เด็กแฝดคนนั้นเป็นลูกของท่านประธาน (คนซึน) |ติดเหรียญล่วงหน้า อ่านฟรีทุกวัน*
ข้อมูลเบื้องต้น
แนวโรแมนติกฟีลกู๊ด (อยู่นะ) ดราม่าหน่อยๆ ฟินฉ่ำใจ ตับไตแข็งแรง╰(*°▽°*)╯
ไม่นอกกาย
ไม่นอกใจ
ไม่ Toxic
ᓚᘏᗢ
***ติดเหรียญล่วงหน้า ปลดอ่านฟรีทุกวันค่ะ***
“แต่เราไม่ได้รักกัน การแต่งงานมันก็แค่ฉากหน้าชั่วคราว”
“ถ้าคุณคิดแบบนั้นตั้งแต่แรก ผมบอกเลยว่าคุณพลาดแล้ว ผมอยู่เป็นโสดหัวใจว่างเปล่ามาตั้งสามสิบแปดปี ผมไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามามีอิทธิพลกับผม แต่ผมเลือกคุณ แต่งงานกับคุณ ไม่ต้องพูดว่าผมทำเพราะอยากแก้ตัวเรื่องในอดีต ผมรู้ตัวเองดีว่ากำลังทำอะไร การแต่งงานเป็นแค่ฉากหน้าชั่วคราวอย่างนั้นเหรอ หึ! อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้นปรายฟ้า”
“ก็ฉันจะใช้คุณเป็นตัวยั่วให้พวกนั้นอิจฉา สำหรับฉันมันเลยเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว”
“ชั่วคราวในความหมายของผม คือตลอดชีวิตที่เหลือนับจากนี้ คุณจะเป็นอิสระจากพันธะสามีภรรยาก็ต่อเมื่อผมตายแล้วเท่านั้น”
เรื่องย่อ
แปดปีก่อน ต่างคนต่างพลาดในสัมพันธ์คืนเดียวที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ เลยเถิดจนนำไปสู่การตั้งครรภ์ ปราบต์ตัดสินใจให้เธอเอาเด็กออก ปรายฟ้าตกลงรับคำและรับเงินก้อนมาจากเขา
ทว่าผ่านไปแปดปี เด็กแฝดชายหญิงกลับมาตามหาพ่อถึงห้องท่านประธาน จะปฏิเสธก็ไม่ได้ด้วยในเมื่อหลักฐานอยู่บนหน้าเด็กประหนึ่งคัดลอกสำเนา
ก็ในเมื่อเธอปิดบังและไม่ทำตามข้อตกลงตั้งแต่แรก ดังนั้นจะเป็นไรไปหากเขาจะทวงสิทธิ์ 'พ่อ' ของลูก และพ่วงด้วยตำแหน่ง 'สามี' ของเธอ
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
มีเด็กมาขอพบท่านประธานค่ะ
1
มีเด็กมาขอพบท่านประธานค่ะ
“ท่านประธานฯ คะ มีเด็กมาขอพบท่านค่ะ”
“เด็กเหรอ?” มือที่กำลังเปิดอ่านเอกสารในแฟ้มเกิดหยุดกึก คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยกับสิ่งที่เลขาฯ แจ้งผ่านอินเตอร์คอม
“ใช่ค่ะ ชื่อปกป้องกับปิงปิง ให้เข้าพบไหมคะ”
“เดี๋ยวนะ ลูกใคร?”
“อ้าว! ท่านประธานไม่รู้จักเหรอคะ”
“ก็ไม่รู้จักน่ะสิ แล้วตอนนี้เด็กพวกนั้นอยู่ไหนกัน ข้างล่างตึกเหรอ”
“เปล่าค่ะ อยู่หน้าห้องนี่แล้ว คุณปล…” เสียงของเลขาฯ เกิดสะดุดและทิ้งช่วงความเงียบให้ทำงาน แต่เพียงไม่กี่วินาทีก็เอ่ยขึ้นใหม่อีกครั้ง “…อ๋อ เอ่อ เด็กๆ บอกว่าเป็นลูกของท่านประธานค่ะ…หา? เป็นลูก!”
