CENTEL โชว์งบ Q1/69 กำไรพุ่ง 186% แตะ 2.1 พันลบ.บุ๊กกำไรขายสินทรัพย์ - ธุรกิจโรงแรมหนุน - คุมต้นทุนธุรกิจอาหาร
CENTEL โชว์งบ Q1/69 กำไรพุ่ง 186% แตะ 2.1 พันลบ.บุ๊กกำไรขายสินทรัพย์ - ธุรกิจโรงแรมหนุน - คุมต้นทุนธุรกิจอาหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 พ.ค. 69 8:39: น.
CENTEL รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 2,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186% หลังรับรู้ส่วนแบ่กำไรขาย Centara Osaka Tokutei ควบคู่แรงหนุนหลักมาจากผลงานธุรกิจโรงแรมที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในมัลดีฟส์ และงการบริหารจัดการต้นทุนธุรกิจอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ วางเป้าทั้งปีรายได้รวมเติบโต 5 - 7%
บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 1,077 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 229 ล้านบาท หรือ 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการบริหารจัดการต้นทุนโดยรวมของธุรกิจอาหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นของโรงแรมที่ปรับปรุงเสร็จแล้ว ได้แก่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา และโรงแรมเซ็นทารา กะรน รีสอร์ท ภูเก็ต รวมถึงผลการดำเนินงานของโรงแรมเซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
และเมื่อรวมผลของรายการที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 2,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186% YoY จากการจำหน่ายสินทรัพย์ของกิจการร่วมค้า Centara Osaka Tokutei Mokutei Kaisha ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์การหมุนเวียนเงินลงทุนของบริษัทฯ ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามวิธีส่วนได้เสียเป็นจำนวนสุทธิ 1,087 ล้านบาท
สำหรับรายได้รวมในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6,975 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 223 ล้านบาท หรือ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจโรงแรมต่อรายได้จากธุรกิจอาหารอยู่ที่ 54% : 46%
กำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 4,331 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 64% ของรายได้ (ไม่รวมรายได้อื่น) เพิ่มขึ้นจาก 62% ในไตรมาส 1/2568
กำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมอยู่ที่ 2,348 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 197 ล้านบาท หรือ 9% YoY คิดเป็นอัตรากำไรก่อนค่าเสื่อมราคาฯ ต่อรายได้รวม 34% เพิ่มขึ้นจาก 32% ในไตรมาส 1/2568 นอกจากนี้ กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (EBIT) อยู่ที่ 1,494 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 178 ล้านบาท หรือ 14% YoY
ผลการดำเนินงานรายธุรกิจ
ธุรกิจโรงแรม
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีโรงแรมภายใต้การบริหารงานทั้งสิ้น 90 โรงแรม (19,529 ห้อง) แบ่งเป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 52 โรงแรม (11,179 ห้อง) และเป็นโรงแรมที่กำลังพัฒนา 38 โรงแรม (8,350 ห้อง)
รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมทั้งหมด (RevPAR) ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 5,359 บาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 เป็นผลมาจากราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) เพิ่มขึ้น 9% เป็น 6,849 บาท และอัตราการเข้าพัก (OCC) เพิ่มขึ้นจาก 77% เป็น 78%
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ภาพรวม RevPAR ในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 6% เป็นผลจาก ARR เพิ่มขึ้น 4% และ OCC เพิ่มขึ้นจาก 77% เป็น 78% สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของผลประกอบการของโรงแรมในมัลดีฟส์เป็นสำคัญ
ธุรกิจโรงแรมมีรายได้รวม 3,754 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 195 ล้านบาท หรือ 5% YoY สาเหตุหลักมาจากการเติบโตรายได้ของโรงแรมเซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ ที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงเริ่มต้นเปิดดำเนินการ (ramp-up) การรับรู้รายได้จากโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ ที่เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2568 และผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา และโรงแรมเซ็นทารา กะรน ภูเก็ต
กำไรขั้นต้นของธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ 2,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% YoY และมีอัตรากำไรขั้นต้น (ไม่รวมรายได้อื่น) อยู่ที่ 72% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY ธุรกิจโรงแรมมี EBITDA อยู่ที่ 1,637 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% YoY โดยคิดเป็นอัตรา EBITDA ต่อรายได้รวม 44% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY ธุรกิจโรงแรมมีกำไรสุทธิ 845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% YoY
ผลการดำเนินงานตามที่รายงาน (รวมผลของรายการที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว) ไตรมาส 1/2569 ธุรกิจโรงแรมมีกำไรสุทธิ 1,911 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 222% YoY
