โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอกชน 'ค้าน' รีดภาษีความหวาน ชี้สูตรก็ปรับแล้ว หวั่นเสียตลาดส่งออกเหตุลูกค้าติดรสชาติ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 มี.ค. 2566 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2566 เวลา 09.58 น.
ภาษีความหวาน

เอกชนค้านรีดภาษีหวาน หอค้าเตือนเสียตลาดส่งออกจากลูกค้าติดรสชาติแล้ว ส่วน สอท. ชงเลื่อน 1 ปี จับตาสต๊อกหมด ผู้บริโภคกิน-ดื่มแพงขึ้น

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นายเจริญ แก้วสุกใส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สอท.และผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม จะหารือกับกรมสรรพสามิตเพื่ออธิบายถึงสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่และยังมีปัจจัยภายนอกกดดันกำลังซื้อและส่งออก การปรับอะไรก็ตามที่มีผลต่อต้นทุนย่อมเป็นภาระธุรกิจ และระยะยาวอาจกระทบถึงผู้บริโภคโดยปรับราคาสินค้า จึงอยากให้มีการเลื่อนบังคับใช้ภาษีความหวานไปอีก 1 ปี

“ธุรกิจพร้อมให้ความร่วมมือภาครัฐ แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้อ อีกทั้งคนไทยและทั่วโลกมีการลดกินหวานหรือปรับใช้สารแทนความหวานกันมากขึ้น คนผลิตก็ต้องปรับสูตรตาม ซึ่งวันนี้การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีความหวานแบบเดิมประมาณ 10%

ขณะที่สินค้าไทยรสชาติเดิมยังส่งออกและมีความต้องการเกิน 50% อาจได้รับผลกระทบด้วย เพราะความหวานก็มีผลต่อความเจริญอาหาร แม้ในญี่ปุ่น อาหารผู้สูงวัยยังมีความหวาน เพียงแต่คุมในอัตราที่เหมาะสมกับวัย”

สำหรับในประเทศ อัตราเก็บค่อนข้างสูง ที่ต้องจับตาคือ เมื่อสต๊อกเดิมที่ปกติมี 3-6 เดือน หมดลงแล้ว ต้นทุนจากภาษีที่ต้องแบกรับ อาจผลักไปผู้ซื้อได้ ส่วนอัตราจะไม่เท่ากัน ดังนั้น เอกชนจึงไม่เห็นด้วยจะเก็บภาษีไม่ว่าจะความหวานหรือความเค็ม

ด้าน นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้กรมสรรพสามิตจะเริ่มปรับขึ้นภาษีความหวานตามปริมาณน้ำตาล เข้าสู่ระยะที่สาม หลังจากที่รัฐบาลได้ชะลอการปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวเข้าสู่เฟสที่สามเป็นระยะเวลา 6 เดือน ได้สิ้นสุดลงนั้น

กรมสรรพสามิตมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลมอยู่แล้ว แต่ได้เพิ่มภาษีความหวาน สำหรับเครื่องดื่ม โดยคิดตามปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มนั้นๆ ยังพบว่าเครื่องดื่มที่มีสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 200 กว่ารายการ

ล่าสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่มเป็น 1,800 รายการ หรือเพิ่มมากกว่าเดิม 9 เท่าตัว เพราะฉะนั้น จึงเชื่อว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยกว่า 6 กรัมกำลังมีมากขึ้น มาตรการเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้บริโภคใส่ใจโภชนาการมากขึ้น

ซึ่งการส่งออกสินค้าเครื่องดื่มปี 2566 เดือนมกราคม 2565 เครื่องดื่มมีมูลค่าส่งออก 68,781 ล้านบาท เติบโต 13.5% ปี 2566 เดือนมกราคม เครื่องดื่มมีมูลค่าส่งออก 4,999 ล้านบาท หดตัว -8%

“ภาคเอกชนยินดีจะร่วมมือกับรัฐบาล เครือข่ายสุขภาพและองค์การอนามัยโลก (WHO) ในการช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดี ลดการบริโภค อาหารหวาน มัน เค็ม ที่ทำให้เป็นบ่อเกิดหลายโรค สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้บริโภค เพื่อให้ตระหนักรู้ว่าควรบริโภคอาหารอย่างไรที่จะไม่เป็นพิษภัยต่อตัวเอง เนื่องจากการรับประทานกลุ่มหวานมันเค็ม นอกจากจะอยู่ในกลุ่มอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้าแล้ว ผู้บริโภคอาจเลือกไปรับประทานในร้านอาหารแทนได้เช่นกัน ดังนั้น การให้ความรู้ความเข้าใจจึงสำคัญที่สุด”