“นี่คุณกำลังเล่นอะไรอยู่หรือเปล่าคุณนก”
“เปล่าๆ ค่ะ นกไม่ได้เล่นอะไรค่ะท่านประธานฯ เด็กสองคนอยู่หน้าห้องนี้แล้ว งั้นนกพาเข้าไปเลยนะคะ” นกหรือกนกอรกดปุ่มหยุดสนทนาทั้งที่ยังไม่มีคำอนุญาตจากเจ้านาย
ปราบต์ยังไม่ทันประมวลผลหาคำตอบ ประตูห้องทำงานก็เปิดออกกว้าง กนกอรวัยสี่สิบปีวาดยิ้มแหยเดินนำมาคนแรก ตามมาด้วยเด็กน้อยชายหญิงวัยเจ็ดขวบที่จูงมือกันเดินเข้ามา ต่างคนต่างสะพายกระเป๋าเป้กันคนละใบ
“ละ ลูกท่านประธานฯ ค่ะ” กนกอรรายงานเพียงเท่านั้นแล้วรีบเผ่นออกไป ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงรั้งที่ไล่ตามหลังของเจ้านาย
ดวงตาฉงนปนฉุนวาดกลับมาทางเด็กสองคนที่มองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เด็กผู้หญิงคล้ายจะยิ้ม แต่ก็คลี่ริมฝีปากไม่สุด ส่วนเด็กชายหน้านิ่ง เรียวคิ้วขมวดชนกันไม่ต่างจากปราบต์ ผู้บริหารวัยสามสิบแปดปีลุกจากเก้าอี้แล้วเดินอ้อมมาหาเด็กทั้งสอง
“นี่หนูสองคนเป็นใครครับ”
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อปิงปิง” เด็กหญิงทำใจดีสู้เสือ พนมมือเล็กไหว้ย่อพร้อมยิ้มให้หวานหยด
“แล้วหนูมาทำอะไรกันที่นี่ครับ มาได้ยังไง ใครพาเข้ามา”
“เราสองคนมาตามหาพ่อค่ะ” ปิงปิงหรือเด็กหญิงไปรยาตามที่มารดาตั้งให้รับหน้าที่ตอบคำถาม พลางหันมองพี่ชายฝาแฝดที่ไม่พูดไม่จาเอาแต่จ้องคนตัวสูงไม่วางตา ความกลัวของปกป้องมีเพียงเสี้ยวเดียวแค่ตอนที่เดินตามคุณน้าผู้หญิงเข้ามา และพอเผชิญหน้ากับเขาก็กลายเป็นความนิ่งเยือกเย็นอย่างที่เด็กเจ็ดขวบไม่ค่อยเป็นกัน
“พ่อเหรอ? พ่อหนูเป็นใคร”
ปิงปิงสะกิดพี่ชายราวกับบอกเป็นนัยว่าให้เขาช่วยพูดบ้าง แต่ปกป้องไหวไหล่ทำเมิน ปิงปิงเลยหันไปยิ้มกับคนตัวสูงที่เลิกคิ้วอย่างรอคอยคำตอบ
“คุณพ่อชื่อปราบต์ นามสกุลไกรกรัณย์ ทำงานอยู่ที่นี่ค่ะ คุณลุงรู้จักใช่ไหมคะ” อันที่จริงปิงปิงจะถามว่าใช่คุณลุงหรือเปล่าคะที่เป็นพ่อของหนูกับพี่ปกป้อง แต่ความกล้าของเด็กหญิงยังมีไม่มากพอ ก็คุณลุงคนนี้หน้าตาละม้ายคล้ายกับที่คุณยายให้ดูรูปเลย
ปราบต์อ้าปากเหวอ ความตกใจในสีหน้าทวีคูณยิ่งกว่าตอนที่เด็กสองคนเดินเตาะแตะเข้ามาเสียอีก พลางสายตาก็ไล่มองทั้งคู่หัวจรดเท้าอย่างถ้วนถี่
