โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมเด็กช่างตีกัน? สำรวจเบื้องหลังความรุนแรงของเด็กช่างจากงานวิจัย

The MATTER

เผยแพร่ 30 พ.ย. 2566 เวลา 10.17 น. • Social

เป็นอีกครั้งที่กระแสความรุนแรงจาก ‘เด็กช่าง’ ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง แต่ไม่ใช่ว่าในช่วงที่สื่อไม่พูดถึงมัน ความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้น..

ถ้าหากลองนึกๆ ดู สังคมไทยเผชิญความรุนแรงจากการปะทะกันของกลุ่มอาชีวะมาตั้งแต่สมัยก่อนปี พ.ศ.2500 ในช่วงยุคอันธพาลครองเมือง ก่อนเงียบหายไป และมาปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงก่อนพ.ศ. 2540 หลายชีวิตสูญเสียให้กับคำว่า 'ศักดิ์ศรี' ขณะที่อีกหลายชีวิตจบลงทั้งที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แต่อย่างใด

และเมื่อความหวาดผวาต่อความรุนแรงที่คาดเดาไม่ได้กลับมาอีกครั้ง จุดไฟน่าตั้งคำถามว่า อะไรคือต้นเหตุของความรุนแรงของเด็กช่าง?

วันนี้ The MATTER ลองคลี่ปมปัญหาวงจรความรุนแรงในกลุ่มอาชีวะผ่านวิทยานิพนธ์ ‘ปัญหาความรุนแรง : กระบวนการครอบงำความคิดของ นักศึกษาอาชีวะในเขตกรุงเทพมหานคร’ โดย ชิษณุชา นวลปาน ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้มีความเกี่ยวข้องกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันเพื่อหาคำตอบว่ากระบวนการสร้างและส่งต่อความรุนแรงระหว่างสถาบันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ศัพท์/ แสลงในกลุ่มอาชีวะ

ภาษาเป็นสิ่งสำคัญมากในการสื่อสาร และทุกการรวมกลุ่มในสังคมมักสร้างภาษาและแสลงในกลุ่มตัวเองขึ้นมาใช้ เช่นเดียวกับนักศึกษาอาชีวะที่มีการสร้างแสลงขึ้นมาใช้และรู้กันในกลุ่มของตนเอง

องค์พ่อ

คือรูปเคารพพระวิษณุที่เด็กช่างทั่วไปนับถือโดยทั่วกัน เพียงแต่มีความแตกต่างที่อริยาบถ เช่น อุเทนถวายและช่างก่อสร้างที่อื่นๆ มักเคารพบูชาพระวิษณุที่มีอิริยาบถแบบยืนและพระหัตถ์ข้างซ้ายถือลูกดิ่ง ขณะที่ปทุมวันและช่างกลที่อื่นๆ มักนับถืออิริยาบถแบบนั่งและพระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัว ในงานวิจัยผู้ให้สัมภาษณ์เล่าว่า หนึ่งในสาเหตุความขัดแย้งมาจากการนับถือพระวิษณุที่มีอิริยาบถต่างกัน และมองว่าสัญลักษณ์ของกลุ่มตนเป็นของแท้มากกว่าอีกฝั่ง

สาย

ด้วยความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้เด็กช่างที่บ้านใกล้กันจับกลุ่มกันเดินทางมาพร้อมกันด้วยรถเมล์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘สาย’ แล้วตามด้วยรหัสรถเมล์ ก่อนต่อมาจะกลายเป็นคำว่า 'G' ซึ่งย่อมาจากแก๊งและตามด้วยรหัสรถเมล์

ประธานสาย

ประธานสายรถเมล์ต่างๆ ของกลุ่มเด็กช่าง มีหน้าที่ดูแลการเดินทางและความปลอดภัยให้กับกลุ่มที่เดินทางด้วยกัน และมักมีหน้าที่พารุ่นน้องเข้าพบรุ่นพี่

แก้

หมายถึงการล้างแค้นหรือเอาคืนคู่อริ

ล่อง

เด็กช่างคนหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับ The MATTER ว่า ‘ล่อง’ หมายถึงการออกขี่มอเตอร์ไซค์เป็นกลุ่มเพื่อยั่วและหาเรื่องทะเลาะวิวาท

ปล่อยของ

ใช้อธิบายเวลาที่รุ่นพี่ถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ในรั้วสถานศึกษาให้รุ่นน้อง มีทั้งประสบการณ์การเรียนและความรุนแรง

ตัว

ปืน

ตบ/ ของหลุด

การยึดหรือถูกยึดสัญลักษณ์ประจำสถาบัน เช่น หัวเข็มขัด, เสื้อช็อป

รับรุ่น

กระบวนการรับรุ่นเต็มไปด้วยระบบ SOTUS เด็กช่างที่ผ่านการรับรุ่นมักได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น ส่วนกลุ่มที่ไม่รับรุ่นอาจถูกห้ามเข้าบางพื้นที่ของโรงเรียน

