โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่จำเป็นต้องแบ่งปันให้ใครเห็นเสมอไป

the Opener

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Opener

แมทธิว ฟูซิลโล เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่โตมาพร้อมกับโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา เขาทดลองหยุดใช้โซเชียลมีเดียเป็นเวลา 1 ปี และได้นำประสบการณ์ที่น่าสนใจ รวมถึงการเรียนรู้จากการใช้ชีวิตแบบออฟไลน์ตลอด 1 ปีมาถ่ายทอดบนเว็บไซต์นิวส์วีค

แมทธิวเล่าว่า เขาเป็นคนเจน Z ซึ่งเป็นคนรุ่นแรกที่เติบโตมาพร้อมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ขณะที่ร้อยละ 60 ของคนเจน Z ใช้เวลาไปกับโซเชียลมีเดียวันละไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง การถอยห่างออกมาจากโลกโซเชียลของเขา จึงทำให้รู้สึกเหมือนกำลังว่ายน้ำทวนกระแส

เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว แมทธิวตัดสินใจเลิกใช้โซเชียลมีเดียอย่างสิ้นเชิง ทั้ง Instagram, Facebook, TikTok, X และSnapchatแต่ยังคงใช้ LinkedIn และ YouTube เพราะยังคงจำเป็นต่อการทำงาน โดยเป็น 1 ปีที่ไม่มีการเลื่อนฟีด ไม่มีการโพสต์ ไม่มีการเช็กยอดไลก์ และเป็น 1 ปีที่ไม่มีการเสพคอนเทนต์บนโซเชียลใดๆ เลย

ช่วงสองสามวันแรก แมทธิวเล่าว่า เขายังเผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเปิดแอปเหล่านี้โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ลบพวกมันออกจากเครื่องไปแล้ว นั่นหมายถึงว่า ร่างกายได้จดจำพฤติกรรมนี้ไว้แล้ว ทำให้เขาเปิดแอปโซเชียลได้โดยแทบไม่รู้ตัว และปล่อยเวลาหลายชั่วโมงหมดไปกับการเลื่อนหน้าจอ

“ผมมีผู้ติดตามกี่คน โพสต์นี้จะได้กี่ไลก์ มีใครดูสตอรี่ของผมบ้าง คำถามเหล่านี้เคยวิ่งวนอยู่ในหัวของผมตลอดเวลา โดยที่ผมไม่เคยรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ” แมทธิวเล่า

เมื่อไม่ใช้โซเชียลมีเดีย แมทธิวก็เริ่มเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น เมื่อตื่นนอนจะไม่รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูทันที ไปออกกำลังกายโดยไม่ใส่หูฟัง และนั่งรถโดยสารโดยไม่เปิดพอดแคสต์

เขาเล่าว่า สึกแปลกช่วงแรกที่ไม่มีหน้าจอให้หลบเข้าไป แต่ต่อมาเขาก็ค่อยๆ เริ่มอยู่กับความคิดของตัวเอง และสุดท้ายก็เรียนรู้ที่จะยอมรับความน่าเบื่อ จากนั้นมันก็กลายเป็นความเคยชิน เพียงหนึ่งหรือสองสัปดาห์ต่อมา เขาก็เลิกเผลอเอื้อมมือไปควานหาหรือหยิบโทรศัพท์ได้เอง

เขาเริ่มสังเกตว่า ผู้คนจำนวนมากมักหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนหน้าจอในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ระหว่างยืนต่อคิวในร้านค้า หรือรอสัญญาณไฟข้ามถนน ราวกับว่าพวกเขาต้องหาบางสิ่งมาเติมเต็มทุกวินาทีที่ว่างเปล่า

เมื่อสามารถเลิกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูแบบอัตโนมัติ เขาก็ใช้ชีวิตในแต่ละวันโดยไม่ต้องสนใจยอดไลก์ ยอดวิวอีกและไม่ต้องคอยสงสัยว่า ทำไมโพสต์ของเขาถึงไม่ได้รับการตอบรับอย่างที่หวัง

เขาบอกว่า พื้นที่เล็กๆ ในสมองที่เคยถูกสิ่งเหล่านี้ยึดครอง กลับมีขนาดใหญ่กว่าที่เขาคิด เขาไม่เคยรู้เลยว่ามันถูกใช้ไป จนกระทั่งได้มันกลับคืนมา และเมื่อพื้นที่นั้นว่างลง ความคิดของเขาก็ไม่กระจัดกระจายเหมือนเดิม ไอเดียต่างๆ เริ่มเชื่อมโยงกันได้ดีขึ้น ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นตอนที่ความสนใจของถูกดึงไปอยู่กับหน้าจอ

“ผมเริ่มคิดได้ชัดเจนกว่าเดิม คิดอะไรใหม่ๆ ได้มากขึ้น ใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ แทนที่จะหมดไปกับการเลื่อนฟีดแบบไม่รู้จบ” แมทธิวบอก