นี่ใครมันเล่นตลกกับเขาล่ะเนี่ย ครั้งหนึ่งปราบต์เคยพลาดทำผู้หญิงท้อง แต่ตอนนั้นเขาก็จัดการเรียบร้อยพร้อมรับตราบาปฝังใจมาตลอดแปดเก้าปี และนับจากนั้นยามเขานอนกับผู้หญิงคนไหนก็ป้องกันอย่างดีตลอด ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ปราบต์จะพลาดทำผู้หญิงคนไหนท้องอีก
“ใครบอกหนู ใครพาหนูมา”
“กลับเถอะยัยปิง ไม่รู้จะมาทำไม อยากเห็นหน้าเขาก็ได้เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นอยากได้เป็นพ่อเลยสักนิด”
เด็กชายปริปากพูดเป็นคำแรก และดึงความสนใจจากปราบต์ให้เบือนไปมองหน้าเด็กชายเต็มตา ปกป้องแอบใจตกไปอยู่ตาตุ่มนิดหน่อยเพราะดวงตาสงสัยคู่นั้นมีความน่ากลัวเจืออยู่ ปราบต์พิจารณาใบหน้าเด็กชายพลางหัวใจก็วูบๆ โหวงๆ อย่างบอกไม่ถูก
นี่เขากำลังส่องกระจกมองตัวเองตอนเป็นเด็กอยู่หรือเปล่า?
“กลับกันเถอะปิงปิง” ปกป้องกระตุกมือน้องสาวอีกครั้ง “ได้เห็นหน้าเขาก็พอใจแล้วนี่ กลับไปโดนแม่โกรธแน่”
เด็กหญิงปิงปิงถอนหายใจก้มหน้าเซ็งที่พ่อไม่ยิ้มตอบเธอกับพี่ชายฝาแฝดเลยสักนิด ในเมื่อทุกอย่างผิดจากที่คาดแล้วจะดึงดันไปทำไม เด็กหญิงพยักหน้าแล้วก้าวขาตามพี่ไปทางประตู
“เดี๋ยวครับ เอ่อ หนูรู้ได้ไงว่าลุงเป็นพ่อหนู” ปราบต์ส่งคำถามและเด็กหญิงก็รีบหันมาตอบทันที
“คุณยายบอกค่ะ คุณยายให้ดูรูปและบอกว่าพ่อชื่อปราบต์ นามสกุลไกรกรัณย์”
ก่อนที่ประธานบริหารแห่ง KHT จะทันได้ยกมือเกาหัวแกรกๆ เด่นภูมิพร้อมด้วยปรมัตถ์น้องชายคลานตามกันมาของปราบต์ก็ผลักประตูเข้ามา ริมฝีปากฉีกยิ้มแฉ่ง แววตาของน้องชายทั้งสองเหมือนมีอะไรอยู่ในนั้น ปราบต์เข้าใจทันทีว่าไอ้น้องเวรกำลังอำเขาเล่นอยู่
“ฝีมือแกสองคนเหรอ ว่างกันมากหรือไงฮะ!” ปราบต์เอ็ดอย่างรักษาอารมณ์ไม่ให้เด็กตกใจกลัว สองแฝดยังอยู่ในห้องพลางแหงนมองคนนั้นคนนี้ตาปริบๆ
“ใจเย็นก่อนเฮีย ไม่รู้อะไรก็อย่าเพิ่งโวยเนอะ ไปคุยกันห้องปูนดีกว่า” ปลื้มหรือเด่นภูมิพยักพเยิดพลางจะนำออกไป ก่อนนึกได้ว่าต้องบอกเด็กทั้งสองคน เด่นภูมิเป็นคนพาทั้งคู่มาส่งถึงหน้าห้องและสั่งให้เลขาฯ ของปราบต์พูดตามที่ตนสั่ง จากนั้นก็รออยู่ข้างนอก พอสบจังหวะที่เหมาะสมก็ปรากฏตัวพร้อมปรมัตถ์น้องคนเล็กของบ้านไกรกรัณย์
“ปกป้องกับปิงปิงรออาอยู่ที่ห้องนี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวอามา”
“รีบมานะครับ ผมอยากกลับบ้าน”
