โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สองแนวทางรับมือเอไอเขมือบพลังงาน หาพลังงานมาเองหรือกระจายศูนย์ข้อมูลไปตามบ้านเรือน

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

เมืองแอชเบิร์น ในสหรัฐฯ มีศูนย์ข้อมูลรวมกันอยู่หนาแน่นที่สุดในโลก โดยมีศูนย์ข้อมูลที่เปิดใช้งานแล้วและกำลังพัฒนาอยู่รวมกันประมาณ 150 ถึง 260 แห่ง ที่มาภาพ: https://static.datacentermap.com/dcm/og/datacenteralley.jpg

ความชาญฉลาดในการทำงานของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ เป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล จนนำไปสู่วิกฤติการณ์ไฟฟ้าขาดแคลนในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ในบางพื้นที่ การบริโภคไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม ชุมชนรอบข้างต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องไฟตก ค่าไฟที่สูงขึ้นจากความต้องการที่ล้นตลาด ส่งผลให้เกิดแรงต่อต้านจากภาคประชาชนอย่างหนัก

บริเวณแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนเห็นได้ชัดเจนคือพื้นที่อย่างเมืองแอชเบิร์น ในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งรวมศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนมีฉายาเรียกขานว่า “ซอยศูนย์ข้อมูล (Data Center Alley)” จนทำให้มีประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจึงจำเป็นต้องดิ้นรนหาทางออกเพื่อเอาตัวรอดจากภาวะคอขวดด้านพลังงานด้วยแนวทางเชิงนวัตกรรม โดยสองแนวทางหลักที่มีความเป็นไปได้สูง คือ การจัดหาพลังงานมาเอง และการกระจายศูนย์ข้อมูลขนาดจิ๋วไปตามบ้านพักอาศัยหรือสถานที่อื่นๆ

มหกรรมกลืนกินพลังงาน

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีเอไอ ส่งผลให้ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกเผชิญกับวิกฤติพลังงานที่ร้ายแรง เนื่องจากระบบประมวลผลขั้นสูงต้องการพลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรระบายความร้อนมหาศาล

สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเครียดให้แก่โครงข่ายไฟฟ้าในหลายประเทศ แต่ยังส่งผลกระทบต่อชุมชนในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย

ปี 2025 ที่ผ่านมา ความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกพุ่งขึ้นถึง 17% ในปีเดียว ขณะที่ความต้องการไฟฟ้ารวมของทั้งโลกโตเพียง 3% เท่านั้น และความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลที่เน้นงานเอไอโดยเฉพาะยิ่งเติบโตเร็วมากกว่านั้นอีก

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า เงินลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 5 แห่งพุ่งทะลุ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2025 และมีแนวโน้มเพิ่มอีก 75% ในปี 2026 ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ราว 460-490 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ในปี 2025 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในปี 2030

ในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว คาดว่าศูนย์ข้อมูลจะเป็นตัวขับเคลื่อนราวครึ่งหนึ่งของการเติบโตความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงปี 2026-2030

ศูนย์ข้อมูลสร้างภาระด้านพลังงานไฟฟ้าแบบไม่มีวันหยุด เนื่องจากต้องเดินเครื่องตลอดเวลา จึงส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า เนื่องจากโครงข่ายไฟฟ้าในหลายพื้นที่ไม่สามารถขยายสายส่งและกำลังการผลิตได้ทันตามความต้องการ

ในรัฐเวอร์จิเนียซึ่งมีศูนย์ข้อมูลหนาแน่นที่สุดในโลก รวมกันแล้วมีหลายร้อยแห่ง บริโภคไฟฟ้าสูงถึง 26% ของไฟฟ้าทั้งรัฐ เคยเกิดเหตุแรงดันไฟฟ้าผันผวนจนระบบต้องตัดไฟศูนย์ข้อมูลพร้อมกันถึง 60 แห่ง กระทบกำลังไฟฉุกเฉินถึง 1,500 MW

