ETDA เปิดแผนปี 70 ลุย 4 ภารกิจใหญ่ ดัน Digital ID - AI Governance - SMEs Growth - กำกับแพลตฟอร์ม DPS
ETDA เปิดแผนปี 70 ลุย 4 ภารกิจใหญ่ ดัน Digital ID – AI Governance – SMEs Growth – กำกับแพลตฟอร์ม DPS
เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กล่าวในงาน “16 ปี ETDA CO-CREATING A FUTURE OF DIGITAL TRUST” ว่า ETDA ยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นทางดิจิทัล หรือ Digital Trust ให้เป็นรากฐานของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทย ภายใต้บทบาท “ “Co-Creation Regulator & Facilitator” ที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดทำมาตรฐานและเครื่องมือ รวมถึงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม โดยมี Digital Trust หรือความเชื่อมั่นทางดิจิทัลเป็นประเด็นสำคัญในการรองรับเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ทั้งนี้ ในปี 2570 ETDA จะขับเคลื่อน 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ Digital ID, AI Governance, การสนับสนุนการเติบโตของ SME และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล
นายชัยชนะ กล่าวว่า ETDA เดินหน้าวางโครงสร้างพื้นฐานตาม Digital ID Framework ระยะที่ 2 ทั้งด้านกฎหมาย มาตรฐานการพิสูจน์และยืนยันตัวตน และการใช้งานสำหรับประชาชน นิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง ปัจจุบันมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจบริการ Digital ID แล้ว 28 ใบอนุญาต และมี e-Service ภาครัฐเชื่อมต่อ Digital ID แล้ว 1,797 บริการ ณ เดือนมิถุนายน 2569 มีบัญชีผู้ใช้งานสะสม 162.63 ล้านบัญชี พร้อมนำร่องเอกสารรับรองดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ หรือ VC เพื่อให้ภาคธุรกิจตรวจสอบสิทธิ อำนาจ และการลงนามสัญญาออนไลน์ผ่านผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ รวมถึงพัฒนาแนวทางพิสูจน์ตัวตนคนต่างด้าวและบริการ Caregiver เพื่อลดความเสี่ยงจากการสวมสิทธิ
นายชัยชนะ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2570 ETDA จะขยายการใช้งาน VC ไปสู่การแสดง “สิทธิและเอกสาร” ที่ตรวจสอบได้ พร้อมวางกลไกกำกับ VC Ecosystem ตั้งแต่การประเมินผู้ให้บริการจนถึงระบบขึ้นทะเบียนผ่าน VC Trusted List รวมทั้งนำร่องบัตรประชาชนในรูปแบบ VC เพื่อลดการยื่นสำเนาซ้ำและเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น โดยร่วมกับ DGA และกรมการปกครองเตรียมผลักดัน Digital Document Wallet ขณะเดียวกันจะวางโครงสร้าง Digital ID สำหรับคนต่างด้าวเพื่อเชื่อมต่อ e-Service ไทย และส่งเสริมบริการสำหรับนิติบุคคลผ่าน Integrated Document Signing Platform (IDSP) ที่ผ่านการทดสอบใน ETDA Sandbox เพื่อให้การตรวจสอบสิทธิ อำนาจ และการลงนามระหว่างองค์กรสะดวกและน่าเชื่อถือขึ้น
นายชัยชนะ กล่าวว่า สำหรับ AI Governance สิ่งสำคัญคือการทำให้หลักการสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยที่ผ่านมา ETDA พัฒนาร่างกฎหมาย AI ควบคู่แนวปฏิบัติ งานวิจัย และ Toolkit รวมกว่า 12 เรื่อง พร้อมให้คำปรึกษาและอบรมเชิงปฏิบัติการใน 4 ภาคส่วน ได้แก่ การศึกษา กระบวนการยุติธรรม ภาครัฐ และการเงิน ครอบคลุมกว่า 140 หน่วยงาน อาทิ AI Governance Framework สำหรับโรงเรียน การพัฒนา Responsible AI Solution ในกระบวนการยุติธรรม การอบรมภาครัฐครบ 20 กระทรวงผ่าน AI Gov4Govt และการทดสอบ Ethical LLM กับ AI Red Team Challenge ในภาคการเงิน พร้อมสร้างความรู้ด้านความเสี่ยงและธรรมาภิบาล AI ให้ผู้ใช้งานกว่า 120,000 คน ขยาย AI Visionaries Program แล้วกว่า 10 ประเทศ และสร้าง Certified Trainer ไม่น้อยกว่า 89 คน รวมถึงจัด AI Governance Week 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
