ก้าวต่อไปของ “Immersive” Art ในวันที่ใคร ๆ ก็ต้องการประสบการณ์มากกว่าการครุ่นคิด
ปัจจุบันดูเหมือนว่า ใคร ๆ ก็ให้ค่าและความสำคัญกับประสบการณ์ ตัวอย่างจากโลกของการท่องเที่ยว Powder Bryne บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทัวร์สกีและสโนวบอร์ดในระดับลัคชูรีที่พบว่า ในระยะหลัง ประเทศญี่ปุ่นเหมาะกับการเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับทริปสกีหรูหราระดับครอบครัวมากกว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สิ่งนี้เป็นเพราะประเทศญี่ปุ่นมี "มิติ" ที่หลากหลายมากกว่า นอกเหนือจากการเล่นสกี นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมกิจกรรมเสริมอื่น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น การทัวร์วัด ชมการแสดงร่ายรำดาบซามูไร ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับทริปแสนพิเศษ
โลกของประสบการณ์ก้าวเข้ามาเป็นความสำคัญในโลกของศิลปะเช่นเดียวกัน ดังจะพบเห็นได้ทั่วโลกในงานลักษณะที่เรียกว่า “Immersive Art Exhibiton”
ผลงานของศิลปินชื่อก้องโลกมากมายถูกนำมาดัดแปลงสู่งานรูปแบบใหม่ที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo), โคลด โมเนต์ (Claude Monet), ซัลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí), ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) และโดยเฉพาะวินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) ซึ่งคงจะเป็นศิลปินที่ผลงานถูกนำมาจัดแสดงในนิทรรศการรูปแบบ Immersive Art นี้มากที่สุดคนหนึ่งของโลก โดยในปี 2022 มีเทศกาลที่นำเรื่องราวของศิลปินชาวดัตช์คนนี้มาจัดแสดงอยู่ทั่วโลกถึงอย่างน้อย 5 นิทรรศการ ได้แก่ “Van Gogh Alive” “Immersive Van Gogh” “Van Gogh: The Immersive Experience” “Beyond Van Gogh: The Immersive Experience” และ “Imagine Van Gogh: The Immersive Exhibition”
การพุ่งขึ้นของนิทรรศการเชิงดิจิทัลรูปแบบใหม่นี้กำลังบ่งบอกอะไรกับสภาพแวดล้อมและสังคมที่เราอยู่กันแน่
woodleywonderworks / Wikimedia Commons
จากการครุ่นคิดสู่การนิยมประสบการณ์
นักวิจารณ์ศิลปะหลายคนมองว่า เหตุผลหนึ่งของความนิยมในนิทรรศการแนว Immersive Art เกิดจากโรคระบาดโควิด-19 ที่พรากโสตประสาทให้มลายหายไปหมดสิ้นจากกายเนื้อของมนุษย์ ทำให้การรอคอยที่จะ “ประสบ” กับอะไรใหม่ ๆ มีความรุนแรงเป็นทวีคูณ
จากนั้นจึงตามมาด้วยการก้าวกระโดดของนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ โลกอินเทอร์เน็ตไม่เพียงเป็นแค่ส่วนเสริมในชีวิตอีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้าสู่สิ่งจำเป็นในชีวิตไปเสียแล้ว
Immersive Art Exhibition มีคอนเซ็ปต์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง กล่าวคือ ภาพวาดของศิลปินชื่อก้องโลกถูกนำมาตัดแบ่งและปะติดปะต่อในรูปแบบของการทำคอลลาจ เพื่อปกคลุมพื้นที่และผนังทั้งสี่ด้านของสถานที่จัดแสดงพิเศษ ในขณะเดียวกัน ก็มีเครื่องฉายภาพเคลื่อนไหวซึ่งทำหน้าที่เสกให้ภาพนิ่งกลับมามีชีวิตชีวา และภาพทิวทัศน์ถูกผสมผสานในรูปแบบใหม่อยู่เสมอ บางนิทรรศการมีการนำเสนอภาพโฮโลแกรม ขณะที่บางนิทรรศการมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน
เจเน็ต เครย์แนก (Janet Kraynak) นักประวัติศาสตร์ศิลป์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เสนอแนวคิดของการปรับตัวของพิพิธภัณฑ์ศิลปะท่ามกลางภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปไว้ในหนังสือชื่อ Contemporary Art and the Digitization of Everyday Life โดยเธอได้เสนอว่า พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะไม่ได้ถูกแทนที่โดยอินเทอร์เน็ต “แต่กลับถูกปรับโฉมใหม่ตามอินเทอร์เน็ตมากขึ้น”