“ครับ เดี๋ยวจะรีบมา” เด่นภูมินำออกไปแล้วและไม่ลืมวานให้กนกอรช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลเด็กทั้งสอง
ปราบต์เหลียวกลับไปมองคนที่สมอ้างเป็นลูกของเขาอย่างไม่มีความเข้าใจอะไรในหัว ก่อนถอนสายตาและเดินตามน้องชายทั้งสองไปยังห้องทำงานของปรมัตถ์
“แกเล่นอะไรวะปลื้ม มันใช่เรื่องไหม เห็นความรู้สึกผิดของฉันเป็นเรื่องตลกเหรอ โตจนป่านนี้แต่เล่นเป็นเด็กๆ ไปได้” ทันทีที่ประตูห้องทำงานของปรมัตถ์ปิดลง เสียงขุ่นของพี่ใหญ่ก็ตะคอกใส่เด่นภูมิทันที แต่คนโดนว่ากลับยิ้มหน้าตาย สะทกสะท้านหรือความตกใจในแววตาหามีไม่
“ใครบอก ไม่ได้ว่างและปัญญาอ่อนแบบนั้นซะหน่อย”
“แล้วที่แกทำอยู่คือมีปัญญามากเลยสินะ กับเรื่องที่ฉันเคยทำผู้หญิงท้องและให้เธอไปทำแท้ง มันเป็นเรื่องที่พวกแกตลกชอบใจกันมากใช่ไหม” ทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นทุกข์กับบาปนี้มาตลอดแต่ยังเอามาล้อเล่น หากไม่เกิดเรื่องของเมรินทร์ภรรยาของปรมัตถ์ ปราบต์ก็คงเก็บตราบาปนี้เป็นความลับที่รู้เฉพาะตนไปจนตาย พอมีคนอื่นทราบเพิ่มมันก็เลยกลายเป็นความน่าหงุดหงิดเช่นนี้
“เฮียก็ใจเย็นๆ ก่อนสิ จะโมโหทำไม เฮียปลื้มเขาจะยี่สิบเก้าแล้วนะ อีกนิดก็สามสิบแล้ว เขาไม่เสียเวลาทำเรื่องปัญญาอ่อนหรอก” ปรมัตถ์เข้าข้างพี่คนรองพลางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งของตน เขาก็เพิ่งทราบเรื่องทั้งหมดจากเด่นภูมิเมื่อสองชั่วโมงก่อนนี่เองว่าพี่ชายไปเจอของดีอะไรที่เชียงใหม่
“ทีแรกผมแอบคิดว่าเฮียซุกลูกซุกเมียไว้ไม่กล้าเปิดเผย แล้วทำมาเป็นบอกพวกเราว่าให้เธอเอาเด็กออกไปแล้ว แต่ก็ชัดเจนแล้วว่าเฮียไม่เคยเจอเด็กสองคนนั้นมาก่อน” วันที่เจอสองแฝดหลงทางที่ห้างสรรพสินค้า เด่นภูมิยอมรับว่าแอบคิดในแง่ร้ายกับพี่ชายจริง
“ก็ไม่เคยเจอน่ะสิ แกเล่นบ้าอะไรของแกวะปลื้ม”
“ผมกล้าสาบานเลยว่านี่คือเรื่องจริง เด็กสองคนนั้นเป็นลูกเฮีย เฮียไปตรวจดีเอ็นเอได้เลย ถ้าเกิดว่าไม่ใช่ลูกเฮียผมจะยอมเปลี่ยนนามสกุลและเชิญตัดออกจากกองมรดกได้เลย จะไม่เอาอะไรสักอย่างด้วย”
เด่นภูมิกอดอกจ้องพี่ชายที่อายุนำเขาไปสิบปีเต็ม ความยียวนในสีหน้าน้องคนรองยังพอมีอยู่บ้าง แต่แววตาที่จ้องประสานกันมันเต็มไปด้วยความท้าทายที่มั่นใจ
“โห มั่นถึงขั้นให้ตัดจากกองมรดกเลยว่ะ” ปรมัตถ์พึมพำ พลางหยิบขนมเจลลี่เข้าปาก สลับมองพี่ทั้งสองที่จ้องตากันราวกับนักมวยบนสังเวียน
“เฮียบอกว่าเรื่องนั้นมันเป็นตราบาปที่ลืมไม่ลงใช่ไหม แล้วเฮียลืมหน้าผู้หญิงคนนั้นไปหรือยัง”
“ยัง”
กี่ร้อยกี่พันคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหากไม่ใช่คนสำคัญก็ไม่ถูกจัดอยู่ในสารบบความทรงจำ แต่เธอคนนั้นเพียงหนึ่งถึงสองครั้งที่พบพักตร์ และนับจากวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบเก้าปีแล้วที่ไม่ได้เห็นหน้าเธออีกเลย แต่พื้นที่ในความทรงจำของปราบต์กลับถูกผู้หญิงคนนี้ครอบครอง ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าเธอไม่เคยเลือนรางสักนิด
“เธอคนนั้นมีแค่เฮียคนเดียวที่รู้จักหน้าตา ผมไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น แต่ผมรู้จักชื่อเขานะ เฮียล่ะรู้ไหม”
“ไม่รู้”
“เธอชื่อปรายฟ้า อายุยี่สิบหกปีเท่าปูน เธอเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ที่แม่ออน สวยมากและก็เก่งมากด้วย ถ้าเฮียยังจำหน้าเธอได้ก็ลองไปขอเด็กๆ ดูหน้าแม่ของเขาสิ ผมเชื่อว่าพวกเขาต้องมีรูป อ้อ ลืมไปผมก็มีรูปเธอนี่นา” เด่นภูมิควักโทรศัพท์ของตนออกมา ค้นหาในคลังภาพเพียงครู่เดียวก็ยื่นส่งให้พี่ชาย
ผู้หญิงในรูปไม่ได้หันมองกล้องตรงๆ เป็นช็อตคล้ายแอบถ่ายทีเผลอเสียมากกว่า ใบหน้าหันข้างสะท้อนแสงแดดยามเช้า ริมฝีปากสีชมพูคลี่ยิ้มเต็มวงหน้า หัวใจปราบต์กระตุกไหวรุนแรง แม้ไม่ใช่ภาพถ่ายหน้าตรง ทว่าเท่านี้ก็เพียงพอใช้ยืนยันว่าตรงกับคนในความทรงจำของเขา
“ผมแอบถ่ายเขาน่ะ แต่ก็น่าจะชัดพอให้จำได้นะ” ซึ่งสีหน้าพี่ชายในตอนนี้ก็ชัดเจนว่าใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์
“แกไปเจอเขาได้ยังไง” เสียงถามแผ่วลงต่างจากเมื่อครู่ที่เน้นกระชากด้วยความโมโห
“ไม่กี่วันหลังจากที่พวกเฮียกลับจากเชียงใหม่ ผมบังเอิญได้เจอพวกเขา มันเป็นความบังเอิญที่มหัศจรรย์มาก เด็กแฝดสองคนนั้นกำลังหลงกับแม่ที่ห้างฯ ผมเลยช่วยพาไปที่ประชาสัมพันธ์ และระหว่างที่รอแม่เขามารับผมเลยเลี้ยงไอติมและนั่งคุยกัน คุยไปคุยมาเจ้าหนูปิงปิงก็บอกว่าพ่อตัวเองเป็นคนกรุงเทพฯ ชื่อปราบต์ ไกรกรัณย์” เด่นภูมิจำได้แม่นว่าตัวเองถึงกับสำลักกาแฟพรวดตอนที่ปิงปิงบอกชื่อแซ่ของบิดา “เพื่อความแน่ใจเลยให้ลองสะกดดู ซึ่งเขาก็สะกดถูกนะ และตอนนั้นเองแม่ของฝาแฝดก็มารับพอดี เธอเลยตอบแทนผมด้วยการชวนไปพักที่โฮมสเตย์ของเธอ”