“การใช้ AI ในโรงเรียนไม่ได้มีแค่นักเรียน แต่มีครู มีผู้อำนวยการโรงเรียน มีระบบบริหารจัดการ เพราะฉะนั้น Governance ในโรงเรียนไม่ใช่แค่หลักสูตรไปสอนเด็ก แต่ต้องดูทั้งระบบ ปีที่ผ่านมา ETDA ทำงานกับกลุ่มครูแกนนำ และจะขยายผลต่อผ่านโรงเรียนและศึกษานิเทศก์ เพื่อให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง”นายชัยชนะกล่าว
นายชัยชนะ กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับปี 2570 ETDA จะเดินหน้า AI Governance Practice Center (AIGPC) เป็นพื้นที่กลางเชื่อมหน่วยงาน ผู้พัฒนา และผู้เชี่ยวชาญ ผ่าน AI Governance Sandbox โดยเน้นการใช้งานในภาคการศึกษา เด็กและกลุ่มเปราะบาง และกระบวนการยุติธรรม ครอบคลุมประเด็นความเสี่ยง ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใส และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อนำผลไปพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติและมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเกณฑ์ทดสอบความปลอดภัยของ AI หลายภาษา ปรับปรุงกรอบธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง และขยายองค์ความรู้ผ่านเครือข่ายและ AI Governance Week 2027
นายชัยชนะ กล่าวว่า ส่วนการเร่งโมเดล SMEs Growth จาก “พร้อมใช้” สู่ “ใช้แล้วโตจริง” นั้น จากผลสำรวจ Digital Maturity Index (DMI) ปี 2568 พบว่า SMEs ไทยมีความพร้อมด้านดิจิทัลเฉลี่ย 2.45 จาก 4 คะแนน เพิ่มขึ้น 3.81% แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ระดับ Digital Follower โดยใช้ดิจิทัลเพื่อสื่อสารและขายสินค้า ขณะที่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจหลักเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพยังไม่เต็มศักยภาพ ETDA จึงขยายโมเดล SMEs Growth ลงพื้นที่ 4 ภูมิภาค 16 จังหวัด ครอบคลุม 3 กลุ่ม ได้แก่ การค้าและบริการ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิต โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ Pain Point เพื่อปิดช่องว่างด้านความรู้และคำปรึกษา ก่อนจับคู่กับผู้เชี่ยวชาญและ Technology Provider
“เราพยายามทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริง โดยให้แต่ละ Sector นำไป Customize ตามบริบทของตัวเอง ไม่ใช่ใช้รูปแบบเดียวกันทั้งหมด เพราะแต่ละภาคส่วนมีความเสี่ยงและรูปแบบการใช้งานแตกต่างกัน”นายชัยชนะกล่าว
นายชัยชนะ ระบุว่า การดำเนินงานเชื่อมต่อกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีและเงินทุน ทั้ง depa ผ่าน D-Transform และ D-Voucher, สสว. ผ่าน BDS “SME ปัง ตังได้คืน”, SME D Bank ผ่านสินเชื่อ “SME D พร้อม” และ “ปลุกพลัง SME” และ บสย. ในการค้ำประกันสินเชื่อ ส่งผลให้เกิดการจับคู่ทดลองใช้เทคโนโลยี 108 คู่ กับ Technology Provider 138 ราย ครอบคลุมร้านกาแฟและคาเฟ่ ร้านอาหาร ธุรกิจการผลิต และโรงแรม พร้อมนำบทเรียนมาพัฒนา “SMEs Profile” เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นสถานะและปัญหาของธุรกิจ และเข้าถึงเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ เงินทุน และมาตรการสนับสนุนได้ตรงจุด