ธุรกิจอาหาร
ไตรมาส 1/2569 รายได้จากธุรกิจอาหารรวม 3,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28 ล้านบาท หรือ 1% YoY มีอัตราการเติบโตจากยอดขายสาขาเดิม (SSS) ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์ เดอะ เทอเรสที่รับบริหาร อยู่ที่ 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และภาพรวมอัตราการเติบโตจากยอดขายรวม (TSS) ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์ เดอะ เทอเรส ที่รับบริหาร อยู่ที่ 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบรนด์ที่มีการเติบโตของรายได้ค่อนข้างดี ได้แก่ คัตซึยะ และ คีอานิ
ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 1,488 สาขา (รวมแบรนด์ร่วมทุน) เพิ่มขึ้นสุทธิ 74 สาขา เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 และเพิ่มขึ้นสุทธิ 59 สาขา เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ส่วนหนึ่งเกิดจากการเริ่มนับรวมจำนวนสาขาของร้านลัคกี้สุกี้ 36 สาขา และลัคกี้บาร์บีคิว 12 สาขา ในไตรมาสที่ 1/2569 นอกจากนี้ ยังมีการขยายสาขาอย่างมีนัยสำคัญของแบรนด์อื่นๆ เช่น อานตี้ แอนส์ (+22) ชินคันเซ็น ซูชิ (+20) มิสเตอร์ โดนัท (+8) คัตสึยะ (+5) และสลัดแฟคทอรี่ (+5) ในขณะที่บริษัทฯ มีการปิดสาขาบางสาขาที่ไม่ทำกำไร โดยปิดสาขาสุทธิจากแบรนด์ ชาบูตง (-8) และ โยชิโนยะ (-4) เป็นหลัก เพื่อปรับปรุงอัตราการทำกำไรของบริษัทฯ ให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ
ธุรกิจอาหารมีกำไรขั้นต้น 1,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% YoY มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 56% ของรายได้ (ไม่รวมรายได้อื่น) เพิ่มขึ้นจาก 54% YoY มี EBITDA อยู่ที่ 711 ล้านบาท คิดเป็นอัตรา EBITDA ต่อรายได้รวม 22% เพิ่มขึ้น YoY
กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (EBIT) 308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% YoY และมีกำไรสุทธิ 232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 7% ของรายได้ธุรกิจอาหาร (จาก 5% YoY) จากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้า การปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผลการดำเนินงานของธุรกิจอาหารมีความผันผวนตามฤดูกาลบ้าง โดยปกติแล้วไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 4 จะมียอดขายสูงกว่าไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 3 เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมและมีวันหยุดเฉลิมฉลองตามเทศกาล สำหรับไตรมาส 1/2569 รายได้รวมลดลง 1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ขณะที่ EBITDA ลดลง 2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 และกำไรสุทธิปรับตัวลดลง 22% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568
แนวโน้มธุรกิจในปี 2569
แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่บริษัทฯ คาดการณ์ผลการดำเนินงานยังคงเติบโตจากปีก่อน โดยตั้งเป้ารายได้รวม (รวมโรงแรมร่วมทุน) ประมาณ 14,500 14,800 ล้านบาท เติบโต 5% - 7% จากปี 2568 ที่มีรายได้รวม 13,816 ล้านบาท
ธุรกิจโรงแรม
คาดการณ์อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (รวมโรงแรมร่วมทุน) อยู่ที่ 70% - 75% และรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) อยู่ที่ 4,300 4,500 บาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการกลับมาเปิดให้บริการของโรงแรมที่ปรับปรุงแล้ว และโรงแรมเปิดใหม่ในหลายพื้นที่สำคัญ รวมถึงการเปิดให้บริการโรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ โอซาก้า ในเดือนเมษายน 2569 และการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคมปี 2568
ธุรกิจอาหาร
ประมาณการอัตราการเติบโตจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales: SSS) ของทุกแบรนด์ (รวมกิจการร่วมค้า) ทรงตัวเทียบปีก่อน และอัตราการเติบโตของยอดขายรวมทุกสาขา (Total-System-Sales: TSS) ประมาณ 10% เทียบปีที่ผ่านมา คิดเป็นเป้าหมายรายได้รวม (รวมกิจการร่วมค้า ยกเว้นลัคกี้สุกี้) ประมาณ 18,500 - 18,700 ล้านบาท จากปี 2568 ที่มีรายได้ 16,921 ล้านบาท
วางแผนขยายสาขาธุรกิจอาหาร โดยคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 จำนวนสาขาจะเพิ่มขึ้นประมาณ 75 85 สาขา หรือประมาณ 5% - 6% เทียบสิ้นปี 2568 มุ่งเน้นการขยายสาขาในแบรนด์ที่มีอัตรากำไรสูงเป็นหลัก
งบประมาณการลงทุนในปี 2569 กำหนดงบประมาณรวมประมาณ 6,800 7,300 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจโรงแรม 3,700 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับแผนการปรับปรุงโรงแรมเดิม และพัฒนาโครงการใหม่ โดยโครงการหลัก ได้แก่ การปรับปรุงโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลล่า กระบี่
สำหรับธุรกิจอาหาร จัดสรรงบลงทุนประมาณ 700 800 ล้านบาท สำหรับการปรับปรุงสาขาเดิมและการขยายสาขาใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าและการขยายตัวของธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสำรองงบประมาณสำหรับโอกาสเชิงกลยุทธ์ เช่น การร่วมทุน การพัฒนา และการขยายธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร โดยมีงบประมาณประมาณ 1,900 2,000 ล้านบาท
เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