CENTEL ชูโรงแรมโต 5-7% ยอดจองล่วงหน้าเริ่มฟื้นตัว
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 12 พ.ค. เวลา 13.02 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. เวลา 06.02 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - CENTELเผยธุรกิจโรงแรมยังเผชิญแรงกดดันในเดือนเมษายน 2569 แต่คาดว่าในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ จะเริ่มฟื้นตัว สะท้อนจากยอดจองล่วงหน้าที่ปรับตัวดีขึ้น ปักธงรายได้ปีนี้โต 5-7% ขณะที่ธุรกิจอาหาร คาดโต 10% เล็งเปิดตัวแบรนด์ใหม่ "ฮานัม บาร์บีคิว" (Hanam BBQ) ไตรมาส 3/2569 พร้อมแนะรัฐเร่งกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศช่วง Low Seasonผุดมาตรการลดหย่อนภาษี-ค่าธรรมเนียม ช่วยผู้ประกอบการโรงแรม รับมือเศรษฐกิจชะลอ
นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังคงเผชิญกับความท้าทายอยู่ ซึ่งธุรกิจโรงแรม รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ของพอร์ตรวมติดลบราว 20% จากผลการดำเนินงานของดูไบ ที่สถานการณ์ยังไม่กลับมาเป็นปกติ แต่หากตัดผลการดำเนินงานของดูไบออกไป ภาพรวม RevPAR จะปรับตัวลงเล็กน้อยราว 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนในประเทศไทย RevPAR ยังคงเป็นบวกเล็กน้อยที่ 1% เป็นผลจากโรงแรมในกรุงเทพฯ มีการปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ RevPAR เติบโตขึ้น 8% ขณะที่โรงแรมในต่างจังหวัดปรับตัวลงเล็กน้อยราว 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรวมผลการดำเนินงานโรงแรมที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงเข้าไปด้วย ได้แก่ โรงแรมที่หัวหิน และกระบี่ ซึ่งหากไม่นับรวมผลการดำเนินงานของ 2 โรงแรมนี้ออกไป จะพบว่า RevPAR ของกลุ่มต่างจังหวัดจะติดลบเพียงเล็กน้อยที่ 2% เท่านั้น ทำให้ภาพรวม RevPAR ของโรงแรมทั้งหมดในประเทศไทย ยังคงสามารถกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยที่ 1%
ด้านต่างประเทศ โดยมัลดีฟส์ ฝั่งของโรงแรมเดิม (Existing Maldives) ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา RevPAR (ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) ติดลบประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่โรงแรมใหม่ (New Maldives) อัตราการเข้าพัก (Occupancy) ของโรงแรมใหม่ 2 แห่งรวมกันอยู่ที่ 51% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 30% pts เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในฝั่งของดูไบ เดือนเมษายน 2569 อัตราการเข้าพักยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 34% เนื่องจากผลประกอบการในดูไบยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ที่ติดลบไปถึง 87% และโรงแรมในญี่ปุ่น มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยโรงแรมเดิม (Centara Grand Osaka) มีผลการดำเนินงานปรับตัวลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ก่อน โรงแรมแห่งใหม่ (Centara Life Osaka) เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน (Ramp-up period) โดยในเดือนเมษายนมีอัตราการเข้าพัก (Occupancy) อยู่ที่ 12%
บริษัทฯ ได้ประเมินทิศทางเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2569 คาดว่าสถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้น โดยเห็นสัญญาณจากยอดจองล่วงหน้า (Forward Booking) โดยเฉพาะพอร์ตโพลิโอในไทย คาดว่าจะกลับมาเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียว (Single digit) ได้ในเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนในมัลดีฟส์ บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานจะกลับมาเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก (Double-digit growth) ได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนนี้
ขณะที่ดูไบ แนวโน้มเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน คาดว่าสถานการณ์จะยังคงทรงตัวในระดับต่ำเช่นเดิม สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่ปกติ ทำให้บริษัทต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเน้นการปรับลดต้นทุนการดำเนินงานเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร และในประเทศญี่ปุ่น สำหรับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน คาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานของโรงแรมในญี่ปุ่นจะอยู่ในลักษณะทรงตัว (Stable)
ทั้งนี้ในภาพรวมนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนเมษายน (Year to Date) RevPAR ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน และหากไม่รวมผลการดำเนินงานของโรงแรมที่ดูไบ จะพบว่าพอร์ตโฟลิโอโดยรวมของบริษัทยังเติบโตได้ถึง 7%
*ธุรกิจอาหาร
ในเดือนเมษายน 2569 ภาพรวมยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG ) คาดว่าจะติดลบเล็กน้อย โดยอยู่ในระดับ Low Single Digit ขณะที่การเติบโตของยอดขายรวม (Total System Sales) เมื่อรวมแบรนด์ที่เป็น JV เข้าไปด้วย คาดว่ายังคงเป็นบวกได้ในระดับ High Single Digit
*แนะรัฐ กระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ
บริษัทฯ มองการดำเนินนโยบายอย่าง "คนละครึ่ง" ของรัฐบาล จะส่งผลบวกต่อบริษัทเล็กน้อย เนื่องจากข้อจำกัดด้านสิทธิ์สำหรับบริษัทเอกชนรายใหญ่ ขณะที่เห้นด้วยต่อการสนับสนุนการดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ อย่างไรก็ตามแนะรัฐทำเพิ่มเติมในส่วนของการอำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศ โดยหากมีการคัดกรองที่สะดวก และรวดเร็ว จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการท่องเที่ยว
พร้อมกันนี้ในช่วงของ Low Season หรือในช่วงที่สถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอน อยากเสนอให้รัฐจัดแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อพยุงอุตสาหกรรมในสภาวะที่ไม่ปกติ รวมถึงพิจารณานโยบาย ลดหย่อนภาษี ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เพื่อปรับปรุงทรัพย์สิน หรือการลดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมได้โดยตรงและมีประสิทธิภาพสูง
*ปักธงรายได้โรงแรมโต 5-7%
บริษัทฯ คาดอัตราการเติบโตของรายได้ธุรกิจโรงแรมปีนี้ (รวมรายได้จาก JV ที่ดูไบ) ไว้ที่ 5-7% เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือคิดเป็น 14,500 - 14,800 ล้านบาท และคาดอัตราการเข้าพัก (Occupancy) จะเฉลี่ยอยู่ที่ 70 - 75% รวมถึงรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ที่ประมาณ 4,300 - 4,500 บาท โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของโรงแรมในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มประชุมสัมมนา (MICE) และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ในพัทยาและกะรน รวมถึงการรับรู้รายได้เต็มปีจากโรงแรมในมัลดีฟส์ และการเปิดตัวโรงแรม Centara Life Osaka ในญี่ปุ่นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ธุรกิจอาหาร บริษัทฯ คาดรายได้รวม (รวม JV แต่ไม่รวมยอดขายของ Lucky Suki) จะเติบโตประมาณ 10% มาอยู่ที่ 18,500 - 18,700 ล้านบาท ขณะที่คาดยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) ค่อนข้างคงที่ เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มขึ้น 5-6% หรือประมาณ 75-85 แห่ง
ทั้งนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายสาขาที่ทำกำไรและปิดสาขาที่ไม่ทำประสิทธิภาพ และการมองหาโอกาสการร่วมทุนในธุรกิจอาหารใหม่ๆ เข้ามาในพอร์ตเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ "ฮานัม บาร์บีคิว" (Hanam BBQ) จากเกาหลีในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้
*วางงบลงทุนที่ 1.8 หมื่นลบ.ใน 3 ปี
บริษัทฯ ได้วางแผนการลงทุนในระยะเวลา 3 ปี (ปี 2569-2571) ไว้ที่ประมาณ 18,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณสำหรับโครงการที่ระบุชัดเจนแล้ว ประมาณ 12,000 ล้านบาท และส่วนที่สำรองไว้สำหรับโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติมอีก 6,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามงบดังกล่าวมีการปรับลดลงจากเป้าหมายต้นปีประมาณ 700-900 ล้านบาท เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 6,300 - 6,800 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจโรงแรม จำนวน 3,700 - 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการปรับปรุงโรงแรมเดิม จำนวน 2 แห่ง ที่ Centara Grand Krabi และ Centara Grand Hua Hin ประมาณ 2,700 ล้านบาท, การติดตั้งระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ที่โรงแรมมัลดีฟส์ เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง ราว 250 ล้านบาท และโครงการโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ที่ร่วมทุนกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ราว 220 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นรายจ่ายฝ่ายทุนปกติ และโครงการอื่น ๆ (Normal CAPEX & Others) จะอยู่ในช่วง 500 - 800 ล้านบาท
ธุรกิจอาหาร จำนวน 700-800 ล้านบาท รองรับการขยายสาขา (Outlet) รวมถึงแบรนด์ใหม่อย่าง Lucky Suki ขณะเดียวกันสำหรับรองรับโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติม บริษัทฯ วางงบลงทุนไว้ราว 1,900 - 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร โดยจะพิจารณาการใช้เงินจำนวนนี้ตาม ความจำเป็นและความเหมาะสมต่อไป
*มุ่งบริหารต้นทุน
บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง โดยในภาวะที่ไม่ปกติได้ให้ความสำคัญกับการปรับลดต้นทุนในการดำเนินงาน และการรักษาสภาพคล่องของกระแสเงินสด เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง
การพิจารณาจัดสรรงบประมาณลงทุนอย่างเหมาะสม พร้อมกับการหาตลาดใหม่ สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในประเทศ จากภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย เช่น ชาวรัสเซีย ออสเตรเลีย และประเทศในกลุ่มเอเชีย รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทย