โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CASETiFY แบรนด์เคสมือถือที่ต่างด้วยความคิดสร้างสรรค์และการคอลแล็บจนเป็นที่รู้จักทั่วโลก

Capital

อัพเดต 13 ก.พ. 2566 เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2566 เวลา 18.10 น. • Insight

แค่รูปลักษณ์ภายนอก สีสันที่สวยงามของสินค้าที่ดึงดูดสายตาอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของสูตรสำเร็จในการขายสินค้า และเข้าไปอยู่ในใจของผู้คน แต่สิ่งที่สำคัญคือ การสร้างแบรนด์ ตัวตนของสินค้า ความแตกต่าง และการสื่อสารของแบรนด์ไปยังผู้คนต่างหากที่จะทำให้แบรนด์โตอย่างยั่งยืนได้

เรากำลังพูดถึง CASETiFY แบรนด์อุปกรณ์เสริมเทคโนโลยีสัญชาติฮ่องกงที่เติบโตเร็วที่สุด และเป็นบริษัทอุปกรณ์เสริมเทคโนโลยีที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และสามารถเข้าถึง 1 ใน 5 ของผู้บริโภคเจนฯ Z ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

CASETiFY เคสโทรศัพท์มือถือที่คนรุ่นใหม่ฮิตกันทั่วบ้าน ทั่วเมืองในขณะนี้ก็ใช้วิธีการทำทุกอย่างที่กล่าวมาและทำอย่างต่อเนื่อง

จุดเริ่มต้นก่อนที่ CASETiFY จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน จากผู้ชายที่มีชื่อว่า ‘เวสลีย์ อิ้ง’ (Wesley Ng) ผู้ที่หลงใหลและคลั่งไคล้การใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรม เวลาโพสต์ภาพสวยๆ ลงบนหน้าฟีดทีไรก็มักจะได้รับการตอบรับที่ดีอยู่เสมอ ประกอบกับในยุคนั้นแม้จะมีโทรศัพท์มือถือที่ถูกใจ น่าซื้อ แต่เคสโทรศัพท์ที่มีวางขายดูจะยังไม่ตอบโจทย์เวสลีย์เท่าไหร่นัก เขารู้ว่าเคสที่มีวางขายนั้นน่าเบื่อ ไม่มีสไตล์ และไม่สามารถหาเคสโทรศัพท์มือถืออันไหนที่ถูกใจได้

นั่นจึงทำให้เขาหยิบทั้งสองเรื่องราวออกมาเป็นไอเดียที่ว่า หากนำภาพสวยๆ บนอินสตาแกรมมาต่อยอดเป็นสินค้าที่ใช้ได้จริง เป็นลายบนเคสโทรศัพท์มือถือได้ก็น่าจะเป็นไอเดีย และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เจ๋งไม่น้อย

จากที่เป็นพนักงานประจำของบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำงานด้านออกแบบ เวสลีย์ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาปั้นธุรกิจแบรนด์เคสโทรศัพท์มือถืออย่างเต็มตัว

ปี 2011 ก็ได้เกิดแบรนด์ที่มีชื่อว่า Casetagram ขึ้น เป็นแบรนด์เคสโทรศัพท์มือถือที่ให้ลูกค้านำภาพจากอินสตาแกรม มาออกแบบและตกแต่งเป็นลวดลายบนเคสเองได้และขายผ่านช่องทาง e-Commerce ก่อนที่ช่วงกลางปี 2014 ได้รีแบรนด์เปลี่ยนชื่อ พร้อมกับประโยคที่ว่า New name. Same people. More memorable products. มาเป็น CASETiFY

พร้อมกับเปลี่ยนฟอนต์โลโก้มาเป็นในแบบปัจจุบัน ใครใช้เคสของ CASETiFY อยู่ หรือลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ ก็จะเห็นโลโก้ของแบรนด์ที่ดูสะอาดตา อ่านง่าย และให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง ทีมงาน CASETiFY เคยอธิบายไว้ว่า แรงบันดาลใจสำหรับโลโก้นี้มาจากแนวคิดของพวกแสตมป์ สติ๊กเกอร์ และเทป ที่เป็นสิ่งที่ผู้คนใช้ปรับแต่งสิ่งของที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นเจ้าของ จึงได้ออกแบบโลโก้ให้เหมือนสติ๊กเกอร์ และดีไซน์ให้โลโก้อยู่ที่กรอบของกล้องมือถือ ส่วนตัวเคสบริเวณอื่น CASETiFY ให้อิสระกับคนที่เป็นเจ้าของที่สามารถดีไซน์ตั้งแต่ฟอนต์ สีของเคส ข้อความ รวมไปถึงวัสดุที่ใช้ทำตัวเคสด้วย