แต่งเต็ม – เสื้อผ้าหน้าผมเด็กช่าง

นอกจากภาษา กลุ่มเด็กช่างเองก็มีแฟชั่นและสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหนหรือเรียนสถาบันอะไร เช่น หัวเข็มขัด, เข็มสถาบัน, เสื้อช็อป (บางรุ่นมักมีการเพ้นท์บล็อกสกรีนรูปพระวิษณุลงที่ด้านหลัง), กางเกงมักเป็นทรงขาเดฟหรือขาม้า, เสื้อเชิ้ตสีขาวส่วมเสื้อช็อปทับ หรือเสื้อยืด โดยแต่ละสถาบันจะมีสีที่ห้ามใส่ของตัวเอง รวมถึงทรงผมที่มักนิยมไว้แทรกกลางและปล่อยด้านหลังยาว

สัญลักษณ์ เช่น หัวเข็มขัด, เข็มสถาบัน, เสื้อช็อปเป็นสิ่งที่เด็กช่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยในกลุ่มเด็กช่างมักมีการ ‘ตบ’ ของเหล่านี้กัน โดยคนที่ทำสำเร็จมักได้รับคำชื่นชมและการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน ขณะที่คนที่ถูก ‘ตบ’ ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะเอาคืนมาให้ได้ จนบ่อยครั้งนำไปสู่ความรุนแรง

แต่แฟชั่นบางอย่าง เช่น เสื้อ, กางเกง, ทรงผม ไม่ใช่สิ่งบังคับตายตัวหรือเป็นกฎเกณฑ์ในกลุ่มเด็กช่าง และมักเปลี่ยนไปตามความนิยมของยุคสมัยและรสนิยมของคนนั้น

ประวัติศาสตร์สถาบันอาชีวะ

การจะทำความเข้าใจความรุนแรงของเด็กช่าง ต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในการก่อตั้งโรงเรียนอาชีวะเสียก่อน

ในปี พ.ศ. 2453 ท่ามกลางกระแสปฏิวัติอุตสาหกรรม อาชีพเกษตรกรรมเริ่มได้รับความนิยมน้อยลง สวนทางกับอาชีพด้านหัตถกรรมและอุตสาหกรรม ทำให้มีการเปิดโรงเรียนอาชีวะขึ้นครั้งแรก ได้แก่ ‘โรงเรียนพาณิชยการวัดมหาพฤฒาราม’ และ ‘โรงเรียนพาณิชยการวัดราชบูรณะ’

ต่อมาในปี พ.ศ.2475 - 2499 ความนิยมในโรงเรียนอาชีวะเริ่มขยายตัวมากขึ้น ทำให้ภาครัฐมีนโยบายตั้ง ’โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย’ และ ‘โรงเรียนช่างกลปทุมวัน’ ขึ้นในปี พ.ศ.2475 ในระหว่างนั้น ความวุ่นวายทางการเมืองและการแก่งแย่งอำนาจระหว่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ผบ.ตร.กับพล.อ.สฤษฏิ์ ธนะรัชต์ ผบ.ทบ.ภายใต้รัฐบาล จอมพล ป. พิบูล สงคราม ทำให้ พล.ต.อ.เผ่าเริ่มเลี้ยงนักเลงเอาไว้เป็นมือเป็นไม้จนเป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่เรียกกันว่า ‘อันธพาลครองเมือง’ อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.อ.สฤษฏิ์ ขึ้นมาครองอำนาจและประกาศกฎอัยการศึก ได้มีการกวาดล้างกลุ่มอันธพาลจนทำให้หลายคนต้องหนีออกนอกกรุงเทพฯ และถูกจับเข้าเรือนจำ

ความขัดแย้งระหว่าง อุเทน - ปทุมวัน เป็นที่รับรู้ของสังคมครั้งแรกในปี พ.ศ.2511 - 2512 เมื่อมีการจัดกีฬาเชื่อมสัมพันธ์ขึ้นระหว่างสองสถาบัน แต่ผลปรากฎว่าเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง จนถึงขั้นมีการปาระเบิดขวดใส่กัน ทั้งนี้ ไม่มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว

จุดเปลี่ยนสำคัญของกลุ่มนักเรียนอาชีวะเกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เมื่อกลุ่มอาชีวะได้อาสาเป็นการ์ดให้กับมวลชนในขณะนั้นเพื่อขับไล่กลุ่ม 3 ทรราชย์ ถนอม - ประภาส - ณรงค์ โดยนักศึกษาอาชีวะคนหนึ่งในยุคนนั้นเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “พวกผมมันเด็กอาชีวะ เรียนมาน้อย ขออยู่หน้าใช้กำลังปกป้องพวกพี่ เผื่อพวกผมตาย พวกพี่จะได้ใช้สมองทำงานเพื่อชาติต่อไป” ในช่วงเวลาดังกล่าว นักศึกษาอาชีวะได้รับการยอมรับและเชิดชูจากสังคมเป็นอย่างมาก จนมีการบันทึกไว้ว่าพวกเขาถึงกับเลิกตีกันไปพักหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ชนชั้นนำไทยตระหนักดีว่าต้องหยุดยั้งพลังของนักศึกษา จึงมีการส่งนักเรียนอาชีวะฝ่ายขวาเข้าไปแทรกแซงศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะแห่งประเทศไทย ดั่งคำกล่าวของ พล.อ.สุดสาย หัสดิน ผู้ก่อตั้งกลุ่มกระทิงแดงที่พูดว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยก็เหมือนหัว นักเรียนอาชีวะก็เหมือนแขนขา จำต้องตัดแขนขาออกจากหัวเสียก่อน

ภายหลังกลุ่มชนชั้นนำไทยได้มีการจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้อมปราบนักศึกษาในวันที่ 6 ตุลา แต่นัยยะที่สำคัญของเหตุการณ์นี้คือ ชนชั้นนำของรัฐไทยได้มีการนำ SOTUS มาใช้กับกลุ่มอาชีวะที่สังกัดกลุ่มกระทิงแดง ก่อนที่ต่อมาชนชั้นนำจะถอตัวออกจากกลุ่ม ทำให้เกิดช่องว่างให้ ‘รุ่นพี่’ เข้ามาควบคุมกลุ่มแทน ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ระบบ SOTUS ขยายตัวออกไปในสังคมเด็กช่างปัจจุบัน

ส่งต่อความรุนแรง

คนเรามีความแตกต่างกันในการแก้ปัญหา บางคนใช้วิธีการพูดคุย บางคนคุ้นเคยกับความรุนแรง แต่เป็นเรื่องยากจะเข้าใจที่คนสองกลุ่มที่ไม่รู้จักกันมักจ้องจะเล่นกันเอาเป็นเอาตาย นักวิจัยได้ข้อสรุปตรงกันแล้วว่า สาเหตุที่นักเรียนอาชีวะยกพวกตึกันไม่ได้เป็นเพราะนิสัยหรือความขัดแย้งตัวบุคคล แต่เกิดจากการส่งต่อค่านิยมแบบ ‘นักรบ’ และการควบคุมชักใยอย่างเป็นระบบองค์กรจากรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว

กระบวนการส่งต่อความรุนแรงเริ่มต้นตั้งแต่ ‘การรับรุ่น’ โดยในกรณีของงานวิจัยจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน

ขั้นตอนแรก ‘การรับว่าที่’ โดยเมื่อนักเรียนใหม่เข้าไปในโรงเรียนอุเทนถวายหรือปทุมวัน รุ่นพี่จะถามความสมัครใจว่าใครอยากรับ ‘ระบบรุ่น’ บ้าง คนที่สนใจรุ่นพี่จะนัดหมายให้ไป ‘เทส’ ในสถานที่ใดสักแห่งหลังเลิกเรียน โดยขั้นตอนนี้จะเริ่มมีใช้ระบบ SOTUS มีการฝึกวินัยและสั่งลงโทษ เช่น วิดพื้นหรือลุกนั่ง สอนกลอนและเพลงของสถาบัน บอกเล่าประสบการณ์ ชวนไปสังสรรค์กับพี่รุ่นก่อน และภายหลังผ่านทุกขั้นตอน คนที่เข้ารับว่าจะเตรียมตัวเข้าสู่การรับรุ่นต่อไป จากคำให้สัมภาษณ์ของอดีตนักเรียนอาชีวะ กระบวนการนี้เป็นการคัดกรองคนเบื้องต้นที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่เพื่อทดแทนสมาชิกเก่า

ขั้นตอนสอง ‘รับรุ่น’ เมื่อผ่านพ้นการรับว่าที่ จะมีการนัดหมายให้รับรุ่นอีกครั้ง โดยมักจะเป็นในต่างจังหวัด เช่น กาญจนบุรี, ชลบุรี หรือระยอง เมื่อเดินทางไปถึงจะมีการฝึกในหลายๆ ซุ้ม เช่น การทดสอบความอดทน, การสอนป้องกันตัวเอง ใครที่ผ่านไปได้ทั้งหมด ถึงจะเข้าสู่ช่วงพิธีกรรมที่ค่อนข้างขลัง โดยจะมีรุ่นที่เรียบจบไปแล้วมาร่วมงานจำนวนมาก และจะมีการมอบของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อช็อปหรือเข็มให้แก่รุ่นน้อง เมื่อนักเรียนอาชีวะผ่านกระบวนการนี้ เรียกได้ว่าถูกยัดเยียดคุณค่าความคิดอย่างเต็มขั้นตอน มีความรู้สึกภูมิใจในสถาบัน มองคู่อริต่างสถาบันเป็นคู่อริส่วนตน พร้อมปกป้องสถาบันและเพื่อนด้วยความรุนแรงได้ตลอด