นายชัยชนะ กล่าวว่า สำหรับปี 2570 ETDA จะขยาย SMEs Profile และต่อยอดโมเดล SMEs Growth ร่วมกับพันธมิตรทั้งส่วนกลางและพื้นที่ โดยเน้น 3 ภาคธุรกิจ ได้แก่ การค้าและค้าปลีก การผลิต และการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลในด้านรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เกิดขึ้นกับธุรกิจและเศรษฐกิจ
นายชัยชนะ กล่าวว่า สำหรับภารกิจสุดท้าย คือการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลภายใต้กฎหมาย DPS ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบแล้ว 2,133 บริการ ณ เดือนสิงหาคม 2569 ทำให้ ETDA สามารถติดตามผู้ให้บริการ กำหนดหน้าที่ตามระดับความเสี่ยง และเชื่อมการกำกับดูแลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันจะยกระดับศูนย์ 1212 ETDA จากช่องทางรับเรื่องร้องเรียนให้เป็นฐานข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ปัญหาและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง โดยช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ปัญหาออนไลน์โดยรวมลดลงประมาณ 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ปัญหาที่เกิดจากแพลตฟอร์มกลับเพิ่มขึ้นประมาณ 30% โดยผู้ร้องเรียนเป็นผู้ซื้อราว 90% และผู้ขาย 10% เพิ่มจากสัดส่วนผู้ขายประมาณ 5% ในปีก่อน
“สำหรับปัญหาค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่า GP สิ่งที่ ETDA ต้องการคือให้ผู้ขายเห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนกำหนดราคาสินค้า เพราะปัจจุบันค่าธรรมเนียมต่างๆ กระจายอยู่หลายส่วนและอยู่ในเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ขายคำนวณต้นทุนรวมได้ยาก จึงมีแนวทางให้แยกค่าธรรมเนียมเป็นส่วนที่จำเป็นและส่วนที่เลือกใช้ และแสดงยอดรวมที่แพลตฟอร์มหักจากผู้ขาย หรือ Total Take Rate ให้เห็นชัดเจน ส่วนค่าธรรมเนียมที่ผู้ขายเลือกเข้าร่วม เช่น การทำแคมเปญหรือโปรโมชั่น แพลตฟอร์มควรมีเครื่องมือให้คำนวณได้ว่าหากเข้าร่วมแต่ละรายการจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าใด เพื่อให้ผู้ขายตัดสินใจได้จากต้นทุนรวม โดยแนวทางดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินการและคาดว่าจะประกาศได้ภายในเดือนกันยายนหรือตุลาคมนี้”นายชัยชนะกล่าว
นายชัยชนะ กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับปี 2570 ETDA จะทำงานร่วมกับหน่วยงานเจ้าของเรื่องผ่าน 3 กลไก ได้แก่ บังคับใช้กติกาที่มีอยู่ โดยเฉพาะมาตรฐาน e-Marketplace และ Ride Sharing, ป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางผ่านมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ฉบับที่ 2 ซึ่งมีผลวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ควบคู่กับ Content Moderation และเดินหน้าจัดการประเด็นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่า GP เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอหรือมาตรการเพิ่มเติม รวมถึงเตรียมจัดทำคู่มือกำกับ Application Marketplace
“เบื้องต้นแนวทางดังกล่าวจะใช้ในลักษณะความร่วมมือก่อน เพื่อให้เกิดผลได้เร็ว หากพบว่าเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์แต่ยังไม่มีการนำไปใช้ ETDA สามารถพิจารณายกระดับเป็นหลักเกณฑ์หรือมาตรการที่มีผลบังคับต่อไป ซึ่งหากจะเปลี่ยนจากแนวทางความร่วมมือเป็นหลักเกณฑ์บังคับ จะต้องหารือกับแพลตฟอร์มเพิ่มเติม” นายชัยชนะกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ETDA เปิดแผนปี 70 ลุย 4 ภารกิจใหญ่ ดัน Digital ID – AI Governance – SMEs Growth – กำกับแพลตฟอร์ม DPS
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th