โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องไส้ในกับกูรู. สยบดราม่า! "IRR -ประกันสะสมทรัพย์"

สยามรัฐ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

บอย อินชัวร์

ช่วงนี้ตกเป็นประเด็นทอลค์ออฟเดอะทาวน์กันมาก ในโลกโซเชียลฯ สำหรับเรื่องราวดราม่าในการนำเสนอขายประกันชีวิตที่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนถึงประเด็นการโฆษณานำเสนอเงินคืนระหว่างสัญญาในเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างดูสูง เพื่อจูงใจลูกค้าให้ซื้อ ในขณะที่เมื่อคำนวณออกมาแล้วกลับเป็นคนละเรื่อง กับตัวเลขอัตราดอกเบี้ย IRR จนเสมือนหนึ่งทำให้ผู้ซื้อประกันเข้าใจไปว่าได้กำไรคุ้มค่า แต่เมื่อมีการคำนวณอัตราผลตอบแทน IRR กลับต่ำกว่า

เพื่อให้ได้ความกระจ่างเรื่องนี้ เรามาฟังข้อเท็จจริงจากมุมมองกูรู"อาจารย์ทอมมี่" หรือ"พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน" นักคณิตศาสตร์ประกันภัยระดับเฟลโล่ และผู้ก่อตั้งบริษัท Actuarial Business Solution (ABS) และอดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทยว่าท่านมองเรื่องนี้กันยังไง

"ผมว่าเราเข้าใจคำว่า "ประกันสะสมทรัพย์" ผิดกันมาตั้งแต่ชื่อแล้ว

หลายคนเอาไปเทียบกับ Saving (การออม) หรือ Investment (การลงทุน) แต่จริง ๆ แล้ว ในทางประกันภัย มันเรียกว่า Endowment Insurance

คำว่า Endowment มันมีความหมายที่ลึกกว่าการ "ออมเงิน" มันคือ การทยอยสะสมทรัพย์ในระยะยาว ภายใต้ "วินัย" ที่ถูกบังคับไว้ในสัญญา เพราะถ้าถอนกลางทาง ก็เสียประโยชน์ เพราะถ้าเลิกก่อนกำหนด ก็อาจขาดทุน และเพราะเงินก้อนนี้ถูกออกแบบให้เดินทางไปจนถึงปลายทาง

หลายคนมองว่านี่คือ "ข้อเสีย" แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือ "คุณสมบัติ" ที่ทำให้ Endowment แตกต่างจาก Saving

วินัยนี่แหละครับ คือสิ่งที่หลายคนประเมินค่าต่ำเกินไป เพราะการสร้างความมั่งคั่งในโลกการเงิน ไม่ได้เกิดจากการหาผลตอบแทนสูงที่สุดเสมอไป

แต่เกิดจากการ ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และอยู่กับการลงทุนให้นานพอ

เมื่อเงินถูกสะสมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เงินต้นก็มีโอกาสเติบโตจากพลังของดอกเบี้ยทบต้น (Compounding) ขณะเดียวกัน บริษัทประกันก็สามารถวางแผนการลงทุนระยะยาวให้สอดคล้องกับภาระผูกพันตามกรมธรรม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของธุรกิจประกันชีวิตทั่วโลก

ดังนั้น Endowment จึงไม่ใช่ Saving และยิ่งไม่ใช่ Investment

มันคือ Life Insurance ที่ใช้ "การออมระยะยาว" เป็นกลไก และใช้ "วินัย" เป็นหัวใจของการออกแบบผลิตภัณฑ์

เพราะฉะนั้น การหยิบ IRR มาเปรียบเทียบกับกองทุน หุ้น หรือพันธบัตร จึงเป็นเพียง "มุมมองหนึ่ง" ของการวิเคราะห์ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของคุณค่าที่ Endowment ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็น

ก่อนจะบอกว่าผลิตภัณฑ์ไหนดีหรือไม่ดี เราอาจต้องเริ่มจากการถามก่อนว่า…

เรากำลังเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ที่มี "วัตถุประสงค์เดียวกัน" หรือเปล่า?

ช่วงนี้มีการถกเถียงกันมากเรื่อง ประกันสะสมทรัพย์ โดยหลายคนนำค่า IRR (Internal Rate of Return) มาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า "คุ้มหรือไม่"

ในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuary) ผมเห็นว่า IRR เป็นเครื่องมือที่ถูกต้องและมีประโยชน์ แต่ก็เป็นเพียง "หนึ่งมุมมอง" ของศาสตร์คณิตศาสตร์การเงินเท่านั้น

เพราะผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงเหมือนการลงทุน หากยังต้องบริหาร "ความเสี่ยงของชีวิต" ควบคู่ไปด้วย ทั้งโอกาสการเสียชีวิต การมีชีวิตอยู่จนรับผลประโยชน์ การเวนคืนกรมธรรม์ ต้นทุนการรับประกัน เงินกองทุน และปัจจัยความเสี่ยงอีกหลายด้าน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมศาสตร์คณิตศาสตร์ประกันภัยจึงซับซ้อนกว่าการมองเพียงกระแสเงินสดเข้า-ออก