เธอขยายความต่อ “ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ปฏิบัติกับผู้ชมเหมือน ‘ผู้ใช้’ ดังนั้นจึงต้องตอบสนองต่อความพึงพอใจของพวกเขา สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร สร้างความพึงพอใจ ไม่ก่อความขัดแย้ง และเน้นการมีส่วนร่วม” ผลพวงจากความเป็นมิตรนี้ก็คือ "พิพิธภัณฑ์ไม่ได้ช่วยให้ผู้ชมมองออกนอกกรอบตัวเอง ไม่ได้พาออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง"
Metropolitan Transportation Authority / Flickr
ด้าน เกรโกร์ มอนนิเยร์ (Gregoire Monnier) ผู้อำนวยการ Culturespaces องค์กรที่มีศูนย์ศิลปะทางดิจิทัลขนาดใหญ่ถึง 8 แห่งทั่วโลก เช่นในปารีส โซล และอัมสเตอร์ดัม มองนิทรรศการแนวประสบการณ์เช่นนี้ว่าเป็นเสมือนสะพานที่ทอดเชื่อมระหว่าง “โลกของวัฒนธรรมและความบันเทิง”
เมื่อพิพิธภัณฑ์ถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นแหล่งพื้นที่ในการสร้าง “คอนเทนต์” จึงไม่แปลกที่นิทรรศการเช่นนี้จะต้องพึ่งพาความตื่นตาตื่นใจ หรือเปลี่ยนจากการเพ่งมองงานศิลปะแล้วครุ่นคิดถึงสิ่งที่ศิลปินต้องการสื่อสาร มาสู่การออกแบบประสบการณ์ที่ผู้คนจะมีต่องานศิลปะได้
ซึ่งแนวโน้มของผู้ชมในปัจจุบันเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญว่า ประสบการณ์ขายได้ดีขนาดไหนในยุคสมัยนี้ นิทรรศการ Infinity Mirror Rooms โดย ยาโยอิ คูซาม่า (Yayoi Kusama) ซึ่งจัดแสดงที่ Tate Modern กรุงลอนดอนเป็นตัวการันตีความนิยมของความกระหายประสบการณ์ใหม่ ๆ นี้ได้ดี สังเกตจากบัตรเข้าชมที่ขายหมดเกลี้ยงทุกครั้งแทบจะทันทีที่ระบบถูกเปิดจอง
งานเหล่านี้ยังเหมาะเจาะกับพฤติกรรมที่คนต้องการเสพงานศิลปะแต่มีเวลาไม่มากนัก จึงต้องการแสวงหาประสบการณ์ที่ถูกออกแบบมาให้แล้วเสร็จสรรพ ในขนาดพื้นที่ที่มองเห็นได้อย่างจำกัด ต่างจากการมองงานศิลปะในรูปแบบปกติที่มีห้องเรียงรายและต้องอาศัยการเพ่งพินิจหรือการตีความ
ฟากของผู้คนทั่วไป อแมนดา ควัน (Amanda Kwan) เป็นหนึ่งในผู้คนที่ได้รับประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจในการชมงานนิทรรศการรูปแบบที่มอบประสบการณ์ใหม่ โดยเธอได้เข้าชมงานที่ Hall des Lumières ศูนย์ศิลปะดิจิทัลในมหานครนิวยอร์ก ที่ซึ่งทาง Culturespaces รับผิดชอบและเปิดตัวไปเมื่อปี 2022 ด้วยนิทรรศการ Gustav Klimt: GOLD IN MOTION
เธอบอกว่า “เวลาที่คุณไปที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน (The Metropolitan Museum of Art, Met) หรือสถานที่จัดแสดงศิลปะอื่น ๆ ที่มีของจัดแสดงมากมาย คุณจะรู้สึกเร่งรีบ พยายามเดินชมให้ครบ” แต่สำหรับนิทรรศการแบบใหม่นี้ “มันย่อยง่ายกว่า ประสบการณ์ที่ได้ก็ทรงพลังมาก ภาพกราฟิกก็น่าประทับใจ และเธอยังสนุกกับกิจกรรมที่แตกต่างออกไปจากการชมศิลปะแบบเดิม ๆ”
ดูเหมือนว่า นักวิจารณ์จะยังไม่ยอมรับการนำผลงานคลาสสิกมารีดเค้นประสบการณ์ใหม่ ๆ จากตัวงาน ทว่าฝั่งของผู้ชม มันได้กลายเป็นความรื่นเริงรูปแบบใหม่ที่อิ่มเอมทั้งกายและใจไปแล้ว
Jean-Pierre Dalbéra / Flickr
ก้าวต่อไปของ “Immersive” Art
แนวโน้มทางประสบการณ์กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ยังคู่ขนานไปกับสถานการณ์ของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน แอนนา คอร์นเบลอร์ (Anna Kornbluh) ผู้เขียนหนังสือ Immediacy, or The Style of Too Late Capitalism ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้กับนิตยสาร Jacobin ไว้ว่า “สมมติว่าคุณยืนอยู่หน้าภาพวาดของแวน โก๊ะ ในพิพิธภัณฑ์ ความหมายของภาพนั้นไม่ได้ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนโดยพลัน มันอาจจะอยู่ที่รองเท้าบนพื้นหรือจุดสีเหลืองบนภาพวาด ดังนั้นเราจึงต้องตีความสิ่งที่อยู่ตรงหน้า” กลับกัน “หากคุณยืนอยู่ในท่าโยคะที่ ‘Immersive Van Gogh Exhibition’ สิ่งที่มุ่งเน้นไม่ใช่การครุ่นคิดกับรายละเอียด แต่เป็นการผสมผสานประสาทสัมผัสทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงจากการครุ่นคิดไปสู่ประสบการณ์ที่เข้าถึงง่าย ชัดเจน และเร่งเร้าเหล่านี้ ถูกนำเสนอว่าเป็นการปลดปล่อยในการชมงานศิลปะของยุคสมัยนี้”
