โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กรมการแพทย์ เตือน ‘มะเร็งต่อมน้ำเหลือง’ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

The Reporters

อัพเดต 14 ก.ย เวลา 07.51 น. • เผยแพร่ 14 ก.ย เวลา 07.51 น.

กรมการแพทย์ เตือน ‘มะเร็งต่อมน้ำเหลือง’ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม เผยปัจจัยเสี่ยง สัมผัสสารเคมีบางชนิด-ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช็กสัญญาณเตือน ‘ต่อมโต-ไข้เรื้อรัง-น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ’ แนะรู้เท่าทัน หากรู้ไวโอกาสหายขาดสูง

วันนี้ (14 ก.ย. 69) นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ต่อมน้ำเหลือง มีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่วขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร พบได้ทั่วทั้งร่างกาย ภายในมีเม็ดเลือดขาวปริมาณมาก ทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกัน ปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม

สำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด “ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte)” เมื่อเซลล์ลิมโฟไซต์เกิดการแบ่งตัวผิดปกติและไม่สามารถควบคุมได้ เซลล์เหล่านี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกลายเป็นมะเร็ง

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้ เช่น ม้าม ตับ และไขกระดูก บางกรณีอาจแพร่กระจายถึงสมองหรือน้ำไขสันหลัง ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ได้แก่ การสัมผัสสารเคมีบางชนิดโดยตรง หรือสารเคมีในอุตสาหกรรมบางประเภท การมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะและต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน โรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง (SLE) ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HIV, EBV, ไวรัสตับอักเสบซี และติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น Helicobacter pylori หรือได้รับรังสีในจำนวนที่มากเกินไป

ร.อ.นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่มีสัญญาณเตือน ได้แก่ มีก้อนต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ ไม่เจ็บและไม่ยุบหาย มีไข้เรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์โดยหาสาเหตุไม่ได้ เหงื่อออกมากผิดปกติโดยเฉพาะตอนกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการเฉพาะที่ที่เกิดจากต่อมน้ำเหลืองโตในบริเวณนั้น ๆ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ปวดแน่นท้อง ท้องอืด

ชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Lymphoma) ผู้ป่วยมักมีต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอและช่องอก และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma) พบได้มากกว่า และแบ่งย่อยออกได้อีกประมาณ 30 ชนิด แบ่งย่อยตามลักษณะการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เป็น 2 แบบ

1.ชนิดโตช้า การแบ่งตัวและแพร่กระจายค่อนข้างช้า ไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง รักษาเมื่อมีข้อบ่งชี้ไม่จำเป็นต้องได้รับยาเคมีบำบัดทุกคน

2.ชนิดโตเร็ว ต้องได้รับการรักษาทันที หากไม่รักษาผู้ป่วยอาจเสียชีวิตใน 6 เดือน - 1 ปี ถ้าได้รับการรักษาทันท่วงทีมีโอกาสหายขาดแม้จะอยู่ในระยะไหนก็ตาม

พญ.ชนิกา มหาธำรงชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อายุรศาสตร์โรคเลือด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า การวินิจฉัยโรคทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อนำไปตรวจทางพยาธิวิทยา หรือตรวจจากเลือดเพื่อหาเซลล์มะเร็งในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด นอกจากนี้ แพทย์ต้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ รวมถึงเจาะไขกระดูกตรวจเพื่อบ่งบอกระยะของโรค

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ การเฝ้าติดตามอาการโดยยังไม่จำเป็นต้องได้รับยาเคมีบำบัด ในกรณีผู้ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดโตช้าโดยการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด หรือตรวจทางรังสีเป็นระยะ ๆ ตามความเหมาะสม

การให้ยาเคมีบำบัด ยาจะออกฤทธิ์ไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยไปรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง อาจรักษาร่วมกับยามุ่งเป้าที่มีฤทธิ์ในการจับกับโปรตีนบนผิวของเซลล์มะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็งได้

การฉายรังสี คือ การรักษาด้วยรังสีปริมาณสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ การปลูกถ่ายโดยอาศัยเซลล์ของผู้บริจาค หรือการปลูกถ่ายโดยอาศัยเซลล์ของผู้ป่วยเอง เพื่อเพิ่มระยะเวลาควบคุมให้โรคสงบ ลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ เพิ่มอัตราการรอดชีวิต

การรักษาใหม่สำหรับโรคที่กลับเป็นซ้ำหรือดื้อต่อยาเคมีบำบัด ด้วยการใช้เซลล์บำบัด (CAR-T Cell Therapy) คือ การนำเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมาดัดแปลงพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการ ติดอาวุธให้เซลล์กลับไปค้นหาและทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งยังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัยในประเทศไทย

สุดท้ายนี้ สามารถป้องกันด้วยการหมั่นสังเกตอาการสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไข้ไม่ทราบสาเหตุเกิน 2 สัปดาห์ มีก้อนตามตัว เบื่ออาหารน้ำหนักลด ให้รีบพบแพทย์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีโดยตรง รับประทานอาหารสุก สะอาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...