โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ภาพสหรัฐ-อิหร่าน คล้ายยูเครน-รัสเซีย น้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง !

The Bangkok Insight

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 07.45 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 07.43 น. • The Bangkok Insight

ภาพ "สหรัฐ - อิหร่าน" คล้าย "ยูเครน-รัสเซีย" น้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง ! เน้นลงทุนอย่างระวังในหุ้นพื้นฐานแกร่ง

ถ้ามองจากประวัติศาสตร์ช่วงเกิดสงครามยูเครน-รัสเซีย ตั้งแต่ปี 2565 ที่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบจนยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน เราจะพบแพทเทิร์นว่าเป็นช่วงเวลาที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งรุนแรง และตลาดหุ้นมักไม่ได้กังวลแค่เรื่องราคาพลังงาน แต่จะเริ่มกังวลต่อเนื่องไปถึง อัตราเงินเฟ้อ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำไรของบริษัทจดทะเบียนด้วย

ภาพตอนนี้ของสงครามสหรัฐ -อิหร่าน ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็เริ่มมีความคล้ายคลึงกันมาก เพราะหลังอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนก.พ. 2569 ขณะที่อิหร่านได้ตัดสินใจปิดช่องแคบ Hormuz ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นราว 20% ของอุปทานโลก ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้พุ่งทะยานขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นราว 53% จากจุดเริ่มต้นของสงคราม

สิ่งที่ตลาดกลัวไม่ใช่แค่น้ำมันแพงในระยะสั้น แต่คือการที่ราคาน้ำมัน อาจยืนสูงได้นานอย่างต่อเนื่อง เพราะต้นทุนทั้งระบบเศรษฐกิจก็จะสูงขึ้นตาม ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง การผลิต หรือราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน สุดท้ายสิ่งนี้จะกดดันเงินเฟ้อให้กลับมาอีกครั้งในหลายประเทศทั่วโลก

อิหร่าน

บทวิเคราะห์ บล. พาย เปิดเผยว่า การที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง ส่งผลต่อความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง เพราะเมื่อเงินเฟ้อไม่ลงอย่างที่หวัง ตลาดก็จะเริ่มมองว่าธนาคารกลางทั่วโลกอาจตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยได้น้อยลง หรืออาจหยุดการผ่อนคลายไปเลย ปัจจัยนี้อาจกดดันทั้งภาพรวมเศรษฐกิจ การบริโภค กำไรของบริษัทจดทะเบียน

ในฝั่งสหรัฐ สัญญาณที่ตลาดกำลังจับตา คือ Bond Yield โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 2 ปีที่ปรับขึ้นแรงกว่ารุ่นอายุ 10 ปี สะท้อนว่าตลาดเริ่มมองนโยบายการเงินในเชิงเข้มงวดมากขึ้น

กลับมาที่ไทย ภาพก็เริ่มคล้ายกัน เนื่องจากนักลงทุนมองว่าเงินเฟ้อไทยอาจไม่ได้ลงง่ายๆ สะท้อนผ่าน Bond Yield ไทย อายุ 10 ปีที่ปรับขึ้นแรงกว่า 2 ปี สามารถตีความได้ว่าตลาดเริ่มเชื่อว่าดอกเบี้ยนโยบายไทยอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นจึงอาจมาได้ 2 ทางพร้อมกัน นั่นคือ ทั้งจากต้นทุนที่แพงขึ้น และจากดอกเบี้ยที่อาจไม่ลงเร็วเหมือนที่ตลาดเคยหวัง จะกดดันทั้งกำไรของบริษัทและมูลค่าหุ้นในภาพรวม

แต่อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ บล. พาย ระบุว่า หากอ้างอิงจากเหตุการณ์ในอดีต ที่เคยมีลักษณะแบบนี้เกิดขึ้น พบว่ากลุ่มที่มักรับมือได้ดีกว่าตลาด คือ Healthcare ค้าปลีก การสื่อสาร และธนาคาร เนื่องจากมีความทนทานต่อภาวะดอกเบี้ยสูงและสามารถรับมือกับเศรษฐกิจอันผันผวนได้ดีกว่า

คัด 5 หุ้นพื้นฐานแกร่ง

ทั้งนี้ จึงได้คัดเลือก 5 หุ้นพื้นฐานแกร่ง สำหรับการลงทุนอย่างระมัดระวังในช่วงที่ตลาดเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเช่นนี้

1. หุ้น BDMS: บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26 บาทต่อหุ้น โดยมี Upside ประมาณ 42.1%

2. หุ้น KBANK: ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 210 บาทต่อหุ้น โดยมี Upside ประมาณ 12.9%

3. หุ้น KTB: ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 35 บาทต่อหุ้น โดยมี Upside ประมาณ 3.7%

4. หุ้น CPALL: บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 61 บาทต่อหุ้น โดยมี Upside ประมาณ 39.4%

5. หุ้น CPF: บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24.70 บาทต่อหุ้น โดยมี Upside ประมาณ 28.6%

อิหร่าน

ที่มา: Pi Securities as of 28/03/2569

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าสถานการณ์ตึงเครียดสหรัฐ -อิหร่าน จะกำลังเดินซ้ำรอยสงครามยูเครน- รัสเซียหรือไม่ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นอยู่ที่การวางกลยุทธ์ให้เหมาะสม เพราะแน่นอนว่าตลาดย่อมจะยังคงผันผวนสูง การลงทุนต้องคัดเลือกให้แม่นยำมากกว่าหวังตลาดขึ้นพร้อมกันทั้งแผง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram:https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...