ผมไม่ได้บอกว่า IRR ผิด แต่กำลังบอกว่า IRR เพียงอย่างเดียว อาจยังไม่สามารถสะท้อนคุณค่าทั้งหมดของประกันชีวิตได้

ดราม่าที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงไม่ใช่เพราะประกันสะสมทรัพย์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดี แต่เกิดจากการสื่อสารคำว่า "เงินคืน" จนผู้บริโภคบางส่วนเข้าใจว่าเป็น "ผลตอบแทนการลงทุน" ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลิตภัณฑ์หลายแบบที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น มีค่า IRR อยู่เพียงประมาณ 1-3% ต่อปี

สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดใดดีที่สุดสำหรับทุกคน หุ้น กองทุน เงินฝาก และประกันชีวิต ต่างก็มีบทบาทของตัวเอง สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน โปร่งใส และเข้าใจทั้งข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจซื้อ เช่นเดียวกับการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการอื่น ๆ ในชีวิต

การมีข้อมูลครบถ้วน ย่อมดีกว่าการตัดสินจากตัวเลขเพียงตัวเดียวเสมอ

หากตัวแทนนำเสนอประกันโดยเน้นเพียงว่า "เงินคืนเยอะ", "888%" หรือ "คุ้มกว่าฝากเงิน" จนทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นการลงทุน ก็ไม่ใช่วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม ผู้ซื้อควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ทั้งความคุ้มครอง ค่า IRR และข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์

แต่อยากเติมอีกมุมหนึ่งในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัยครับ

ในเชิงมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ปัจจุบันมีการแยกผลิตภัณฑ์ค่อนข้างชัดเจนว่า สัญญาที่มีการโอน ความเสี่ยงด้านประกันภัยอย่างมีนัยสำคัญ (Significant Insurance Risk) จะถือเป็น Insurance Contract ซึ่งอยู่ภายใต้ IFRS 17 ส่วนสัญญาที่ไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว จะอยู่นอกขอบเขตของ IFRS 17 และต้องพิจารณาตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น IFRS 9

ดังนั้น แก่นของการพิจารณาจึงไม่ใช่ว่าออกโดยบริษัทประกันหรือไม่ แต่คือ "ลักษณะของความเสี่ยงที่ถูกโอน" ตามสาระของสัญญา (Substance over Form)

ส่วนตัวอย่างที่ยกมาว่า "ทุนประกันเพียง 75,000 บาท" นั้น อาจยังไม่เพียงพอที่จะฟันธงอะไรได้ทั้งหมด เพราะคงต้องมีการประเมินว่าแบบประกันตัวนี้มีการโอนความเสี่ยงด้านประกันภัยอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ อาจต้องพิจารณาเงื่อนไขของสัญญาโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยประกัน ผลประโยชน์ ความคุ้มครอง ระยะเวลาของสัญญา และสิทธิหน้าที่ของคู่สัญญา แต่ก็เชื่อว่าแต่ละแบบประกันได้ถูกออกแบบการจัดประเภทสัญญากันมาก่อนที่จะนำมาออกขายอยู่แล้ว

ผมจึงเห็นว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่การบอกว่าประกัน "คุ้ม" หรือ "ไม่คุ้ม" แต่คือการอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์ที่กำลังซื้อมีสาระสำคัญเป็นอะไร มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการคุ้มครอง การออม หรือมีองค์ประกอบของการลงทุนมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูล เช่น IRR ความคุ้มครอง และข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์อย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้บนข้อมูลที่ครบถ้วนครับ

สุดท้ายนี้ ผมก็เห็นด้วยที่คนซื้อควรได้รับการสื่อสารที่ถูกต้องครับว่า สัญญาที่ถูกจัดประเภทเป็นประกันภัย ก็ควรได้รับการนำเสนอในฐานะ 'ประกัน' ส่วนสัญญาที่ไม่เข้าข่าย ก็ไม่ควรถูกขายในลักษณะที่ชี้นำให้เข้าใจว่าเป็นเพียงการลงทุนผลตอบแทนสูง โดยละเลยการอธิบายค่า IRR ที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตทุกชนิด โดยส่วนตัวนั้นผมเชื่อว่าการประเมินคุณค่าของประกันชีวิตไม่ควรมองเพียงตัวเลข IRR ตัวเดียว แต่ควรมองให้ครบทุกมิติ เพราะผลิตภัณฑ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งมอบทั้งการคุ้มครอง การบริหารความเสี่ยง การออมระยะยาว รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีควบคู่กันไปด้วยครับ

ในมุมมองเชิงโครงสร้างในเรื่อง "การสื่อสาร" ผมมองว่าเหตุผลที่อาจมีคนจงใจสร้างความเข้าใจผิดให้ผู้บริโภค น่าจะเกิดจาก 3 หลักการครับ

ฟังอย่างงี้จากอาจารย์ทอมมี่กันแล้วก็คงจะช่วยให้หลายๆท่านได้เกิดความรู้ ความเข้าใจกระจ่างขึ้นมาบ้างนะครับ โดยเฉพาะใครที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน หรืออาจจะยังมองไม่ครบทุกมิติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...