ศูนย์ข้อมูลในไอร์แลนด์ดึงพลังงานไฟฟ้าไปใช้มากกว่า 21% ของพลังงานทั้งประเทศ จนการไฟฟ้าไอร์แลนด์ต้องประกาศชะลอการอนุมัติการเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า

ทั้งภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลต่างก็พยายามหาทางรับมือกับวิกฤติพลังงานนี้ โดยมีสองทิศทางหลักที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้สูงสุด นั่นคือ การสร้างแหล่งพลังงานขึ้นเองและการกระจายการประมวลผลออกไปสู่ระดับครัวเรือน

จัดหาพลังงานมาเอง

แนวทางที่มีความเป็นไปได้สูงกว่า คือการกำหนดให้ศูนย์ข้อมูลจัดหาแหล่งพลังงานของตนเองโดยไม่พึ่งพาหรือดึงพลังงานออกจากระบบสายส่งสาธารณะของชุมชน (ฺBring Your Own Power หรือ BYOP) ซึ่งแนวคิดนี้กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของกลุ่มก้าวหน้าในวงการเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ผู้สร้างหรือผู้ดำเนินกิจการศูนย์ข้อมูลต้องจัดหาหรือผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้งานเอง โดยเชื่อมต่อหรือตั้งโรงผลิตไฟฟ้าขึ้นมาเอง เช่น พลังงานนิวเคลียร์ ก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อเลี่ยงการดึงไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากระบบสายส่งสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าไฟฟ้าและต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเอไอตกเป็นภาระแก่ประชาชนทั่วไป

กรณีศึกษาตัวอย่างเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2024 เมื่อ Amazon Web Services (AWS) ตัดสินใจซื้อศูนย์ข้อมูล Cumulus ในรัฐเพนซิลเวเนีย ด้วยมูลค่า 650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยศูนย์ข้อมูลแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Susquehanna ที่มีกำลังการผลิต 2.5 กิกะวัตต์

AWS ทำสัญญาซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้สูงสุดถึง 960 เมกะวัตต์ (MW) ช่วยให้ AWS มีพลังงานสะอาดที่มีความเสถียรสูงใช้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องไปแย่งไฟฟ้าจากประชาชนในพื้นที่

ในขณะที่ Microsof tเลือกใช้วิธีเซ็นสัญญาซื้อพลังงานไฟฟ้าล่วงหน้าระยะยาว 20 ปีกับบริษัท Constellation Energy เพื่อฟื้นคืนชีพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Three Mile Island (Unit 1) ในรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเคยปิดตัวไปในปี 2019 คาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟได้ในปี 2028 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ทุนเทคโนโลยีกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการชุบชีวิตโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่

ที่น่าสนใจก็คือ แนวทาง BYOP ทำให้บริษัทเทคโนโลยีเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ใช้ไฟฟ้า” กลายเป็น “ผู้ผลิตไฟฟ้า” ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถือเป็นการพลิกโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานที่ผูกขาดโดยเครือข่ายสาธารณูปโภคมานานหลายสิบปี

กระจายการประมวลผล

ในเวลาเดียวกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับทำให้นักพัฒนาบางกลุ่มมองเห็นโอกาสในการกระจายพลังงานและภาระการประมวลผลออกไปสู่ระดับครัวเรือน เกิดเป็นแนวคิด ศูนย์ข้อมูลตามบ้านเรือน (Home Data Centers) หรือระบบประมวลผลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Computing)

บริษัทสตาร์ทอัปในยุโรปหลายราย เช่น Qarnot ในฝรั่งเศส และ Heata ในสหราชอาณาจักร บุกเบิกรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนความร้อน ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ไร้ค่าและสร้างปัญหาให้กับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ให้กลายเป็นประโยชน์แก่บ้านเรือน โดยการนำเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลประสิทธิภาพสูงไปติดตั้งไว้ตามบ้านของประชาชนทั่วไปในรูปแบบของเครื่องทำความร้อน (Digital Radiator) หรือหม้อต้มน้ำร้อน (Water Heater) ภายในบ้าน

ระบบของศูนย์ข้อมูลจะส่งโจทย์การประมวลผลผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมายังเซิร์ฟเวอร์ย่อยๆ เหล่านี้ ขณะที่ความร้อนซึ่งเกิดขึ้นจากการประมวลผลจะถูกนำไปสร้างความร้อนภายในบ้าน โดยบริษัทจะเป็นผู้จ่ายค่าไฟฟ้าที่เซิร์ฟเวอร์ใช้ให้แก่เจ้าของบ้าน

สตาร์ทอัปด้านพลังงานอัจฉริยะอย่าง Span ก็กำลังจะเปิดตัวอุปกรณ์ชื่อ XFRA Node ซึ่งเป็นตู้คอมพิวเตอร์ประมวลผลเอไอขนาดเล็กที่ติดตั้งได้ตามบ้านเรือน เชื่อมกับแผงควบคุมไฟฟ้าอัจฉริยะและระบบแบตเตอรี่สำรองของบ้าน โดยเจ้าของบ้านไม่ต้องเสียค่าติดตั้ง เพียงจ่ายค่าบริการรายเดือนราว 150 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าไฟและอินเทอร์เน็ตในราคาที่ถูกกว่าปกติ ขณะที่ Span จะนำกำลังประมวลผลไปขายต่อให้กับบริษัทเอไอและผู้ให้บริการคลาวด์

ผู้บริหารของ Span ระบุว่า โครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันถูกใช้งานจริงเพียง 40-45% ของศักยภาพเท่านั้น การกระจายภาระประมวลผลไปตามบ้านเรือนจึงช่วยดึงศักยภาพที่เหลือมาใช้ได้โดยไม่ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด

นอกจากบริษัทเหล่านี้ ยังมีผู้ประกอบการรายอื่นที่สนใจการเปิดศูนย์ข้อมูลตามบ้านเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีข้อจำกัดชัดเจน เนื่องจากขนาดเล็กเกินไปจนไม่สามารถทดแทนศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนเอไอ

อีกทั้งยังมีคำถามด้านความปลอดภัยทางกายภาพ ความเสี่ยงจากความร้อนสะสมและอัคคีภัย ความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงกรอบกฎหมายด้านประกันภัยและการกำกับดูแลที่ยังไม่ชัดเจน นักวิเคราะห์จึงมองว่าแนวทางนี้น่าจะเป็นเพียงแรงเสริมเท่านั้น ไม่สามารถขึ้นมาเป็นแนวทางหลักได้

สำหรับประเทศไทย มีข้อมูลระบุว่า ไทยมีศูนย์ข้อมูลมากถึง 60 แห่ง จัดว่ามากเป็นอันดับที่ 4 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย (185 แห่ง) มาเลเซีย (109 แห่ง) และสิงคโปร์ (65 แห่ง)

กว่า 65% ของศูนย์ข้อมูลในไทยกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ (รวมกว่า 30 แห่ง) และและจะเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 12 แห่ง ในชลบุรีเมื่อก่อสร้างเสร็จ ดังนั้น อีกไม่นาน ปัญหาความตึงเครียดด้านพลังงานที่เป็นผลจากศูนย์ข้อมูลอาจปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในประเทศไทยก็เป็นได้

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.iea.org/news/data-centre-electricity-use-surged-in-2025-even-with-tightening-bottlenecks-driving-a-scramble-for-solutions

https://cleanview.co/reports/behind-the-meter-data-centers

https://www.datacenterfrontier.com/energy/article/55368331/byop-moves-to-the-center-of-data-center-strategy

https://eta.lbl.gov/publications/united-states-data-center-energy-2025

https://www.latitudemedia.com/news/span-to-launch-mini-ai-data-centers-for-distributed-at-home-compute/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...