สำรวจความหวังเทควันโดไทยก่อนบินไปสู้ศึกเอเชียนเกมส์ 2026
“เป้าหมายขั้นต่ำคือขอสัก 1 เหรียญทองก่อนครับ”
ประเด็นสำคัญ
- หยู บัลลังก์ ความหวังหมายเลขหนึ่ง
- ความพ่ายแพ้ที่อาจมีค่าก่อนเอเชียนเกมส์
- แต่ความหวังไม่ได้มีแค่ ‘หยู’
- การจับสลากอาจเปลี่ยนทุกอย่าง
- พูมเซ่ กับอีกเส้นทางสู่โพเดียม
- 1 เหรียญทอง กับหลายเส้นทางที่เป็นไปได้
ชเว ยอง-ซอก หรือ ‘โค้ชเช’ วางเป้าหมายสำหรับเทควันโดไทย ก่อนเข้าสู่เอเชียนเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น โดยเขายืนยันเป้าหมายนี้อีกครั้ง ณ สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา หลังก่อนหน้านี้ เคยพูดไปแล้วถึงเป้าหมายนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งในงาน มีตเดอะเพรส เอเชียนเกมส์
ฟังดูอาจเป็นเป้าหมายที่ไม่ได้หวือหวา แต่ในกีฬาที่การจับสลาก สภาพร่างกาย และรายละเอียดเพียงเสี้ยววินาทีสามารถเปลี่ยนเส้นทางของการแข่งขันได้ เหรียญทองหนึ่งเหรียญไม่เคยเป็นเรื่องง่าย
โดยเฉพาะเมื่อทีมชุดนี้ไม่ได้มีความหวังอยู่เพียงแค่คนเดียว แต่กำลังเดิมพันกับนักกีฬาหลายคนที่มีโอกาสก้าวขึ้นมาสร้างผลงาน
หยู บัลลังก์ ความหวังหมายเลขหนึ่ง
หากต้องเลือกชื่อที่อยู่ใกล้เหรียญทองมากที่สุด โค้ชเชยอมรับว่า หยู-บัลลังก์ ทับทิมแดง คือความหวังสูงสุดของทีมเทควันโดประเภทต่อสู้ฝ่ายชาย
ด้านหยูเองก็ไม่ได้ปิดบังเป้าหมาย เพราะตั้งแต่ต้นปีเขามองเอเชียนเกมส์เป็นรายการสำคัญที่สุด และวางเป้าหมายไว้ที่ ‘เหรียญทอง’ เช่นกัน
แต่สิ่งที่โค้ชเชกังวลกลับไม่ใช่เรื่องฝีมือ หากเป็นความคาดหวังรอบตัว เมื่อทุกคนเริ่มมองเขาเป็นตัวเต็ง สิ่งสำคัญจึงเป็นการทำให้บัลลังก์ลงสนามโดยไม่แบกคำว่า “ต้องชนะ” มากเกินไป
โดยทางโค้ชเชอธิบายว่า ในอดีตแทบไม่มีใครรู้จักบัลลังก์ แต่หลังจากก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาระดับโลก คู่แข่งก็เริ่มศึกษาวิดีโอ วิเคราะห์จังหวะเตะและรูปแบบการเล่นของเขา
ทีมงานจึงพยายามปรับทั้งฟุตเวิร์กการสลับเท้าซ้าย-ขวา และเพิ่มความหลากหลายในการเข้าทำ เพราะปัญหาของการขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด ไม่ใช่เพียงการรักษาฟอร์มเดิมเอาไว้ แต่คือการพัฒนาตัวเองให้เร็วกว่าคู่แข่งที่กำลังพยายามหาวิธีหยุดคุณ
ความพ่ายแพ้ที่อาจมีค่าก่อนเอเชียนเกมส์
บัลลังก์ยอมรับว่า หลังประสบความสำเร็จ เขาเคยย่ามใจ และไม่ได้เพิ่มเติมเทคนิคบางอย่างมากพอ ก่อนจะพบว่าคู่แข่งเริ่มแก้ทางได้ ความพ่ายแพ้หลายครั้งจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญก่อนเอเชียนเกมส์