การวางนโยบายการจัดเก็บภาษีนั้นควรให้เหมาะสมกับบริบทของสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากปัจจุบันมีความท้าทาย เช่น ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของธุรกิจ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงบริบทของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดโครงสร้างภาษีที่ตอบโจทย์การแข่งขัน โดยอุตสาหกรรมเครื่องดื่มมีการปรับตัวอย่างมาก ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทยอยปรับสูตรลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม มีการปรับราคา ปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ รวมถึงแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีน้ำตาลน้อย หรือไม่มีน้ำตาลออกมามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการบังคับใช้ภาษีความหวานเฟส 3 ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งมีอัตราภาษีเพิ่มขึ้นไปถึง 3 เท่าจากอัตราภาษีในปัจจุบัน แม้ว่ากรมสรรพสามิตได้ช่วยขยายระยะเวลาการบังคับใช้ออกไป 1 ปี เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดค่อนข้างมากแล้ว แต่หากมีผลบังคับใช้จริง ผู้ประกอบการจะต้องรับภาระภาษีเพิ่มขึ้น ในขณะที่มีความกังวลและความท้าทายอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหารอย่างแน่นอน

จึงเสนอขอเลื่อนขยายเวลาการปรับขึ้นภาษีความหวานตามปริมาณน้ำตาล เนื่องจากปัจจุบันเกิดภัยแล้ง วัตถุดิบหลายตัวมีการปรับขึ้นราคา อีกทั้งที่ผ่านมามีการปรับขึ้นต้นทุนในหลายด้าน ทั้งค่าแรง น้ำตาล ค่าไฟฟ้า ซึ่งกระทบด้านต้นทุนการผลิตและอาจกระทบต่อราคาสินค้า อีกทั้งการปรับขึ้นราคาแก่คู่ค้าและผู้บริโภคเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

จึงขอให้เลื่อนการปรับขึ้น เนื่องจากมีความท้าทายในหลายด้าน เทรนด์การบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปย่อมส่งผลต่อการปรับสูตรสินค้า ดังนั้น มาตรการที่ออกมาไม่ควรลดความสามารถการแข่งขันในต่างประเทศ

ดังนั้น อัตราภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มในเฟสที่สาม ซึ่งจะสูงขึ้นกว่าเฟสที่หนึ่งและสอง จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไป อัตราภาษีความหวานได้ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปรับเปลี่ยนสูตรการผลิต โดยลดส่วนผสมจากน้ำตาลลงจะทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินการจัดเก็บภาษีค่าความหวานดังกล่าวเพื่อต้องการดูแลสุขภาพของไทยให้ห่างไกลจากโรคอ้วน เบาหวาน และความดัน

สำหรับภาษีความหวานจะมีการปรับขึ้นเป็นอัตราก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ทุกๆ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.66 จะจัดเก็บภาษีความหวาน ระยะที่ 3 มีรายละเอียด ดังนี้

  • ปริมาณน้ำตาล 6-8 กรัม คิดอัตราภาษี 0.3 บาทต่อลิตร
  • ปริมาณน้ำตาล 8-10 กรัม คิดอัตราภาษี 1 บาทต่อลิตร
  • ปริมาณน้ำตาล 10-14 กรัม คิดอัตราภาษี 3 บาทต่อลิตร
  • ปริมาณน้ำตาล 14-18 กรัม คิดอัตราภาษี 5 บาทต่อลิตร
  • ปริมาณน้ำตาล ตั้งแต่ 18 กรัม คิดอัตราภาษี 5 บาทต่อลิตร

ส่วนระยะที่ 4 จะจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.68 เป็นต้นไป รายละเอียดการจัดเก็บอยู่ระหว่างพิจารณา
สินค้าที่จัดเก็บภาษีสรรพสามิต จากปริมาณน้ำตาล 2 กลุ่ม

1.เครื่องดื่ม
2.ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เครื่องดื่มที่มีลักษณะเป็นผง เกล็ด หรือเครื่องดื่มเข้มข้นที่มีส่วนผสมของน้ำตาลและสามารถละลายน้ำได้

  • ผู้มีหน้าที่เสียภาษีคือ ผู้ประกอบอุตสาหกรรม ผู้นำเข้า
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...