การส่งต่อความรุนแรงจากรุ่นพี่ เช่นเดียวกับข้อมูลจากคดีที่เกิดขึ้นล่าสุดว่ามีการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อก่อเหตุหนึ่งครั้ง ในงานวิจัยพบว่ารุ่นพี่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการส่งต่อความรุนแรง และมีการชักใยทำงานอย่างเป็นมืออาชีพและเป็นระบบ โดยนอกจากมีการแบ่งปันประสบการณ์ความรุนแรงส่วนตัวเพื่อเป็นต้นแบบให้รุ่นน้อง ยังมีรุ่นพี่บางคนเข้ามาสอนรุ่นน้องถึงวิธีใช้อาวุธปืน วิธีการวางแผนก่อเหตุอย่างเป็นมืออาชีพ การแบ่งงานกันทำเป็นผู้ก่อเหตุ, คนดูต้นทาง, คนพาหลบหนี รวมถึงมีการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อกระจายข่าวสารและสั่งการจากรุ่นพี่อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีการมอบเงินช่วยเหลือในด้านค่ารักษาพยาบาลและคดีความให้แก่รุ่นน้องที่เผชิญคดีหรือถูกทำร้ายด้วย

อีกปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงยังคงอยู่คือ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ที่เรียนอยู่ เมื่อเด็กช่างต่างมีค่านิยมที่ตรงกันในเรื่องความรุนแรง การปะทะกันจึงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง และทำให้พวกเขาต้องหาวิธีป้องกันตัว เช่น รวมกลุ่มกันขึ้นรถเมล์กลับบ้าน หรือพกอาวุธ

จากงานวิจัยทำให้เห็นว่าเด็กช่างไม่ได้รุนแรงด้วยตัวพวกเขาเอง แต่มันมีการสร้างและส่งต่อความรุนแรงกันจากรุ่นสู่รุ่น โดยมี ‘รุ่นพี่’ บางกลุ่มที่มีค่านิยมความเชื่อเลวร้ายเป็นแกนกลางของระบบ

พล.ต.ต.พงษ์สันต์ คงศรีแก้ว อาจารย์พิเศษคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เจ้าของผลงานวิจัยเรื่อง 'มาตรการควบคุมการก่อความรุนแรงในสถาบันอาชีวศึกษา' เคยเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงของเด็กช่างไว้กับสำนักข่าว Thai PBS ไว้ทั้งหมด 3 ข้อ

ข้อแรก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ให้มีการอุปกรณ์ป้องกันความรุนแรง เช่น กล้องวงจรปิดหรือเครื่องแสกนนิ้วมือ และมีตำรวจคอยตรวจตราเพื่อยับยั้งเหตุความรุนแรง ข้อสอง ควบคุมระบบคิด ป้องกันไม่ให้รุ่นพี่ที่จงใจปลูกฝังความรุนแรงเข้ามามีอิทธิพลกับรุ่นน้อง ต้องกำจัดระบบอำนาจนิยมในสถาบันและเปลี่ยนสู่ระบบคิดแบบประชาธิปไตย เพื่อให้นักศึกษามีความคิดเป็นของตัวเอง ข้อสาม เปลี่ยนค่านิยมใหม่ เปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีวิชาที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ลดการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทวรูป และพัฒนาการเรียนการสอนให้มีความก้าวหน้าเพื่อให้คนที่จบออกไปเป็นต้นแบบที่ดีขึ้น ต้องมีชีวิตผู้บริสุทธิ์สูญเสียอีกสักกี่คน ถึงจะหยุดความเกลียดชังและความรุนแรงระหว่างสถาบันของเด็กช่างได้ คำตอบนี้คงไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันการศึกษาจะตอบได้คนเดียว แต่เป็นปัญหาร่วมกันของสังคมไทย สถาบันกฎหมาย สถาบันครอบครัว และรัฐบาล เพราะทุกผู้สร้างความรุนแรงคือผลผลิตของสังคมไทยเช่นเดียวกัน

อ้างอิงจาก:

ปัญหาความรุนแรง : กระบวนการครอบงำความคิดของ นักศึกษาอาชีวะในเขตกรุงเทพมหานคร

ตีแผ่เบื้องหลัง "เด็กตีกัน"

Graphic Designer: Kotchamon Anupoolmanee
Proof Reader: Thanyawat Ippoodom

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...