เมื่อไม่มีโซเชียลมีเดีย แมทธิวบอกว่า การรักษาความสัมพันธ์กับผู้คนต้องอาศัยความตั้งใจมากขึ้น เขาเริ่มโทรศัพท์พูดคุยกับเพื่อนมากขึ้น แทนที่การรับรู้ชีวิตของเพื่อนผ่านฟีดบนหน้าจอ ขณะเดียวกัน ก็สนใจที่จะประกาศเรื่องราวของตัวเองให้คนอื่นรับรู้น้อยลงเรื่อยๆ

แมทธิวบอกว่า ก่อนเริ่มการทดลองเขากังวลว่า จะพลาดข่าวสารหรือเรื่องสำคัญที่คนอื่นโพสต์ หรือที่เรียกว่าFOMO เขาบอกว่า การตามให้ทันชีวิตของคนอื่น แท้จริงแล้วเป็นการติดตามช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนที่เราแทบไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ

1 ปีที่ผ่านมา เขามีโอกาสเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ค่อนข้างมาก ไปดูคอนเสิร์ต ไปยังเมืองใหม่ๆ นั่งกินมื้อค่ำกับคนแปลกหน้าเป็นเวลานาน และไปยังสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน แน่นอนว่า บางครั้งมีความคิดแวบขึ้นมาว่า "ถ้าโพสต์เรื่องนี้ก็คงดี" แต่ตลอดทั้งปี เขาบอกว่า ไม่รู้สึกอยากกลับไปล็อกอินเพื่อแบ่งปันช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างจริงจังบนโซเชียลมีเดียเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เขาบอกว่า ตอนที่เดินทางไปอุทยานแห่งชาติเดธแวลลีย์ และชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามจนถึงช่วงที่ดวงดาวเริ่มปรากฏบนท้องฟ้า เขาไม่ได้มีความคิดที่ว่า จะเขียนแคปชันว่าอะไรดี ไม่ได้สนใจว่าจะมีใครดูสตอรี่ของเขาหรือไม่ เขาเพียงแค่ดื่มด่ำกับภาพอันงดงามเบื้องหน้า

“เมื่อก่อน เวลามีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น ผมจะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันที ถ่ายรูปเป็นสิบๆ รูปเพื่อเลือกรูปที่ดีที่สุด คิดแคปชันทั้งที่เหตุการณ์ยังไม่จบ และโพสต์ แล้วก็กลับมาเช็กอีกครั้ง ประสบการณ์ที่ควรมีความหมาย จึงค่อยๆ กลายเป็น คอนเทนต์ที่ต้องคอยบริหารจัดการ” แมทธิวบอก

แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มีหลายเหตุการณ์ในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา ยังคงเป็นความทรงจำที่เด่นชัดที่สุด และเขารู้สึกชอบประสบการณ์แบบนั้นมากกว่า เพราะมีบางอย่างที่ทำให้เขามองโลกได้ชัดขึ้น เมื่อได้ถอยออกมาจากพฤติกรรมที่เคยทำเป็นประจำ

เขาบอกว่า มีผู้คนจำนวนมากที่แม้ร่างกายจะอยู่ตรงนั้น แต่จิตใจกลับล่องลอยไปที่อื่น พวกเขาก้มหน้าลงเลื่อนดูรูปของคนอื่น ขณะที่ช่วงเวลาตรงหน้าของตัวเองกำลังผ่านไป

แมทธิวบอกว่า เขาไม่ได้ตัดสินว่าคนรุ่นเดียวกับเขาถูกหรือผิดที่เสพติดการใช้โซเชียลมีเดีย แต่การได้ก้าวออกมาจากวิถีแบบเดิม ทำให้ความสนใจของเขาเปลี่ยนไป เขาอยากรู้จักผู้คนรอบตัวมากขึ้น โฟกัสกับบทสนทนาที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น และสนใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าตัวเองมากกว่าเดิม

แมทธิวบอกว่า โซเชียลมีเดียมีคุณค่า หากใช้งานอย่างมีเป้าหมาย เพราะช่วยให้เราติดต่อกับเพื่อนที่อยู่ไกล หรือช่วยแบ่งปันเหตุการณ์สำคัญในชีวิต

ที่สำคัญ เขาเข้าใจถึงธรรมชาติที่ทำให้ผู้คนเสพติดโซเชียลมีเดียได้ชัดเจนกว่าที่เคย เขาบอกว่า แอปพลิเคชันเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดและยึดครองความสนใจของผู้ใช้ แต่เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ การเดินออกมาจากพวกมันกลับเป็นความโล่งใจ

“ต่อให้วันหนึ่งข้างหน้า ผมจะกลับไปดาวน์โหลดแอปเหล่านี้กลับมาอีกครั้ง ผมก็หวังว่าตัวเองจะยังจำค่ำคืนที่เฝ้ามองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าและดวงดาว โดยไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และจะยังจำได้ว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่จำเป็นต้องแบ่งปันให้ใครเห็นเสมอไป” แมทธิวบอก

ที่มา
I Spent One Year off Social Media as a Gen Zer—Here’s What I Got Back

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...