชันดังกล่าวออกแบบมาให้สามารถนำเอกสารทางกฎหมายของประเทศไทยมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่สถานะประเทศสมาชิก OECD ในอนาคต โซลูชัน TH2OECD นับเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า AI สามารถเสริมขีดความสามารถขององค์กรต่างๆ ในประเทศไทยให้ทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับมาตรฐานระดับนานาชาติได้มากกว่าที่เคย

นอกจากนี้ บทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาคยังสะท้อนออกมาในรูปของอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่างไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และสำนักงานการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) เพื่อมอบเงินทุนสนับสนุนจาก USTDA เป็นจำนวน 950,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ล้านบาท) และเครดิตการใช้งานคลาวด์ Microsoft Azure มูลค่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.2 ล้านบาท) ให้กับทีมนักพัฒนาชาวไทย Ai-ssistance เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโซลูชัน AI สำหรับบริษัท aCommerce ผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซระดับภูมิภาคที่มีฐานการปฏิบัติงานอยู่ในประเทศไทย

ไมโครซอฟท์ได้สานต่อพันธกิจระยะยาวในการเสริมสร้างทักษะดิจิทัลและ AI ให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กิจกรรมและโครงการต่างๆ ของไมโครซอฟท์ได้ช่วยสร้างเสริมทักษะ AI ให้กับคนไทยกว่า 2,000,000 คน รวมถึงความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบทักษะด้านเทคโนโลยีที่สำคัญให้กับนักเรียนไทยผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลแห่งชาติ (NDLP) ซึ่งปัจจุบันเปิดให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าใช้งานได้กว่า 600,000 คน ทั้งยังมีแผนงานในการยกระดับแพลตฟอร์ม NDLP ด้วยเครื่องมือ AI ที่จะช่วยสร้างมาตรฐานคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้นทั่วประเทศไทยอีกด้วย

เพื่อสร้างโอกาสให้กับทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวางและทั่วถึงยิ่งขึ้น ไมโครซอฟท์ยังประกาศขยายการดำเนินงานภายใต้โครงการระดับโลก Microsoft Elevate ด้วยการเปิดตัวโครงการเสริม Microsoft Elevate for Educators และ Microsoft Elevate for Changemakers ซึ่งทำงานสอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างระบบการศึกษา พัฒนาศักยภาพแรงงาน และขับเคลื่อนการทำประโยชน์เพื่อสังคมในพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยมีโอกาสได้เรียนรู้มากขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และประสบความสำเร็จมากกว่าที่เคยในเศรษฐกิจยุค AI ทั้งนี้ โครงการ Microsoft Elevate มุ่งปิดช่องว่างด้านความพร้อมในการนำ AI มาใช้ประโยชน์ โดยเสริมทักษะ แนะแนวทาง และเติมศักยภาพให้สถาบันการศึกษาและชุมชนสามารถใช้งาน AI ได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพ ผ่านทางเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ ประกาศนียบัตรฟรีสำหรับบุคลากรภาคการศึกษา พื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบวิชาชีพครู และการเสริมขีดความสามารถของระบบการศึกษาไทยในภาพรวม โดยไมโครซอฟท์จะทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรในประเทศเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้จริงในระยะยาวอย่างทั่วถึง

นอกจากการสนับสนุนภาคการศึกษาแล้ว ไมโครซอฟท์ยังเร่งยกระดับความพร้อมของแรงงานไทยผ่านความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยตั้งเป้ายกระดับทักษะและรับรองความสามารถให้กับแรงงานจำนวน 150,000 คน ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ DSD Online Training ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ซี่งในปัจจุบันมีเนื้อหาภาษาไทยด้าน AI จากไมโครซอฟท์รวมกว่า 280 หลักสูตร โดยผู้เรียนจะได้รับการรับรองทักษะจากทางภาครัฐและไมโครซอฟท์ ทั้งยังมีการขยายผลผ่านทางกิจกรรมฝึกสอนบุคลากรให้สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับแรงงานในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างไมโครซอฟท์ หน่วยงานภาครัฐ ตัวแทนจากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมต่างๆ ภาคการศึกษา และองค์กรเพื่อสังคม ล้วนมีจุดมุ่งหมายที่จะเสริมสร้างทักษะ พัฒนาความสามารถของแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของผู้จ้างงานในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ทั้งยังเปิดโอกาสให้แรงงานไทยสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากการรับรองทักษะในรูปแบบต่างๆ พร้อมด้วยหลักสูตรพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ด้านทักษะของอุตสาหกรรม S-Curve ในประเทศไทย ให้ทุกภาคส่วนสามารถขับเคลื่อนการสรรค์สร้างนวัตกรรม และสานต่อภารกิจต่างๆ ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 และยุทธศาสตร์แห่งชาติด้าน AI

“AI เป็นพลังที่สร้างโอกาสในการเติบโตให้กับทุกคนได้อย่างทั่วถึง และประเทศไทยมีโอกาสที่จะนำพลังที่ยิ่งใหญ่นี้มาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทุกคน” นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทยและตลาดใหม่ กล่าว

“การนำความชาญฉลาดของ AI มาอยู่ในมือของคนไทยทุกคน จะเปิดโอกาสให้เราได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเติบโตในแนวทางของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานภาครัฐ ทุกคนต่างสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้จริง พลิกแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือสร้างโอกาสใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และนำไปสู่การสร้างแต้มต่อในการแข่งขันให้กับประเทศไทย พร้อมปูทางไปสู่สังคมที่ดีกว่าสำหรับทุกคน**

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...