โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ถอดบทเรียนตะวันออกกลาง เมื่อฮอร์มุซปิด ทางสำรองถูกโจมตี

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 15 ก.ย เวลา 20.31 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย เวลา 03.31 น.

นายบัณฑิต ศรีภา อดีตกัปตันเรือเดินสมุทรและนักวิเคราะห์นโยบายทางทะเลและโลจิสติกส์ วิเคราะห์สถานการณ์ความเสี่ยงในตะวันออกกลางว่า กรณีช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบบับเอลมันเดบ และท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ของซาอุดีอาระเบียเผชิญแรงกดดันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ได้สะท้อนบทเรียนสำคัญของการออกแบบระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ว่า การมีเส้นทางสำรอง(Redundancy) ไม่ได้หมายความว่าระบบจะมีความยืดหยุ่นหรือปลอดภัยจากวิกฤตเสมอไป

นายบัณฑิตระบุว่า โดยทั่วไปเมื่อเส้นทางโลจิสติกส์หลักมีความเสี่ยง แนวคิดพื้นฐานคือการสร้างเส้นทางสำรอง หรือ Redundancy (การมีระบบหรือเส้นทางสำรอง) เพื่อให้สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังแสดงให้เห็นว่า หากเส้นทางหลักและเส้นทางสำรองมีความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกัน ระบบอาจยังคงเปราะบาง แม้จะมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งเส้นทางก็ตาม

เส้นทางสำรอง ยังไม่พอรับมือความเสี่ยง

กรณีของซาอุดีอาระเบียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดย East-West Pipeline (Petroline) ท่อส่งน้ำมันตะวันออก–ตะวันตก ที่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ใช้ลำเลียงน้ำมันจากแหล่งผลิตทางฝั่งตะวันออกของประเทศไปยังท่าเรือยันบู (Yanbu) ทางชายฝั่งทะเลแดง เพื่อเป็นทางเลือกในการส่งออกโดยไม่ต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อท่อส่งน้ำมันดังกล่าวถูกโจมตี เส้นทางสำรองนี้ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ต่างกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีเพียงช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้นที่อยู่ภายใต้ความเสี่ยง แต่ทั้งช่องแคบบับเอลมันเดบ และEast-West Pipeline ของซาอุฯ ต่างก็อยู่ภายใต้ความเสี่ยงเช่นเดียวกัน

นายบัณฑิตอธิบายว่า ในทางวิศวกรรมการมีเส้นทางสำรอง คือการมีอีกเส้นทางเมื่อเส้นทางหลักใช้ไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ ความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยงของความเสี่ยง (Risk Correlation) หากเส้นทางหลักและเส้นทางสำรองมีโอกาสได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามเดียวกัน การเพิ่มเส้นทางสำรองก็อาจไม่ได้ลดความเสี่ยงลงมากอย่างที่คาด

ถอดบทเรียนเส้นทางขนส่งตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันสะท้อน “ความเสี่ยงในอนาคต”

นายบัณฑิตกล่าวถึง ผลกระทบต่อราคาพลังงาน เพราะราคาน้ำมันไม่ได้สะท้อนเพียงปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ในตลาด ณ ปัจจุบัน แต่สะท้อนความสามารถในการนำสินค้าออกสู่ตลาดในอนาคตด้วย

โดย Reuters รายงานเมื่อวันที่ 14 กันยายนว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 3% มาอยู่ที่ 107.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI เพิ่มขึ้นประมาณ 2.9% มาอยู่ที่ 102.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในฮอร์มุซ ความเสี่ยงต่อการเดินเรือ และการหยุดชะงักของ East-West Pipeline

นอกจากนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวยังส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่งทางทะเลและเชื้อเพลิงเรือ หรือ Bunker Fuel (เชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินทะเล) ทำให้ผลกระทบสามารถขยายตัวเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์กระทบต่อราคาน้ำมัน ,ค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมัน ,ต้นทุนเชื้อเพลิงเรือ ,ต้นทุนการขนส่งทางเรือ ,ต้นทุนการนำเข้า และท้ายที่สุดอาจสะท้อนออกมาเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ

ถอดบทเรียนตะวันออกกลาง มองโลจิสติกส์ไทย

นายบัณฑิตมองว่า บทเรียนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ของไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะแนวคิด Land Bridge หรือ Missing Link รวมถึงการพัฒนาท่าเรือและ Alternative Logistics Corridor หรือเส้นทางโลจิสติกส์ทางเลือก

การประเมินความมั่นคงของโครงข่ายไม่ควรตั้งคำถามเพียงว่าหากเส้นทางหลักมีปัญหา ไทยมีเส้นทางอื่นหรือไม่ แต่ต้องถามต่อว่า หากเกิดความขัดข้องหลายระบบพร้อมกัน ทางเลือกดังกล่าวยังสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ต้นทุนหลังเปลี่ยนเส้นทาง เพราะ Alternative Corridor (เส้นทางขนส่งทางเลือก) ที่สามารถใช้งานได้ในทางเทคนิค แต่มีต้นทุนสูงจนผู้ประกอบการหรือเจ้าของสินค้าไม่เลือกใช้ ก็อาจไม่ถือเป็น Resilience ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
Redundancy ไม่เท่ากับ Resilience

ถอดบทเรียนตะวันออกกลาง มองโลจิสติกส์ไทย

สุดท้ายนายบัณฑิตย้ำว่า การมีเส้นทางสำรองไม่ได้หมายความว่าระบบการขนส่งมีความยืดหยุ่นแล้ว ดังนั้นการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ควรประเมินอย่างน้อย 4 ประเด็น ได้แก่

  • เส้นทางสำรองมีความเสี่ยงที่เป็นอิสระจากเส้นทางหลักมากน้อยเพียงใด
  • หากเกิด Multiple Failure (ความขัดข้องหลายจุดพร้อมกัน) ระบบยังสามารถขนส่งสินค้าได้มากน้อยเพียงใด
  • เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง ระบบต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะกลับมาทำงานได้ตามปกติ
  • เมื่อเกิดวิกฤต ต้นทุนต่อหน่วยจะเพิ่มขึ้นจนสินค้ายังสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวได้ในเชิงพาณิชย์หรือไม่

นายบัณฑิตย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกระหว่าง Redundancy (การมีระบบสำรอง) กับ Resilience (ความสามารถของระบบในการรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากวิกฤต) เพราะการมีถนนเพิ่มอีกหนึ่งเส้น ท่าเรือเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง หรือมีเส้นทางขนส่งข้ามคาบสมุทรเพิ่มขึ้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ระบบมีความยืดหยุ่น หากโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดต้องพึ่งพาไฟฟ้าระบบเดียว ถนนคอขวดเดียว ระบบข้อมูลเดียว หรือมี Failure Point (จุดที่หากเกิดความขัดข้องแล้วสามารถกระทบต่อทั้งระบบ) ร่วมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...