นอกจากนี้ เธอยังกล่าวต่อว่า “เราต้องเข้าใจด้วยว่า นี่เป็นความพยายามทางเศรษฐกิจเช่นกัน นั่นคือการตัดคนกลางออก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบธุรกิจขนาดใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นบริการให้เช่ารถยนต์ ไปจนถึงการซื้อขายหุ้นผ่าน e-brokerage กำไรที่ได้นั้นมาจากการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อมากกว่าการผลิตสินค้าขึ้นเอง”
แต่หากจะว่าไปแล้ว การที่ศิลปะถูกนำมาจับคู่กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะศิลปินมักเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ในสังคมที่เป็นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงเข้ามาสู่การสร้างสรรค์ในโลกทางศิลปะก่อนวงการอื่น ๆ อยู่เสมอ (เช่นการพุ่งขึ้นและจมดิ่งอย่างรวดเร็วของศิลปะในสกุล NFT)
martin_penas / Flickr
ว่ากันที่จริงแล้ว นิทรรศการแนว Immersive Art นั้นก็ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นถือกำเนิดในไม่กี่ปีให้หลังนี้ ศิลปินอย่าง โอลาเฟอร์ เอลิอัสสัน (Olafur Eliasson), เจมส์ เทอร์เรลล์ (James Turrell), หรือ Teamlab กลุ่มศิลปินจากประเทศญี่ปุ่น ต่างสถาปนาตัวเองในโลกศิลปะได้อย่างมั่นคงด้วยแนวทางการสร้างสรรค์งานที่พึ่งพาเทคโนโลยีล้ำยุคแบบนี้
เราคงไม่สามารถปฏิเสธพลวัตของเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลาได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญจึงตกอยู่ที่สารที่ต้องการจะสื่อและบริบทที่ไม่เคยแยกขาดจากผลงานของศิลปินคนนั้น ๆ ตัวอย่างเช่นนิทรรศการ Mexican Geniuses: A Frida and Diego Immersive Experience ที่จัดขึ้นที่ลอนดอนในปี 2022 ลุยส์ ชานคาร์ (Louis Shankar) แสดงความไม่ลงรอยกันระหว่างเทคโนโลยีและคุณค่าที่ผูกติดกับตัวศิลปินลงในเว็บไซต์ screen-shot.media ว่า ทั้งฟรีดา คาห์โล และดิเอโก้ ริเวร่า (Diego Rivera) ต่างเป็นอดีตสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์เม็กซิโก แม้ว่างานของพวกเขาจะถูกขายในราคาหลายล้านเหรียญ แต่การนำมาจัดวางในบริบทที่แยกขาดออกจากคุณค่าที่ติดตัวของทั้งคู่ ก็เสมือนเป็นการทำลายมากกว่าการสร้างสรรค์ เทียบเคียงกันกับคุณลุงเดวิด ฮอกนีย์ (David Hockney) ศิลปินชื่อดังคนแรก ๆ ที่เข้าสู่สนามของการนำเสนอประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยีอย่างไม่เคอะเขิน กับนิทรรศการชื่อว่า David Hockney: Bigger & Closer (not smaller & further away) จัดแสดงที่ Immersive Art Space ชื่อว่า Lightroom ในกรุงลอนดอน (โดยงานยังจัดแสดงอยู่ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2024)
หากใครติดตามผลงานของฮอกนีย์มาแต่เดิม จะรู้ดีว่าฮอกนีย์ใช้ไอแพดในการวาดรูปมาหลายปีแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เทคโนโลยีสามารถทำได้เพิ่มเติม ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะไม่ลอง
กว่า 250 ภาพผลงานตลอด 6 ทศวรรษในเส้นทางอาชีพศิลปะของเดวิด ฮอกนีย์ ถูกนำมาจัดแสดงในงานนี้ ทั้งภาพที่โด่งดัง ภาพที่หายาก และภาพที่วาดขึ้นใหม่เฉพาะนิทรรศการนี้