เหมือนกับที่เวสลีย์ บอกไว้ว่า "ผลิตภัณฑ์ของ CASETiFY เปรียบเสมือนผืนผ้าใบสำหรับการสร้างสรรค์ไม่มีที่สิ้นสุดผ่านการร่วมมือกับแบรนด์ที่โดดเด่น…งานของเราคือการสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ที่มีตัวเลือกเพียงพอจะตอบทุกสไตล์ ทุกเทรนด์แฟชั่นและทุกบุคลิกตั้งแต่แบบเรียบง่ายไปจนถึงงานดีไซน์ที่จัดจ้าน”

อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะมีหลายคนคิดว่า CASETiFY ดูเหมือนแบรนด์ธรรมดาที่ขายเคสโทรศัพท์ ลูกค้าสามารถออกแบบและตกแต่งได้เอง ที่ก็ไม่ต่างจากเจ้าอื่นเท่าไหร่นัก แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ CASETiFY เคสโทรศัพท์มือถือราคาเริ่มต้นหลักพันบาทนี้สามารถครองใจผู้คนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้ทั่วโลก และเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างทุกวันนี้

ปี 2020 CASETiFY มีรายได้กว่า 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเวสลีย์ยังตั้งเป้าว่าจะต้องกวาดรายได้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

คำตอบมีด้วยกัน 3-4 ข้อ

1. Personalization and Unique

ความเฉพาะตัวและไม่เหมือนใครคือจุดเด่นของ CASETiFY หากเปรียบเทียบก็คงเหมือนสไตล์การแต่งตัว เลือกองค์ประกอบตั้งแต่เสื้อผ้า หน้า ผม ไปจนถึงรองเท้า ที่แต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง การเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวตนของเรามากที่สุดเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองไม่มากก็น้อย

เช่นเดียวกับเคสโทรศัพท์มือถือแม้จะเป็นองค์ประกอบเล็กๆ แต่การเลือกสิ่งที่ไม่ซ้ำจำเจ ดีไซน์สวยงามที่มีชิ้นเดียวในโลกที่สะท้อนตัวตน มาพร้อมกับความคงทนที่จะช่วยปกป้องโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเป็นไหนๆ และตอบโจทย์ personalized experience ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ไม่ยาก

ใครลองกดเข้าไปในเว็บไซต์ก็จะรู้ว่านี่เป็นจุดแข็งของ CASETiFY ที่ลูกค้าสามารถเลือกคัสตอมเคสของตัวเองได้ตั้งแต่ลวดลาย การเลือกข้อความและฟอนต์ สีของเคส ความหนา ไปจนถึงวัสดุที่ใช้ทำเคส

2. Collaborations

การคอลแล็บเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่หลายๆ แบรนด์ทั่วโลกใช้ในทำแบรนด์ให้เติบโต เพราะนอกจากจะได้สินค้าที่มีดีไซน์แปลกใหม่ออกมา ยังสามารถขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้นด้วย CASETiFY เองก็เลือกวิธีนี้เช่นกัน

เราเห็น CASETiFY คอลแล็บกับคาแร็กเตอร์ ดีไซเนอร์ ภาพยนตร์ แบรนด์ต่างๆ ไปจนศิลปิน K-pop เวสลีย์เลือกคอลแล็บกับแบรนด์ที่มีความน่าสนใจในตัวของแบรนด์นั้นๆ เองป็นหลัก ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นแบรนด์ประเภทใดแค่อย่างเดียว เพราะต้องการสร้างสรรค์งานดีไซน์ที่ออกมาตอบโจทย์คนทุกไลฟ์สไตล์ตั้งแต่แบบเรียบง่ายไปจนถึงงานดีไซน์ที่จัดจ้าน

Kentipz, Basquiat, Disney Mickey & Friend, Barbie, One Piece, Sailor Moon, Dragon Ball Z, Harry Potter, BLACKPINK, Twice, NBA, Blvck Paris ฯลฯ คือตัวอย่างแบรนด์ คาแร็กเตอร์ ดีไซเนอร์ ศิลปินที่ CASETiFY ออกคอลเลกชั่นด้วยมาแล้ว

3. Social Media

โซเชียลมีเดียคือหัวใจหลักที่เข้าถึงผู้คน และหากพูดว่า CASETiFY เองก็เกิดจากโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมก็คงไม่ผิดนัก เพราะฉะนั้นเวสลีย์จึงให้ความสำคัญกับการทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือ TikTok มากๆ นอกจาก CASETiFY จะขายผ่านช่องทางออนไลน์และจัดส่งไปทั่วโลกแล้ว ช่องทางโซเชียลมีเดียคือกระบอกเสียงชั้นดีที่ทำให้ผู้คนรู้จัก CASETiFY มากขึ้น โดยที่แบรนด์แทบจะไม่ต้องพูดอะไร เพราะเวลาเราถ่ายรูป หากเราถ่ายรูปหน้ากระจกแล้วแชร์ภาพนั้นๆ ลงไป โลโก้เล็กๆ ที่อยู่รอบกล้องถ่ายรูปก็จะปรากฏผ่านสายตาของผู้คนแบบเนียนๆ

หนึ่งในเคสที่น่าสนใจที่ทำให้ผู้คนพูดถึง และตามหาซื้อเคส CASETiFY กันอย่างล้นหลามคือ Kylie Jenner เซเลบริตี้สาวที่ถ่ายรูปคู่กับเคสแล้วโพสต์ลงใตอินสตาแกรมของตัวเธอนั่นเอง

4. Online and Offline

แน่นอนว่า CASETiFY นอกจากจะมุ่งเน้นไปยังกลยุทธ์การขายแบบ direct-to-customer เติบโตจากการขายผ่าน e-Commerce มีรายได้จากช่องทางออนไลน์เป็นหลัก

แม้จะประสบความสำเร็จ และมีช่องทางจำหน่ายออนไลน์ครอบคลุมมากกว่า 180 ประเทศทั่วโลก มีสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เป็นตลาดหลักในปัจจุบันก็ตาม แต่การสร้างประสบการณ์แบบสัมผัสได้จริงย่อมทำให้ผู้คนเข้าถึง และได้รับประสบการณ์ที่ดีมากกว่า เวสลีย์จึงทำการเปิดหน้าร้านสาขาที่ชื่อว่า CASETiFY Studio ขึ้น ปัจจุบันมีสาขาอยู่ 18 แห่งทั่วเอเชีย-แปซิฟิก และ 1 สาขาในสหรัฐอเมริกา พร้อมกับเปิดหน้าร้านแบบ pop-up store ขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก จากฟีดแบ็กที่ดีช่วยสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีแบบจับต้องได้จริง ทำให้ CASETiFY มีเป้าหมายที่จะเปิดร้าน 100 แห่งภายในปี 2025

ทั้งหมดนี้คือคำตอบ

จากแค่เริ่มแรกขายแค่เคสโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้ CASETiFY มีอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อมากมาย และกลายมาเป็นบริษัทแบรนด์ไลฟ์สไตล์เคสมือถือ และอุปกรณ์เสริมทางเทคโนโลยีระดับโลกที่ประสบความสำเร็จและน่าจับตา

“Real cute, Real Tough” ความสวยงามที่มาคู่กันกับความแข็งแรงทนทาน และความไม่เหมือนใคร ทำให้ผู้คนตัดสินใจจิ้มเลือก CASETiFY มาเป็นเคสกับโทรศัพท์มือถือคู่ใจได้ไม่ยาก

FYI รู้หรือไม่ว่า CASETiFY มาเปิด pop-up store แห่งแรกใจกลางกรุงเทพฯ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อ 26 กันยายนปีที่ผ่านมา โดยจะเปิดถึง 25 มีนาคม 2566 จากกระแสการตอบรับที่ดีทำให้ CASETiFY ตั้งเป้าจะบุกตลาดประเทศไทยอย่างเต็มตัว มีแผนที่จะเปิด CASETiFY Studio ถาวรภายในปี 2023

อ้างอิง

www.casetify.com

medium.com/shoplazza-elab/why-is-the-80-phone-case-so-popular-the-casetifys-success-story-2e77696a4435

cnbc.com/2022/11/28/ceo-of-casetify-shares-his-no-1-super-underrated-business-tip.html

wonderlandmagazine.com/2020/06/10/casetify-wes-ng-buzziest-tech-phone-accessories

optimizely.com/insights/casetify

440industries.com/casetify-case-study-6-reasons-for-their-huge-success

techinasia.com/talk/lessons-casetify-physical-product-hong-kong-startups

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...