สิ่งที่เขาเรียนรู้คือ “ได้แชมป์ว่ายากแล้ว รักษาแชมป์ยากกว่า”
ประโยคด้านบนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมองว่าเป็นเพียงคำพูดเท่ๆ วันนี้กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจจากประสบการณ์จริง และบางที การเดินทางเข้าสู่นาโกยาพร้อมความรู้สึกว่าตัวเอง “ยังไม่เก่งพอ” อาจเป็นสถานะที่อันตรายสำหรับคู่แข่งมากกว่าบัลลังก์ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเสียอีก
เมื่อถูกถามว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการเตรียมตัวครั้งนี้ บัลลังก์ไม่ได้ตอบว่าเป็นคู่แข่งชาติใด แต่ตอบว่า “สมาธิ”
ช่วงเวลาที่แพ้บ่อยทำให้เขาย้อนกลับไปคิดถึงความผิดพลาดเก่าๆ จนต้องเตือนตัวเองว่า ความพ่ายแพ้ในอดีตไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะต้องจบแบบเดียวกัน
นี่อาจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของความหวังเหรียญทองไทย เพราะเมื่อความสามารถทางเทคนิคอยู่ในระดับที่ต่อสู้กับนักกีฬาชั้นนำได้แล้ว สิ่งที่ตัดสินผลการแข่งขันอาจไม่ใช่ว่าใครเก่งกว่า แต่คือใครจัดการกับความกดดันในวันแข่งขันได้ดีกว่า
แต่ความหวังไม่ได้มีแค่ ‘หยู’
แม้บัลลังก์จะโดดเด่นที่สุด แต่ทีมเทควันโดไทยไม่ได้ต้องการวางความหวังทั้งหมดไว้กับนักกีฬาเพียงคนเดียว โดยโค้ชเชมองว่านักกีฬาทั้ง 8 คนมีโอกาส หากสามารถลงสนามด้วยสภาพร่างกายที่สมบูรณ์และเจอสายการแข่งขันที่เหมาะสม
หนึ่งในนักกีฬาหญิงที่มีประสบการณ์บนเวทีใหญ่คือ ใบเตย-ศศิกานต์ ทองจันทร์ ซึ่งผ่านโอลิมปิก 2024 มาแล้ว ขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่หลายคนกำลังเข้าสู่เอเชียนเกมส์ครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม โค้ชเชยอมรับตรงๆ ว่าในการแข่งขันรุ่นใหญ่เป็นโจทย์ยากสำหรับไทย เพราะคู่แข่งจากอุซเบกิสถาน อิหร่าน และจีน มีความได้เปรียบด้านรูปร่าง ความสูง และความแข็งแรง
ในทางกลับกัน เขามองเห็นโอกาสมากขึ้นในกลุ่มรุ่นเล็ก แม้จะไม่ต้องการระบุชื่อหรือรุ่นใดเป็นพิเศษ
ตัวอย่างหนึ่งคือ อิม-พัชรกัญน์ พูลเกิด ซึ่งกำลังปรับตัวขึ้นมาแข่งขันในพิกัด 49 กิโลกรัม และถูกส่งลงทดสอบในรายการโอเพน และรายการอื่นๆ มาก่อนแล้ว ผลงานที่ออกมาทำให้ทีมงานเชื่อว่าเธอสามารถต่อสู้ในพิกัดใหม่ได้
การจับสลากอาจเปลี่ยนทุกอย่าง
เหตุผลที่โค้ชเชไม่ต้องการฟันธงจำนวนเหรียญมากเกินไป เป็นเพราะเทควันโดไม่ได้มีเพียงเรื่องของฟอร์ม แต่การจับสลากสามารถเปลี่ยนเส้นทางของการแข่งขันได้ทันที
