โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แฟนนะไม่ใช่จอยเกม ทำไมชอบควบคุม รับมืออย่างไรเมื่อเราตกอยู่ใน Controlling Relationship

The MATTER

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Lifestyle

“อย่าออกไปเจอเพื่อนคนนั้นเลย อยู่กับเราที่ห้องนี่แหละ เราว่าเพื่อนเธอคนนั้นแอบแปลกๆ ไปหน่อย”

ตอนแรกก็นึกว่าอีกฝ่ายแค่พูดแซวขำๆ เพราะดูท่าทางเขาก็ไม่ได้จริงจัง ออกแนวทีเล่นทีจริงด้วยซ้ำ แต่พอโดนทักทุกครั้งที่จะออกไปเจอเพื่อน ก็เริ่มคิดว่าเขาน่าจะไม่ชอบเพื่อนเราจริงๆ ด้วยความที่เราไม่ได้คิดอะไรจุกจิก เลยยอมเออออไปตามน้ำ ทำตามที่เขาพูด แล้วค่อยอาศัยจังหวะที่เขาไม่อยู่ ไปเจอเพื่อนคนนั้นแทน เพราะไม่อยากมีปัญหากันเรื่องนี้อีก

แต่พอมานั่งคิดดู ดันมีอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน ที่ความคิดของเจ้าตัวจะดูมีอิทธิพลเหนือเรา เหมือนทุกการตัดสินใจที่เราเอ่ยออกไปไม่ใช่ของเรา 100% ราวกับเจ้าตัวกำลังควบคุมคิดความคิดของเราได้ยังไงยังงั้นแหละ

หรือเรากำลังถูกควบคุมอยู่จริงๆ

“เธออย่าทำอย่างนู้นเลย”

“เธอลองทำแบบนี้ดีกว่า”

ก็รู้อยู่แล้วแหละ ว่าแฟนคงหวังดีกับเราในหลายๆ เรื่อง ถึงแสดงพฤติกรรมหรือคำพูดลักษณะนี้ออกมาบ่อยๆ แต่บางทีความหวังดีที่คนรักมอบให้ กลับทำให้เรารู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย แถมจะปฏิเสธก็ทำไม่ได้อีก เพราะกลัวอีกฝ่ายจะรู้สึกเสียใจที่เราเมินเฉยต่อความตั้งใจและความพยายามที่เขาทำเพื่อเรา

หากรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบากทุกครั้งที่ต้องรับความหวังดีจากอีกฝ่าย หรือตัดสินใจอะไรได้ไม่เต็มที่เวลาอยู่กับคนรัก นั่นอาจเพราะเรากำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่เรียกว่า ‘Controlling Relationship’ ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่คู่รักใช้พฤติกรรมแบบต่างๆ เพื่อครอบงำ บงการ หรือจำกัดความอิสระของอีกฝ่าย มีตั้งแต่การชักจูงอย่างแนบเนียนไปจนถึงการบีบบังคับอย่างโจ่งแจ้ง

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัย หากกำลังถูกควบคุมอยู่ ทำไมไม่แยกตัวเองออกมาเลย จะยอมอยู่ภายใต้การควบคุมนั้นทำไม?

คำตอบคือ ผู้ที่ถูกบงการในความสัมพันธ์ อาจไม่สามารถนำตัวเองออกมา หรือไม่แม้กระทั่งรับรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของคนรักยัง เพราะบ่อยครั้ง การควบคุมไม่ได้เริ่มต้นจากการบังคับหรือคำขู่ แต่จะค่อยๆ แทรกเข้ามาในรูปของความเป็นห่วง ความหวังดี หรือความรัก จนเราค่อยๆ ปรับเปลี่ยนการตัดสินใจของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง โดยไม่ทันสังเกตว่าอิสระของตัวเองกำลังลดลงทีละน้อย

พอมันไม่ต่างจากการแสดงความรักแบบทั่วไป ผู้ที่ตกอยู่ในความสัมพันธ์ลักษณะนี้ ก็คงไม่สามารถแยกได้ว่า สิ่งที่เรากำลังเจอเป็นเพียงการแสดงออกฉันคนรักทำกันหรืออีกฝ่ายกำลังพยายามควบคุมเราอยู่กันแน่

แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้เสียทีเดียว เพราะมันก็มีลักษณะบางอย่างที่ช่วยให้เราพอจะรู้ได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบ Controlling Relationship อยู่เหมือนกัน โดย เบ็คกี้ สเปลแมน (Becky Spelman) นักจิตวิทยา ผู้ก่อตั้ง Private Therapy Clinic ชี้ให้เห็นถึง รูปแบบของพฤติกรรมที่มักปรากฏ หลักๆ แล้วจะชอบควบคุมหรือบงการคนอื่นผ่านการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว และกีดกันอีกฝ่ายจากคนรอบข้าง มิหนำซ้ำ บางคนยังชอบบั่นทอนความรู้สึกเราด้วยการติเตียนที่แฝงมากับความห่วงใย ไม่ต่างอะไรจากการตบหัวลูบหลัง

นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมยิบย่อยที่พอช่วยให้เราได้สังเกตอยู่ ไม่ว่าจะเป็น การแสดงออกด้วยท่าทีต้องการปกป้องหรือแสดงความรักที่มาเกินไป การทลายเส้นแบ่งขอบเขตในความสัมพันธ์ โดยพยายามรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเราเกินไป เช่น ขอเช็กโทรศัพท์ หรือกระทั่งขอเป็นคนจัดการเรื่องต่างๆ ให้แทน ทั้งที่บางเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัว พอเราปฏิเสธที่จะไม่ทำตามความต้องการ บางคนก็อาจมีพฤติกรรมที่ชอบใช้ความรู้สึกผิดหรือความละอายมากล่าวโทษเราต่อด้วย

ส่วนเหตุผลที่บางคนแสดงพฤติกรรมลักษณะนี้ออกมากับคนรัก เบ็คกี้มองว่า อาจเพราะพวกเขาต้องการให้คนรักพึ่งพาพวกเขาให้มากที่สุด จึงพยายามจำกัดความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายกับคนรอบข้าง หรือเข้าไปมีบทบาทในการตัดสินใจในแทบทุกเรื่อง เพื่อให้ตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตคู่

เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์ ก็อาจสูญเสียความมั่นใจในการตัดสินใจไปทีละน้อย หรือบางครั้ง ถ้าต้องตัดสินใจทำอะไร ก็มักตั้งอยู่บนพื้นฐานของความกลัวหรือพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง จนทำให้รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วต้องมาคอยระมัดระวังทุกการกระทำแทน

เพราะ Controlling Relationship ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์โดยที่เราไม่ทันสังเกต การจะรับรู้ว่าตัวเองกำลังถูกควบคุมหรือบงการจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หลายครั้งต้องอาศัยเวลาในการทบทวนและมองย้อนกลับไป ถึงจะรับรู้ได้ว่าเราอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์รูปแบบนี้อยู่จริงๆ

แล้วเราควรทำอย่างไรต่อดี?

เมื่อเรารู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในความสัมพันธ์ลักษณะ สิ่งที่ควรทำต่อจึงเป็นการมองหาวิธีรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งเราและคนรักสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเคารพความรู้สึกและขอบเขตของกันและกันมากขึ้น

แน่นอนว่า การเปิดประเด็นเรื่องนี้กับคนรักอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนอาจกังวลว่าหากพูดตรงเกินไป อีกฝ่ายจะรู้สึกถูกกล่าวหาหรือเข้าใจผิด จึงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรดี ด้วยเหตุนี้ ฟิกส์ โอซัลลิแวน (Figs O’Sullivan) นักบำบัดด้านความสัมพันธ์ จึงเสนอแนวทางรับมือสำหรับผู้ที่เริ่มตระหนักว่าตัวเองกำลังอยู่ใน Controlling Relationship และต้องการจัดการกับปัญหานี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้

ฝึกฝนการใช้ขอบเขตในความสัมพันธ์

ฟิกส์แนะนำวิธีที่เขามักให้คำปรึกษากับคู่รัก อย่างการใช้หลักการ ‘75/25’ ซึ่งเป็นวิธีช่วยให้เรากลับมาเชื่อมโยงกับความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง โดยให้เราใช้ความสนใจ 75% อยู่กับร่างกายและความรู้สึกของตัวเอง ส่วนอีก 25% ค่อยใช้รับฟังหรือสังเกตอารมณ์ของอีกฝ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองพยายามคาดเดาว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร จะโกรธหรือไม่พอใจหรือเปล่า และคอยปรับพฤติกรรมของตัวเองตามความรู้สึกอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

โทษพฤติกรรมไม่ใช่ตัวคน

เมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงพฤติกรรมที่ทำให้เราไม่สบายใจ หลายคนมักเผลอวิจารณ์ไปที่ตัวตนของคนรัก มากกว่าพูดถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ผลลัพธ์จึงทำให้อีกฝ่ายอาจรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกตัดสินหรือกล่าวหา จนเปลี่ยนจากการรับฟังไปเป็นการปกป้องตัวเอง และทำให้บทสนทนาหาทางออกร่วมกันได้ยากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ ฟิกส์จึงแนะนำให้ชวนคุยถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น มากกว่าตีตราไปที่ตัวตนของอีกฝ่าย โดยอธิบายว่าเราเห็นอะไร พฤติกรรมนั้นส่งผลต่อเราอย่างไร และอยากให้ทั้งคู่ช่วยกันหาทางออกอย่างไร ซึ่งวิธีการสื่อสารลักษณะนี้ยังช่วยให้เราสามารถสังเกตปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้ามได้ดีขึ้นด้วย

ค่อยๆ ทวงคืนพื้นที่ของตัวเอง

หากอยู่ในความสัมพันธ์ลักษณะนี้มานาน จนอิสระในการใช้ชีวิตลดลงโดยไม่รู้ตัว ฟิกส์แนะนำให้เราค่อยๆ ทวงคืนพื้นที่ของตัวเองกลับมา โดยไม่จำเป็นต้องหักดิบหรือประกาศให้อีกฝ่ายรับรู้ในทันที แต่เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น นัดเจอเพื่อนโดยไม่รู้สึกว่าต้องขออนุญาตคนรัก หรือแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ โดยไม่ต้องยึดตามความต้องการของอีกฝ่ายทุกครั้ง พร้อมกันนั้น ก็ลองหันกลับมาสังเกตความรู้สึกของตัวเองว่า เรารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และการได้ตัดสินใจด้วยตัวเองส่งผลต่อเราอย่างไร เพื่อค่อยๆ ฟื้นฟูความมั่นใจและเห็นคุณค่าของตัวเองอีกครั้ง

อย่ารับมือกับปัญหานี้เพียงลำพัง

แม้ปัญหาในความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นระหว่างคนสองคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรับมือกับทุกอย่างเพียงลำพังเสมอไป ฟิกส์แนะนำว่า ลองเปิดใจพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนในครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่พร้อมรับฟังโดยไม่ตัดสิน เพราะมุมมองจากคนภายนอกอาจช่วยให้เราเห็นสถานการณ์ได้ชัดขึ้น และค่อยๆ พาตัวเองกลับมาเชื่อมโยงกับความรู้สึกและตัวตนของเราอีกครั้ง

ในบางครั้ง คนรักของเราก็อาจไม่ทันได้รู้ตัวว่าการกระทำของตัวเองกำลังสร้างความลำบากใจให้เราอยู่ ฉะนั้น หากความรู้สึกของเราและอีกฝ่ายยังคงเหมือนเดิม ก็อาจลองจับมือหาทางก้าวข้ามผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปร่วมกัน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ หากลองพยายามสื่อสารและหาทางออกร่วมกันแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้สร้างความอึดอัดหรือกระทบต่อสุขภาพใจของเรามากเกินกว่าจะรับไหว การตัดสินใจเดินออกจากความสัมพันธ์ที่ Toxic ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะไม่มีใครจำเป็นต้องอยู่ในความสัมพันธ์ที่คอยบั่นทอนตัวเองไปตลอด

อ้างอิงจาก

empathi.com

abbymedcalf.com

theprivatetherapyclinic.co.uk

Graphic Designer: Manita Boonyong (IG: mntttk)
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...