โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘กต.-ทร.’จัดหนัก รายงานUNเอียง เลือกฟัง‘กัมพูชา’

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 สิงหาคม 2569 เวลา 3.59 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“กต.-ทร.” ประสานเสียง ซัดรายงานผู้แทนยูเอ็นฟังความข้างเดียว ทำให้ไม่เป็นกลาง-ขาดความน่าเชื่อถือ โต้ยิบทั้งเรื่องผู้พลัดถิ่น-แรงงาน

เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2569 กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้แถลงการณ์สรุปภารกิจของนายทอม แอนดรูว์ส ผู้จัดทำรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ภายหลังการเดินทางเยือนกัมพูชาระหว่างวันที่ 20-31 ก.ค.2569 ซึ่งมีการกล่าวถึงประเทศไทยในบริบทสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุเป็นข้อๆ ว่า 1.ไทยรับทราบแถลงการณ์ และขอย้ำอีกครั้งว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่นำมาสู่ผลกระทบต่างๆ ไม่ใช่ความขัดแย้งที่เริ่มโดยฝ่ายไทย แต่มาจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในไทยโดยฝ่ายกัมพูชา

2.กรณีที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศชาวกัมพูชาจำนวน 650,000 คนนั้น จำนวนที่กล่าวอ้างนั้น ส่วนหนึ่งเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งไทยเคยเปิดให้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 อันเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากไทย และภายหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้ว กลุ่มบุคคลดังกล่าวมิได้ย้ายออกจากพื้นที่ แม้ว่าฝ่ายไทยได้ประท้วงฝ่ายกัมพูชาหลายครั้งแล้วก็ตาม จึงถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย และไม่เข้านิยามของการเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ 3.ประเด็นเรื่องสิทธิในการเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อการประชาสัมพันธ์ในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่าการคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างแท้จริง รัฐบาลกัมพูชามีหน้าที่รับผิดชอบการดูแลและคุ้มครองประชาชนของตนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จนต้องพลัดถิ่นภายในกัมพูชา

4.กรณีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย ซึ่งอ้างว่ามี 900,000 คนนั้น รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นมาโดยตลอดว่าให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานกัมพูชาในไทย และไม่เคยมีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกัมพูชาออกจากประเทศแต่อย่างใด 5.ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความร่วมมือกับกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติมาอย่างต่อเนื่อง และได้มีคำชี้แจงเรื่องนี้ต่อกลไกดังกล่าว ซึ่งได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการไว้แล้ว

6.ไทยเห็นว่า กลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรยึดมั่นในหลักความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม และการพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งคำนึงถึงข้อเท็จจริงและมุมมองจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและครอบคลุม และ 7.ไทยพร้อมมองไปข้างหน้าและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา แต่การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาด้วย โดยร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 อย่างเคร่งครัด รวมถึงการลดระดับความตึงเครียด และการงดเว้นการกระทำหรือการกล่าวหาที่เป็นการยั่วยุและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือบั่นทอนความไว้วางใจ เพื่อเปิดทางสู่การแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตามแนวชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีร่วมกันต่อไป

ขณะที่ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ (ทร.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า ทร.ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านจังหวัดจันทบุรีและตราด ขอสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลไทยที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งรายงานดังกล่าว อาจจัดทำขึ้นจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนหรือไม่รอบด้าน จึงอาจทำให้ข้อสรุปบางประการไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งที่หน่วยงานความมั่นคงของไทยได้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทย กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมาโดยตลอด ดังนั้น การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ และรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือมากกว่านี้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...