‘ผบ.ตร.’เปิดใจ ‘คดีไอ้ป๋อง-ไอ้ธง ฆ่าโหดพี่น้องรัสเซีย’ สงสาร ‘ลูกน้อง’ถูกครหา ‘ใช้ผู้ต้องหาเป็นสาย’
เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ. คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณา มาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกฯ กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงาน ภายใต้การควบคุมดูแลของนายกฯ
โดยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ชี้แจงงบประมาณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตอนหนึ่งถึงคดีนายฑณา หรือ ป๋อง และนายธงชัย หรือธง 2 ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม 2 พี่น้องชาวรัสเซีย ว่า ตนเหลือเวลาอีกประมาณเดือนกว่า จะเกษียรอายุราชการ แต่เวลาที่เหลือก็พร้อมทำงาน ซึ่งในเรื่องนี้ขอเปิดใจคุยเลยว่า คดีนี้ตนลงไปดูด้วยตนเอง นายป๋อง ติดคุกมาก่อน 10 ปีที่แล้ว แล้วพ้นโทษออกมา พูดกันตรงๆ ก็ไม่น่าพ้นโทษมาตั้งแต่ข้อหาที่แล้ว ในเรื่องพยายามฆ่า เรื่องยาเสพติด
แต่ใครจับ ก็ตำรวจหาหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับนายป๋องจนติดคุก สะท้อนให้เห็นความตั้งใจ และการทำสำนวนสอบสวน แต่พอนายป๋องพ้นโทษ ก็มีความเก่าๆ กับคู่กรณี จนกระทั่งชักชวนสมัครพรรคพวก แล้วก็ไปก่อเหตุ แต่ใครที่ไปตามเรื่อง 2 พี่น้องชาวรัสเซีย ตำรวจ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย แต่ถามว่าข้อจำกัดในเรื่องบุคคลสูญหาย เรามีแนวทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการแจ้งให้ญาติผู้เสียหายทราบว่าเราตามไปขนาดไหน อย่างไร ตำรวจทำงาน แต่จุดอ่อนของตำรวจ คือทำอย่างเดียว โดยอาจจะละเลย หรือลืมไปว่าต้องแจ้งญาติของผู้เสียหาย แต่ทำมาโดยตลอด
ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า ในวันที่ 2 พี่น้องชาวรัสเซียหายไป เราทำเหมือนที่เราเคยทำ แต่จุดกำเนิดของเรื่องนี้ คือรถจักรยานยนต์ที่เช่า เรามีจุดเล็กๆ ที่เดินต่อไปได้ เราไล่ล่าตัวกันตั้งแต่ จ.ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว หลายท่านไม่ทราบว่า เราใช้ความพยายามแค่ไหน ในการตามแต่ละช่วงแต่ละตอน เราใช้กำลังแค่ไหน มันจึงผูกกับงบประมาณที่เราได้รับถึงน้อย คือความเป็นตัวตนของตำรวจ ที่ต้องทำให้ได้ จากนั้นเมื่อเราจับตัวได้ เพื่อมาดำเนินคดี แต่ลองย้อนกลับไปนึกดูว่า ตำรวจกว่าจะได้ตัว ลงน้ำ ลุยป่า เข้าตามบ้าน เสี่ยงอาวุธปืน ทั้งระเบิดเขาก็มี เรารู้ว่าเขามีระเบิด แต่ตำรวจก็เสี่ยง ตนดีใจที่หลายคนให้ความห่วงใยกับการทำงานของตำรวจ
“ถ้าเราได้ตัว แล้วสมมุติว่าเกิดการต่อสู้แล้วมีการวิสามัญเกิดขึ้น เราจะไม่มีทางทราบได้เลยว่า 2 พี่น้องชาวรัสเซียอยู่ที่ไหน และ 3 ร่างผู้เสียชีวิตก่อนหน้านั้นอยู่ตรงไหน ผมคิดว่า สิ่งที่ซ่อนเร้นมองไม่เห็นอาจบอกเราก็ได้ว่า เอาให้ได้ตัวก่อน พอได้ตัวมา การรับสารภาพก็เกิดขึ้น ทำให้เราใช้เวลาทั้งคืน ในการขุดหาร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ศพ ผมต้องขอแสดงความเสียใจต่อญาติเขาด้วย เป็นการกระทำที่รุนแรง อุกอาจ โหดเหี้ยมมาก จากนั้นการขยายผลเริ่มต่อ ใครเป็นคนขยายผล ใครเป็นคนไปขุดศพ ตำรวจครับ แต่สุดท้ายผมรู้สึกสงสารลูกน้องกับกระแสที่เกิดขึ้นในเวลานี้
กลายเป็นว่าตำรวจไม่ดีซะอย่างนั้น แต่เขาไม่เห็นความทุ่มเทที่เราทำ ประเด็นที่เกิดขึ้นเวลานี้ คือมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา ออกรายการแล้วบอกว่า มีตำรวจไปใช้เขาเป็นนิ้ว เป็นสาย โดยการจ้างวานซื้อขายยา ก็ไม่ว่ากัน ผมก็ไม่ว่าอะไรใคร ไม่ว่าสื่อ ผมก็บอกว่าไม่ต้องตอบโต้ ไม่โกรธ แต่ต้องไปแสวงหาข้อมูล ตำรวจถูกกล่าวหา ก็ต้องมาหาข้อมูล ผมก็ให้หลักการและแนวทางว่า ไปรับข้อมูลมา เมื่อรู้ตัว ก็ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำตรงไปตรงมา หากพบว่าผิดทางวินัยก็ว่าไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจ ทางอาญา ก็ไม่มีอายุความอยู่แล้ว แต่หากตำรวจไม่ผิด ผู้ให้ข้อมูลต้องรับผิดชอบ ทางกฎหมายเช่นกัน เราต้องเดินแบบนี้ ไม่ใช่ไปโกรธคนให้ข้อมูล หรือไปตอบโต้สื่อ” ผบ.ตร. กล่าว