“ฉันอายุ 85 ปีแล้ว ดังนั้นฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหน แต่คนรุ่นใหม่บางคนอาจจะเห็นอะไรบางอย่างตรงนี้แล้วคิดว่า เฮ้ย ฉันก็น่าจะทำอะไรแบบนี้ได้เหมือนกันนะ ฉันหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยจุดประกายความคิดให้คนรุ่นใหม่” คุณลุงเดวิด ฮอกนีย์ วัย 85 ปีให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Guardian เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
B / Flickr
ที่ École Polytechnique Fédérale de Lausanne ศาสตราจารย์ด้านพิพิธภัณฑ์ดิจิทัล ซาร่าห์ เค็นเดอร์ไลน์ (Sarah Kenderdine) และทีมของเธอกำลังศึกษาวิธีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการพิพิธภัณฑ์ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์มีส่วนร่วมกับนิทรรศการและผู้เข้าชมคนอื่น ๆ หรือการหาแนวทางที่ดีกว่าในการเข้าถึงคอลเล็กชันของพิพิธภัณฑ์สำหรับสาธารณชน
กว่า 25 ปีที่เธอได้ร่วมมือสร้างสรรค์แนวทางใหม่ ๆ ในการเข้าถึงและจัดการทางศิลปะด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาทิเช่น การใช้เทคโนโลยีแบบอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อช่วยในการเข้าถึงคลังฟุตเทจของนักดนตรีแจ๊ส บลูส์ และดนตรีละตินกว่า 5,400 คน หรือใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการช่วยให้คนเข้าถึงแหล่งทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าแต่เปราะบางได้ อย่างเช่นถ้ำ Mogao ในเมืองตุนหวง มณฑลกานซู ประเทศจีน
จากประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา เธอมองว่าพิพิธภัณฑ์ยังมักทำอะไรไปตามกระแสในเรื่องของเทคโนโลยี ตัวอย่างเด่นชัดคือ แว่น VR (Virtual Reality) ที่พิพิธภัณฑ์หลายแห่งซื้อมา “มันแทบจะไร้ประโยชน์ในบริบทของพิพิธภัณฑ์วิทยา เพราะมันเป็นการแยกผู้ชมออกจากกัน ไม่ถูกสุขลักษณะ ใช้งานยากมาก และต้องมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลแว่น VR หนึ่งอันต่อผู้เข้าชมหนึ่งคน”
นอกจากนี้ เธอยังไม่ใช่แฟนตัวยงของนิทรรศการที่ฉายภาพศิลปะบนผนังเพียงอย่างเดียว เธอวิจารณ์นิทรรศการศิลปะแบบดื่มด่ำประสบการณ์ของฟรีดา คาห์โล ว่า “เชยซะจนน่ากลัว” เนื่องจากมันบิดเบือนศิลปะต้นฉบับ
ดังนั้น โจทย์ที่สำคัญคือการเข้าใจสื่อกลางชนิดใหม่นี้ เพื่อสร้างสรรค์ให้สอดรับกับสารและบริบทที่ต้องการจะสื่อ ท่ามกลางพลวัตที่ยากจะต้านทานของเทคโนโลยีและสังคม ดังเช่นความเห็นของเค็นเดอร์ไลน์ว่า “ผู้คนมีรสนิยมในการเสพงานศิลปะแบบดื่มด่ำมากขึ้น มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่จะทำแบบนั้น เพราะเห็นได้ชัดว่า สาธารณชนต้องการรูปแบบการรับชมแบบใหม่ และฉันคิดว่านั่นคือประเด็นที่สำคัญมากกว่า”
ที่มา : บทความ “Art or capitalism? Inside the rise of Instagrammable immersive exhibitions in London” โดย Louis Shankar
บทความ “Immersive exhibitions: the future of art or overpriced theme parks?” โดย Hettie O'Brien
บทความ “Immersive Art Exhibitions: Future or Fad?” โดย Hayley Zhao
บทความ “Ready to plunge in? The rise and rise of immersive art” โดย Peter Conrad
บทความ “Immersive Art Exhibitions: Spellbinding, or Forgettable?” โดย Christy Choi
บทความ “The Rise of “Immersive” Art” โดย Anna Wiener
บทความ “Why Is Our Culture So Obsessed With Individual Experience?” โดย Daniel Zamora
บทความ “Is experiential travel the next big trend?” โดย Sean Newsom
บทความ “‘I hope it gives young people some ideas!’: David Hockney’s immersive art show – photo essay” โดย Tim Jonze และ Mee-Lai Stone
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล