โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

INSETแบ็กล็อกนิวไฮ เด้งรับเมกะโปรเจ็กต์

ทันหุ้น

อัพเดต 11 พ.ค. เวลา 08.07 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. เวลา 01.00 น.

#INSET #ทันหุ้น – INSET รับอานิสงส์เมกะโปรเจ็กต์ Data Center หลัง BOI ไฟเขียว 6 โครงการยักษ์มูลค่ารวมกว่า 9.58 แสนล้านบาท TikTok ทุ่มลงทุนติดตั้ง Server เพิ่ม 8.42 แสนล้านบาท ฟากบอสใหญ่ “ศักดิ์บวร พุกกะณะสุต” โชว์ Backlog นิวไฮ 3,900 ล้านบาท พร้อมลุยประมูลงานใหม่ 5,000-6,000 ล้านบาท มั่นใจปี 69 รายได้โตไม่ต่ำกว่า 10%

นายศักดิ์บวร พุกกะณะสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET ผู้ให้บริการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า กรณีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการของ TikTok ที่มีมูลค่าลงทุน 842,350 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนติดตั้ง Server เพิ่มเติม ถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อธุรกิจของ INSET เนื่องจากเป็นลักษณะงานที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญและดำเนินธุรกิจอยู่

อย่างไรก็ตาม กระบวนการก่อสร้างจริงอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 ปี จึงจะเริ่มเกิดขึ้น โดยโครงการของ TikTok ในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดการลงทุนระยะที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้เคยได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในรอบแรกแล้ว

*Backlog 3.9 พันล.

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทยังคาดว่าจะเติบโตได้ดีและมีความแข็งแกร่ง จากการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ หรือ Backlog ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 3,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระดับปกติที่เคยอยู่ราว 1,000-2,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 50-60% เนื่องจากงานก่อสร้างส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาดำเนินงานประมาณ 16-18 เดือน

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการเข้าประมูลงานใหม่อีกประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าผลการดำเนินงานทั้งปี 2569 จะสามารถเติบโตได้ตามแผนไม่ต่ำกว่า 10% โดยปัจจุบันสัดส่วนงานของบริษัทมาจากภาคเอกชนประมาณ 70% ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก และภาครัฐประมาณ 30% โดยบริษัทจะเน้นงานโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเป็นหลัก

*บริหารต้นทุน

ส่วนประเด็นต้นทุนการก่อสร้างและค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยและไม่เป็นนัยสำคัญ เนื่องจากการใช้ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการก่อสร้างและการทดสอบระบบเท่านั้น เมื่อบริษัทก่อสร้างและส่งมอบงานแล้ว ค่าไฟฟ้าจากการใช้งานจริงจะเป็นภาระของผู้ว่าจ้างหรือลูกค้า

ขณะเดียวกัน ราคาทองแดงและสายไฟที่ปรับตัวสูงขึ้นมีผลต่อต้นทุนบางส่วน แต่บริษัทได้วางแผนจัดซื้อล่วงหน้าสำหรับโครงการที่มีอยู่ในมือแล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างยื่นประมูล บริษัทได้ปรับสมมติฐานต้นทุนให้สอดคล้องกับราคาตลาดปัจจุบันไว้ในข้อเสนอเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบที่อาจปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...