‘เอกนิติ’ เร่ง Connect the Dots เชื่อมข้อมูล 7 หน่วยงานใน 30 วัน สกัดเงินเทา-สแกมเมอร์ ไล่เส้นเงิน อายัดบัญชีเร็วขึ้น
เมื่อวันที่ 14 กันยายน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือ ‘บอร์ด Connect the Dots’ เปิดเผยภายหลังการประชุมครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมเดินหน้ายกระดับระบบติดตามธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย โดยเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลของ 7 หน่วยงานหลักเข้าด้วยกัน พร้อมกำหนดให้จัดทำรูปแบบระบบและกรอบงบประมาณให้ชัดเจนภายใน 30 วัน
ประเด็นสำคัญ
- เปลี่ยนจากส่งข้อมูล ‘ทีละเคส’ สู่ระบบอัตโนมัติ
- แจ้งเหตุครั้งเดียว เชื่อมทุกหน่วยงานด้วย Case ID
- ยกระดับ KYC-EDD ครอบคลุมธนาคาร หลักทรัพย์ และสินทรัพย์ดิจิทัล
- ปิดช่องเงินเทาผ่านทองคำ
เอกนิติระบุว่า ที่ประชุมมอบหมายให้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง จัดทำแผนแม่บท (Masterplan) สำหรับฐานข้อมูลกลาง เพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดช่องว่างของระบบที่มิจฉาชีพใช้ในการเคลื่อนย้ายเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการติดตามเส้นทางเงิน และทำให้การระงับหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต้องสงสัยทำได้รวดเร็วขึ้น
สำหรับ 7 หน่วยงานหลักที่จะเชื่อมโยงข้อมูล ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมธนาคารไทย โดยมีเป้าหมายให้ข้อมูลที่เดิมกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ สามารถเชื่อมต่อและใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงร่วมกันได้
แนวทางดังกล่าวต่อยอดจากปัญหาที่รัฐบาลเคยระบุว่า เส้นทางเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพไม่ได้อยู่ในระบบใดระบบหนึ่ง แต่สามารถเคลื่อนจากบัญชีธนาคารไปยังสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ หรือบริษัทที่ถูกใช้เป็นทางผ่าน ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่งถือข้อมูลเพียงบางช่วงของเส้นทาง ทำให้การติดตามเงินตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทำได้ยาก
เปลี่ยนจากส่งข้อมูล ‘ทีละเคส’ สู่ระบบอัตโนมัติ
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมคือ การปรับรูปแบบการทำงานจากเดิมที่หน่วยงานต้องประสานและส่งข้อมูลกันเป็นรายกรณี หรือใช้การกรอกข้อมูลด้วยมือ ไปสู่ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติ (Automated Data Sharing) เพื่อให้การส่งต่อและวิเคราะห์ข้อมูลรวดเร็วขึ้น
ระบบจะออกแบบให้คำนึงถึงการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล โดยการตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมจะมีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลในส่วนที่ไม่จำเป็น พร้อมกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูล ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและเส้นทางการเงินของธุรกรรมที่มีความเสี่ยงได้
เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนจากระบบที่ต้องรอให้เกิดเหตุหรือมีผู้เสียหายร้องเรียนก่อน ไปสู่การตรวจจับความผิดปกติของธุรกรรมและติดตามเส้นทางเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
แจ้งเหตุครั้งเดียว เชื่อมทุกหน่วยงานด้วย Case ID
อีกส่วนหนึ่งคือการแก้ปัญหาประชาชนต้องแจ้งเหตุซ้ำหลายหน่วยงาน โดยเตรียมเชื่อมระบบรับแจ้งเหตุจากช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายด่วน 1441 สถานีตำรวจ หรือธนาคารพาณิชย์ ให้ข้อมูลหลังบ้านเชื่อมถึงกัน
