โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

'จ๊อบไทย' ชี้ตลาดแรงงานโตพุ่ง 9 เดือนต้องการเพิ่ม 10.8% พบธุรกิจท่องเที่ยวต้องการมากสุด

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 พ.ย. 2566 เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2566 เวลา 04.00 น.

‘จ๊อบไทย’ ชี้ตลาดแรงงานโตพุ่ง 9 เดือนต้องการเพิ่ม 10.8% เผย 5 กลุ่มธุรกิจดีมานด์สุดปัง

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการจ๊อบไทย www.jobthai.com เปิดเผยว่า พฤติกรรมการหางาน สมัครงาน และความต้องการบุคลากรจากฐานข้อมูลช่วงเดือนมกราคม – กันยายน 2566 พบว่า ภาพรวมความต้องการแรงงานทั่วประเทศมีการเปิดรับรวม 1,746,346 อัตรา (การเปิดรับรายเดือนรวมกัน) เพิ่มขึ้น 10.80% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจที่รับพนักงานเติบโตมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจการท่องเที่ยว เติบโตถึง 76% ธุรกิจโรงแรม 39% เนื่องจากเป็นการฟื้นตัวจากผลกระทบวิกฤตโควิด-19 ที่ในช่วงก่อนหน้าธุรกิจท่องเที่ยว และโรงแรมมีการปลดพนักงานออกเป็นจำนวนมาก และกลับมาเปิดรับใหม่อีกครั้งหลังจากที่การท่องเที่ยวกลับมาเป็นปกติ ตามด้วยธุรกิจเชื้อเพลิง/พลังงาน เติบโต 39% โดยคนหางานมีผู้ใช้งาน 17.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.72 % (นับจำนวนแบบไม่ซ้ำกันตามอุปกรณ์การใช้งาน) มีการสมัครงาน 14.7 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 2.44% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเดือนมิถุนายนมีการสมัครงานกว่า 2 ล้านครั้ง

น.ส.แสงเดือนกล่าวว่า จากการรวบรวมและวิเคราะห์ฐานข้อมูลความต้องการแรงงานและพฤติกรรมความต้องการของผู้สมัครงานทั่วประเทศของผู้ใช้งานจ๊อบไทยพบสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้

1.คนทำงานอายุ 25 – 34 ปี เป็นกลุ่มผู้ใช้งานหลัก โดยผู้ใช้งานที่มีช่วงอายุ 25 – 34 ปี คิดเป็น 30.27% ลำดับถัดมาเป็นช่วงอายุ 45 ปีขึ้นไป คิดเป็น 25.09% ช่วงอายุ 35 – 44 ปี คิดเป็น 23.45% และอายุ 18-24 ปี คิดเป็น 21.19%

2.ระดับการศึกษาและสาขาของผู้ใช้งาน ผู้ใช้งานที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีสัดส่วนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 69.69% ระดับ ปวส. คิดเป็น 14.22% ระดับปริญญาโท คิดเป็น 4% และในระดับการศึกษาอื่น ๆ รวมกันอยู่ที่ 12.09% เมื่อแยกตามสาขาวิชาที่จบของผู้หางาน พบว่าอันดับหนึ่ง ได้แก่ บัญชี/การเงิน/การธนาคาร 10.88% อันดับสอง การบริหาร/การจัดการ/บุคคล 9.66% อันดับสาม เลขา/ประชาสัมพันธ์/ธุรการ/คอมพิวเตอร์ธุรกิจ 7.91% อันดับสี่ ช่างอิเล็กทรอนิกส์/ช่างไฟฟ้า/ช่างคอมพิวเตอร์ 6.28% อันดับห้า อักษรศาสตร์/ศิลปศาสตร์/มนุษยศาสตร์ 5.53%

น.ส.แสงเดือนกล่าวว่า สำหรับ 5 กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด ประกอบด้วย 1.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เปิดรับรวม 167,261 อัตรา เนื่องมาจากการด้านท่องเที่ยวและอุปสงค์ภายในประเทศกลับมาฟื้นตัว ผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นจะเห็นได้จากการใช้จ่ายในหมวดภัตตาคารและโรงแรมที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 (ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มยังคงมีการจ้างงานสูงเพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภค

2. ธุรกิจค้าปลีก เปิดรับรวม 137,421 อัตรา การขายปลีกยังคงมีขยายตัวทั้งนี้มีปัจจัยสนับสนุนมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์ดี (ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) สอดคล้องกับศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้มีการประเมินถึงภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยปี 2566 ว่ามีการขยายตัวเติบโตต่อเนื่องโดยได้รับปัจจัยบวกจากการกิจกรรมเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและการบริโภคที่กลับมาฟื้นตัว รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทำให้ยอดค้าปลีกสูงขึ้นในครึ่งแรกของปี เช่น ช้อปดีมีคืน และเราเที่ยวด้วยกัน

3. ธุรกิจยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ เปิดรับรวม 119,609 อัตรา อุตสาหกรรมยานยนต์มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดรถยนต์นั่งและการลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ รวมทั้งนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐที่มีมาตรการต่าง ๆ อาทิมาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ที่ภาครัฐให้เงินอุดหนุนคันละ 70,000-150,000 บาท ส่งผลให้เกิดการพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศและมีการจ้างงานในธุรกิจนี้

4. ธุรกิจก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง เปิดรับรวม 108,491 อัตรา มีปัจจัยสนับสนุนจากการก่อสร้างของภาครัฐในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่อเนื่องจากในอดีต และมีความคืบหน้าของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนก่อสร้างโครงการใหม่ ๆ และการขยายตัวต่อเนื่องของการก่อสร้างภาคเอกชนในการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ และการก่อสร้างโครงการ อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ (ที่มา : ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC))

5. ธุรกิจบริการ เปิดรับรวม 106,143 อัตรา เนื่องจากการขยายตัวที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัว ตลอดจนการมาทำกิจกรรมนอกบ้านของผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจบริการซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่ได้รับอานิสงค์จากภาคการท่องเที่ยวนั้นมีการขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทย

นางสาวแสงเดือน กล่าวอีกว่า สำหรับ 5 สายงานที่องค์กรเปิดรับมากที่สุด อันดับหนึ่ง งานขาย คิดเป็น 21.43% อันดับสอง งานช่างเทคนิค คิดเป็น 9.37% อันดับสาม งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ คิดเป็น 7.09% อันดับสี่ งานธุรการ/งานจัดซื้อ คิดเป็น 6.26% อันดับห้า งานวิศวกรรม 5.87% ของอัตราการเปิดรับในแต่ละเดือนรวมกัน

และ 5 สายงานที่มีผู้สมัครมากที่สุด พบว่างานผลิต/งานควบคุมคุณภาพ มีการสมัครสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 16.03% อันดับสอง งานธุรการ/งานจัดซื้อ คิดเป็น 14.12% อันดับสาม งานวิศวกรรม คิดเป็น 10.98% อันดับสี่ งานช่างเทคนิค คิดเป็น 9.20% อันดับห้า งานขาย คิดเป็น 8.54% ของผู้สมัครทั้งหมด

ถ้าเปรียบเทียบความต้องการจากฝั่งองค์กรและความนิยมในการสมัครงาน พบว่า งานที่มีอัตราการแข่งขันสูงที่สุด คือ อันดับหนึ่ง งานทรัพยากรบุคคล 5.8 คน ต่อ 1 อัตรา อันดับสอง งานวิทยาศาสตร์ 5.5 คน ต่อ 1 อัตรา อันดับสาม งานนำเข้า/ส่งออก 5.5 คน ต่อ 1 อัตรา อันดับสี่ งานจัดซื้อ/งานธุรการ/ประสานงาน 4 คน ต่อ 1 อัตรา อันดับห้า งานสิ่งแวดล้อม/ความปลอดภัย 3.8 คน ต่อ 1 อัตรา

สำหรับ พฤติกรรมในการค้นหาประวัติผู้หางานของฝั่งองค์กร องค์กรมีการค้นหาประวัติผู้หางานโดยค้นหาจากช่วงประสบการณ์ทำงานเพิ่มขึ้น 31% มีการค้นหาผู้ที่มีอายุงาน 5 ปีขึ้นไป คิดเป็นกว่า 19.19% ของทั้งหมด และยังพบว่าองค์กรมีการค้นหาผู้สมัครงานจากทักษะและการใช้โปรแกรม โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจแบ่งเป็นกลุ่มหลักได้ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ทักษะด้านการใช้ภาษา โดยมีการค้นหาทักษะภาษาจีนมากที่สุด ตามมาด้วยภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น ตามลำดับ ซึ่งองค์กรยังมีการค้นหาระดับความสามารถในการใช้ภาษาต่าง ๆ อย่าง TOEIC (การสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษ) และ HSK (การสอบวัดระดับความสามารถภาษาจีน)

กลุ่มที่ 2 ทักษะที่เกี่ยวข้องกับสายงานไอที โดยมีการค้นหาทักษะด้านภาษาคอมพิวเตอร์และการใช้เครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ดังนี้ C#, JAVA, .NET, ANGULAR, PHP, SQL, GOLANG, และ PYTHON ตามลำดับ

กลุ่มที่ 3 โปรแกรมและเครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน ได้แก่ SAP (System Application Products) และ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการวางแผนการจัดการขององค์กร, EXPRESS โปรแกรมทางด้านบัญชี และ Tiktok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารสินค้าและบริการยอดนิยมขององค์กรในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...