คปท.จี้ประธานรัฐสภา เลิกเตะถ่วง ส่งเรื่อง “ศักดิ์สยาม” ให้ประธานศาลฎีกา ลั่นไม่ไว้วางใจ ตั้งคำถามเอื้อบ้านใหญ่บุรีรัมย์
คปท.จี้ประธานรัฐสภา เลิกเตะถ่วง ส่งเรื่อง “ศักดิ์สยาม” ให้ประธานศาลฎีกา ลั่นไม่ไว้วางใจ ตั้งคำถามเอื้อบ้านใหญ่บุรีรัมย์ พร้อมดันเป็นชนวนเคลื่อนไหวใหญ่
วันที่ 9 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำหลักของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เข้ายื่นหนังสือเร่งให้ประธานรัฐสภา เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ กรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติยกคำร้อง กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ครอบครองหุ้น จากเรื่องเดิมเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 คปท. ได้ยื่นหนังสือถึงฝ่ายค้าน ให้เร่งดำเนินการลงชื่อสมาชิกรัฐสภา 140 รายชื่อ ยื่นประธานรัฐสภา ซึ่งต่อมาฝ่ายค้านได้ดำเนินการลงชื่อแล้ว แต่ปัจจุบันเรื่องอยู่ที่ประธานรัฐสภา
นายพิชิต กล่าวว่า วันนี้ คปท. เฝ้าติดตามกรณีของนายศักดิ์สยาม ซึ่งครั้งที่แล้วยื่นให้กับสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำฝ่ายค้านและพรรคฝ่ายค้านได้ร่วมกันลงชื่อเพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา กรณีที่ ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยที่ตรงกันข้ามกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เคยปรากฏแบบนี้มาก่อน ดังนั้นการใช้สิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมกันในการลงชื่อ เป็นเจตจำนงค์ของรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกสมาชิกรัฐสภาได้เข้ามาตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ อย่างเช่น ป.ป.ช. ทั้ง สส.และ สว. ที่ได้ลงชื่อกันเป็นที่เรียบร้อย และยื่นตรงต่อประธานรัฐสภา โดยนายโสภณ ซารัมย์ หน้าที่ของประธานคือการตรวจสอบว่าการลงชื่อนั้นครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่อย่างไร แต่วันนี้ประธานรัฐสภาไปตั้งกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา มีบุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบ กลั่นกรองข้อเท็จจริง เห็นว่าการกระทำแบบนี้เท่ากับประธานรัฐสภาทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเอง หน้าที่ในการพิจารณาข้อเท็จจริงควรจะดำเนินการให้ประธานศาลฎีกาได้ตั้งคณะไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้
วันนี้ คปท. จึงขอเรียกร้องไปยังประธานรัฐสภาให้รีบส่งคำร้องของสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวนโดยเร่งด่วนและไม่ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวน ซึ่งกรรมการเหล่านี้จะมีอำนาจพิเศษอย่างไร เจตจำนงของสส. และสว.ควรจะมีอำนาจในการยื่นตรงไม่ควรมีกรรมการอำนาจพิเศษ นี่คืออำนาจพิเศษที่ประธานรัฐสภากำลังถ่วงเวลา และเรากลัวว่ากรรมการพิเศษที่เป็นคนนอก จะตัดตอนบิดเบือนข้อเท็จจริงบางอย่างทำให้ ข้อเท็จจริงเลือนหาย ไปสู่ประธานศาลฎีกา
ด้าน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา กล่าวว่า ตนจะแจ้งให้ประธานรัฐสภารับทราบ ซึ่งขณะนี้ประธานรัฐสภา และพิจารณาคำร้องดังกล่าวและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในการ ช่วยพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อประกอบดุลพินิจของประธานรัฐสภาดังนั้นอาจจะช้าแต่ขอยืนยันว่าช้าและถูกต้องถูกระเบียบดีกว่าเร็วแล้วอาจจะไม่ถูกต้องหรืออาจเกิดความเสียหายอาจเกิดความ
นอกจากนี่ นายพิชิต ยังกล่าวย้ำถึงกรณีของนายศักดิ์สยาม หลังจากที่ได้ฟังความคืบหน้าจาก พล.ต.ต.วิชัย ว่า เรื่องนี้แทบไม่มีความคืบหน้า เพราะสิ่งที่เรามายื่นในวันนี้เพื่อไม่อยากให้ประธานรัฐสภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพราะมองว่าเป็นการเตะถ่วงเวลา ส่วนที่มีการอธิบายว่าเพื่อเป็นการพิจารณาที่รอบคอบซึ่งข้อเท็จจริงตนมองว่าเรื่องนี้มันมีความรอบคอบอยู่แล้วตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
“ผมไม่ไว้วางใจกับคณะกรรมการชุดดังกล่าว รวมถึงประธานรัฐสภา เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย และมีความใกล้ชิดกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ดังนั้นสังคมจึงตั้งคำถามว่าเป็นการฟอกผิดหรือการถ่วงเวลาเพื่อพวกตัวเองหรือไม่ รวมถึงเป็นการหมกเม็ดหรือช่วยเหลือนายศักดิ์สยามหรือไม่” นายพิชิต กล่าว
เมื่อถามถึงการตั้งกรอบระยะเวลาในการดำเนินการเรื่องนี้นั้น นายพิชิต ระบุว่า เราจะเริ่มปฏิบัติการพร้อมกับการเคลื่อนไหวใหญ่ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่จะเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวเอาประเทศไทยคืนมา และเป็นการรวมพลังในทุกประเด็นและเราจะร่วมเปิดโปงข้อเท็จจริงในหลายประเด็น
เมื่อถามว่าเรื่องของนายศักดิ์สยาม จะมีน้ำหนักจนสามารถปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหวได้หรือไม่ นายพิชิต ระบุว่า จะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไปพ่วงกับอีกหลายประเด็น ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งโกงสอบท้องถิ่น ฮั้ว สว. ซึ่งหาก เรื่องของนายศักดิ์สยามอธิบายไม่ชัดเจนจะกลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับมวลชนได้ตั้งคำถามและขยับออกมาร่วมกับเราได้มากเพิ่มเติม