กระทรวงดีอีระบุว่า แนวทางคือพัฒนาระบบบริหารการแจ้งเหตุระดับชาติ ให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุผ่านช่องทางหนึ่งแล้วข้อมูลถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที
ในทางปฏิบัติ เคสเดียวกันจะถูกเชื่อมโยงด้วย Case ID เดียว เพื่อลดภาระการแจ้งข้อมูลซ้ำ และทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเห็นสถานะและข้อมูลของคดีชุดเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการติดตามและระงับเส้นทางเงิน
ยกระดับ KYC-EDD ครอบคลุมธนาคาร หลักทรัพย์ และสินทรัพย์ดิจิทัล
ที่ประชุมยังเห็นตรงกันให้ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบลูกค้า ตั้งแต่กระบวนการรู้จักลูกค้า หรือ KYC (Know Your Customer) ไปจนถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสถานะลูกค้าเชิงลึก หรือ EDD (Enhanced Due Diligence) โดยมุ่งให้เป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกันทั้งระบบธนาคาร ตลาดทุน และสินทรัพย์ดิจิทัล
กระทรวงดีอีระบุว่า การยกระดับกระบวนการยืนยันตัวตนจะอ้างอิงมาตรฐานสากลของ Financial Action Task Force หรือ FATF เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับธุรกรรมที่มีความผิดปกติหรือไม่สอดคล้องกับข้อมูลของลูกค้า
หลักการติดตามจะมุ่งดู ‘เส้นทางเงิน’ เป็นสำคัญ ไม่ว่าปลายทางของเงินจะถูกโอนไปยังบัญชีบุคคลอื่น นอมินี หรือถูกเปลี่ยนรูปแบบเป็นสินทรัพย์ประเภทใด เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนช่องทางการถือครองทรัพย์กลายเป็นช่องว่างในการติดตามเงิน
ขณะเดียวกัน หากบัญชีของประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกระงับหรืออายัดจากการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย เจ้าของบัญชีสามารถนำหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของเงินไปชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเข้าสู่กระบวนการปลดการระงับบัญชี
ปิดช่องเงินเทาผ่านทองคำ
นอกเหนือจากระบบธนาคารและสินทรัพย์ดิจิทัล ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับธุรกรรมทองคำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถใช้เปลี่ยนรูปเงินและเคลื่อนย้ายมูลค่าได้รวดเร็ว
ก่อนหน้านี้รัฐบาลระบุว่า ธปท. ได้กำหนดมาตรการสำหรับร้านทองรายใหญ่ที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงให้สถาบันการเงินตรวจสอบความเสี่ยงของลูกค้าที่มีการซื้อทองคำในปริมาณผิดปกติ เพื่อปิดช่องทางที่อาจถูกใช้ในการเคลื่อนย้ายเงินจากอาชญากรรมทางการเงิน
สำหรับการพัฒนาระบบ Connect the Dots ครั้งนี้ จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการ ‘รวมฐานข้อมูล’ แต่เป็นการทำให้หน่วยงานซึ่งเดิมมองเห็นเส้นทางเงินคนละช่วง สามารถมองเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกัน และลดระยะเวลาตั้งแต่การพบธุรกรรมผิดปกติ การติดตามเส้นทางเงิน ไปจนถึงการระงับหรืออายัดทรัพย์
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังระบุว่า โครงสร้างข้อมูลที่เชื่อมโยงกันยังสามารถนำไปใช้ต่อยอดในการประเมินความเสี่ยงและการเข้าถึงบริการทางการเงิน เพื่อช่วยประชาชนบางกลุ่มที่มีข้อมูลในระบบสินเชื่อแบบเดิมไม่เพียงพอให้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น
โจทย์หลังจากนี้จึงอยู่ที่การออกแบบระบบภายในกรอบ 30 วัน ว่าจะทำให้หน่วยงานต่างๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลได้เร็วเพียงใด ขณะเดียวกันต้องรักษาสมดุลระหว่างการสกัดเส้นทางเงินของมิจฉาชีพ กับการคุ้มครองข้อมูลและสิทธิของประชาชนที่ทำธุรกรรมโดยสุจริต