เอเชียเต็มไปด้วยชาติระดับแนวหน้าทั้งเกาหลีใต้ จีน อิหร่าน ไต้หวัน อุซเบกิสถาน และคาซัคสถาน ซึ่งหลายประเทศมีทั้งแชมป์โลกและนักกีฬาเหรียญโอลิมปิก
ดังนั้น การหลีกเลี่ยงคู่แข่งตัวเต็งในรอบแรกๆ อาจช่วยเปิดเส้นทางสู่รอบลึก ขณะที่สายการแข่งขันที่หนักตั้งแต่ต้นสามารถทำให้ความหวังเหรียญจบลงเร็วกว่าที่คาดได้เช่นกัน
อีกตัวแปรที่ทีมงานให้ความสำคัญอย่างมากคือ “อาการบาดเจ็บ” ไม่ใช่เพียงการเจ็บก่อนเดินทาง แต่รวมถึงการรักษาร่างกายตลอดการแข่งขัน
เพราะในกีฬาต่อสู้ การชนะรอบหนึ่งด้วยฟอร์มยอดเยี่ยมอาจไม่มีความหมาย หากต้องแลกด้วยอาการบาดเจ็บจนไม่สามารถเล่นเต็มศักยภาพในรอบต่อไป
นักกีฬาไทยจึงต้องบริหารการแข่งขันไม่ต่างจากการวิ่งระยะยาว เป้าหมายไม่ใช่แค่ผ่านคู่ต่อสู้ตรงหน้า แต่ต้องผ่านไปพร้อมกับร่างกายที่พร้อมสำหรับไฟต์ต่อไปด้วย
พูมเซ่ กับอีกเส้นทางสู่โพเดียม
นอกจากประเภทต่อสู้ ไทยยังมีโอกาสจากพูมเซ่ โดยนักกีฬาที่จะลงเอเชียนเกมส์ต้องแข่งขันทั้งรูปแบบดั้งเดิมและฟรีสไตล์
ทีมงานมองว่านี่คือหนึ่งในจุดแข็งของไทย เพราะนักกีฬาถูกฝึกให้ทำได้ทั้งสองรูปแบบอยู่แล้ว
การเตรียมทีมยังเข้มข้นขึ้นจากการซ้อมวันละ 2 ครั้งเป็น 3 ครั้ง และทั้งสองคนจะผ่านชิงแชมป์โลกที่เกาหลีใต้ก่อนเข้าสู่เอเชียนเกมส์
นั่นทำให้รายการชิงแชมป์โลกไม่ใช่เพียงเป้าหมายหนึ่ง แต่ยังเป็นบททดสอบครั้งสุดท้ายว่า ความหวังเหรียญของพูมเซ่ไทยอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่งระดับนานาชาติ
1 เหรียญทอง กับหลายเส้นทางที่เป็นไปได้
เมื่อมองจากบทสัมภาษณ์ของทั้งผู้บริหาร โค้ช และนักกีฬา ภาพของเทควันโดไทยครั้งนี้จึงไม่ได้มีคำตอบง่ายๆ ว่าเหรียญจะมาจากใคร
เพราะแม้บัลลังก์คือความหวังสูงสุด แต่ต้องรับมือกับคู่แข่งที่รู้จักเขามากกว่าเดิม ส่วนนักกีฬาคนอื่นอาจไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะตัวเต็ง แต่หลายคนมีพื้นที่สำหรับสร้างเซอร์ไพรส์ ขณะที่พูมเซ่ก็ยังเป็นอีกเส้นทางที่สามารถพาไทยขึ้นโพเดียมได้
เป้าหมายขั้นต่ำของโค้ชเชคือ 1 เหรียญทอง แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เทควันโดไทยต้องการทั้งฟอร์มที่ดี ร่างกายที่สมบูรณ์ สายการแข่งขันที่เป็นใจ และการรับมือกับความกดดันในวันที่ทุกอย่างถูกตัดสินภายในไม่กี่นาที
และนั่นทำให้คำถามก่อนการแข่งขันครั้งนี้น่าสนใจกว่าแค่ว่า “ไทยจะได้กี่เหรียญ?” เพราะคำถามที่แท้จริงอาจเป็นว่า “ใครจะเป็นคนคว้าโอกาสนั้นเอาไว้ได้ เมื่อวันที่โอกาสมาถึง?”