โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ซัมมิตปักกิ่ง 2026: เมื่อทรัมป์ต้องง้อสี จิ้นผิง ในวันที่สหรัฐฯ ถูกจีนถือไพ่เหนือกว่า

PostToday

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การเยือนปักกิ่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2569 คือภาพสะท้อนของโครงสร้างอำนาจที่การเมืองเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หากย้อนกลับไปในปี 2017 ทรัมป์ได้รับการต้อนรับเยี่ยงจักรพรรดิแบบ "State Visit-plus" พร้อมข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ที่เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่ในปี 2026 นี้เป้าหมายของ สี จิ้นผิง นั้นลึกซึ้งกว่าเดิม นั่นคือการ "บริหารจัดการ" (Manage) วอชิงตันให้เดินตามเกมของปักกิ่ง

สี จิ้นผิง ก้าวสู่โต๊ะเจรจาด้วยความมั่นใจสูงสุดตามวาทะที่เขาย้ำกับคนในพรรคเสมอว่า "ตะวันออกกำลังรุ่งโรจน์ และตะวันตกกำลังเสื่อมถอย" ความมั่นใจนี้มีฐานรากมาจากการที่จีนสามารถต้านทานการรีดภาษีนำเข้า 145% ของทรัมป์เมื่อปี 2025 ได้สำเร็จ ขณะที่สหรัฐฯ กลับบอบช้ำจากสงครามอิหร่านจนต้องยอมพักรบทางการค้าชั่วคราว สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้พรมแดงต้อนรับที่ดูชื่นมื่น คือการที่สหรัฐฯ กำลังตกเป็นรองในเชิงโครงสร้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"แรร์เอิร์ธ” อาวุธเงียบที่สหรัฐฯ ต้านลำบาก

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนกลายเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ คือการควบคุมทรัพยากรต้นน้ำ โดยเฉพาะ “แร่หายาก” หรือ Rare Earths ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงานสะอาด ไปจนถึงอุตสาหกรรมทางทหาร

ในปี 2025 จีนเริ่มจำกัดการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กถาวรบางประเภท ภายใต้กลไกที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Break Glass” หรือมาตรการฉุกเฉินเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้สหรัฐฯ เผชิญแรงสั่นสะเทือนในหลายมิติพร้อมกัน

ด้านความมั่นคง การผลิตอาวุธนำวิถี ระบบป้องกันประเทศ และยุทโธปกรณ์ขั้นสูงของสหรัฐฯ เริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ ในช่วงเวลาที่วอชิงตันต้องเร่งเติมคลังแสงจากสงครามในอิหร่านและยูเครน

ด้านเทคโนโลยี ความพยายามของสหรัฐฯ ในการสกัดจีนจากอุตสาหกรรม AI และชิปขั้นสูง กลับถูกจีนตอบโต้ด้วยการจำกัดวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้มาตรการควบคุมเทคโนโลยีของวอชิงตันเริ่มย้อนกลับมาสร้างต้นทุนแก่ภาคอุตสาหกรรมของตนเอง

ขณะที่ด้านพลังงาน สงครามในตะวันออกกลางได้เผยให้เห็นข้อจำกัดของโมเดล “Energy Dominance” ของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซสามารถกระทบตลาดโลกได้ในทันที

ในทางกลับกัน จีนกลับแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของการเป็น “Electrostate” หรือรัฐที่ขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่อุปทานพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีสะอาด และคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีความทนทานต่อแรงกระแทกมากกว่าระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันแบบดั้งเดิม

แม้สหรัฐฯ จะเร่งกระจายฐานการผลิตและสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ผ่านพันธมิตรอย่างอินเดีย ออสเตรเลีย และเวียดนาม แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่า การลดการพึ่งพาจีนในระดับโครงสร้างอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี หรืออาจยาวนานถึงระดับทศวรรษ

สมรภูมิซ้อนสมรภูมิ : อิหร่าน ไต้หวัน และ AI

การเจรจาที่ปักกิ่งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการต่อรองทางการค้า แต่คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในหลายสมรภูมิพร้อมกัน

ในประเด็นอิหร่าน สหรัฐฯ ต้องการให้จีนใช้อิทธิพลกดดันเตหะรานให้เปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานโลก ขณะที่จีนสามารถใช้เงื่อนไขดังกล่าวต่อรองเพื่อให้สหรัฐฯ ลดมาตรการคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันและผ่อนคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

ส่วนประเด็นไต้หวัน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเผชิญหน้าระหว่างสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ ต้องการรักษาสมดุลทางทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมเดินหน้าขายอาวุธให้ไต้หวันต่อไป แต่จีนพยายามผลักดันให้วอชิงตันขยับจุดยืนจาก “ไม่สนับสนุนเอกราชไต้หวัน” ไปสู่การ “คัดค้านเอกราชไต้หวัน” อย่างชัดเจน ซึ่งจะถือเป็นชัยชนะเชิงการเมืองครั้งสำคัญของปักกิ่ง

ขณะเดียวกัน สนามแข่งขันด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงเป็นอีกแนวรบหลักที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมถอย สหรัฐฯ พยายามรักษาความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีด้วยการจำกัดการเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูง แต่จีนเองก็กำลังเร่งปิดช่องว่างทางเทคโนโลยีที่เชื่อว่าตามหลังสหรัฐฯ ไม่ถึงหนึ่งปี

โลกหลังซัมมิต : ยุคที่จีนคุม “ต้นน้ำ”

แม้ผลลัพธ์ของซัมมิตปักกิ่ง 2026 อาจจบลงด้วยบรรยากาศ “สงบศึกชั่วคราว” และการประกาศข้อตกลงเชิงสัญลักษณ์บางส่วน แต่ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์โลก สิ่งสำคัญกว่าคือการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจระยะยาว

ทรัมป์อาจได้ข้อตกลงซื้อสินค้าเกษตรหรือคำสั่งซื้อเครื่องบินเพิ่มเติม เพื่อใช้สื่อสารกับฐานเสียงภายในประเทศ แต่สิ่งที่จีนกำลังได้รับคือ “ชัยชนะเชิงโครงสร้าง” ทั้งการลดแรงกดดันทางภาษี การรักษาความได้เปรียบด้านทรัพยากร และการขยับเพดานนโยบายของสหรัฐฯ ในประเด็นอ่อนไหวอย่างไต้หวัน

บทเรียนสำคัญจากซัมมิตครั้งนี้ คือโลกยุคใหม่ไม่ได้วัดอำนาจกันเพียงขนาดเศรษฐกิจหรือกำลังทหารอีกต่อไป หากแต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใครควบคุมทรัพยากรต้นน้ำและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลกได้มากกว่า”

และในเกมภูมิรัฐศาสตร์รอบล่าสุด จีนกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การถือครองแร่หายาก เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และเครือข่ายการผลิตระดับโลก อาจเป็นอำนาจที่ทรงพลังกว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินในศตวรรษที่ 21

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...