“ซึ่งอย่างเฮียปลื้มผู้ชื่นชอบการกินเผือกร้อนของชาวบ้านก็ไม่มีทางพลาดแน่นอนใช่ปะ” ปรมัตถ์สอดขึ้นพลางโยนเจลลี่รูปหมีเข้าปาก
“ถ้าจะขนาดนั้นก็พูดมาเถอะว่ากูชอบเสือก”
“ใช่ เฮียปลื้มชอบเสือกมาก”
“แล้วยังไงต่อ แกไปถามเขาเหรอว่าฉันเป็นพ่อของลูกเขาจริงไหม หมายถึงผู้หญิงคนนั้นน่ะ” ปราบต์ทวงถามความต่อเนื่อง ความรู้สึกในตอนนี้ยังก้ำกึ่งเลือกฟากฝั่งไหนไม่ได้
“เปล่าหรอก ผมไม่กล้าถามเขาตรงๆ แบบนั้น พอเชิญไปพักที่โฮมสเตย์ วันต่อมาผมก็รีบไปที่แม่ออนเลย อยากรู้จัดจนรอไม่ไหว เธอต้อนรับดีมาก เป็นคนสวยที่เก่งครบเครื่อง ดูแลโฮมสเตย์และทำอะไรเองหมดแทบทุกอย่าง คุณปรายฟ้าไม่ได้พูดถึงพ่อเด็กเลยนะ และเหมือนเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าผมเป็นน้องเฮีย”
“แล้วแกรู้ได้ยังไง”
“คุณแม่ของคุณปรายฟ้าน่ะสิเธอรู้เรื่องทุกอย่าง พอรู้ว่าผมเป็นใครก็เลยเป็นที่มาของวันนี้ที่เฮียได้เจอลูกๆ ไง” เด่นภูมิตบฝ่ามือหนักๆ บนบ่าพี่ชายที่ราวกับสมองกำลังประมวลผลจนเครื่องรวน “สุดท้ายผู้หญิงคนนั้นก็เก็บลูกไว้ ตราบาปที่ฝังใจเฮียมาตลอดก็เท่ากับว่าถูกหลอกให้รู้สึกแย่ พอรู้แบบนี้แล้วเฮียจะทำยังไง จะรับผิดชอบเขาไหม?”
“ปากบอกรู้สึกผิดที่ไล่เขาไปทำแท้ง แต่พอเขาไม่ได้ทำจริงๆ แล้วทีนี้เฮียปราบต์จะโล่งใจได้หรือเปล่านะ? หรือเครียดยิ่งกว่าเดิมเพราะเด็กมาตามหาพ่อถึงกรุงเทพฯ พอคิดดูแล้วก็อดชื่นชมเธอไม่ได้เนอะ คงเหนื่อยน่าดูที่เลี้ยงลูกแฝดโดยไม่มีพ่อ เอ๊ะ? หรือเขามีพ่อใหม่ให้เด็กแล้วอะเฮียปลื้ม”
“ไม่มี เธอโสดตลอดศก ฉันสืบมาแล้ว แต่ผู้ชายจีบเยอะเหมือนกันนะ ล่าสุดเป็นพ่อเลี้ยงไร่ส้มที่เทียวมาทำคะแนนแทบทุกวัน” เด่นภูมิยังเหลืออีกหลายประโยคที่ค้างไว้ในหัว แต่จำต้องหยุดกลางคันเพราะกนกอรเคาะประตูห้องพร้อมเปิดเข้ามาทันที
“ขออนุญาตค่ะ เด็กๆ งอแงจะกลับบ้านกันแล้วค่ะคุณปลื้ม นกพยายามปลอบแล้วแต่พวกเขาจะกลับบ้านท่าเดียวเลยค่ะ”
เด่นภูมิพยักหน้ารับทราบแล้วเดินออกไปจากห้องโดยไม่เอ่ยอะไรต่อ ครั้งแรกที่เจอเด็กๆ พวกเขาใช้คำนำหน้าว่า ‘ลุง’ ทว่าพอรู้สถานะที่แท้จริงเด่นภูมิจึงให้เรียก ‘อาปลื้ม’ ซึ่งดูจะถูกต้องตามหลักกว่า
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันครอบครัวของเขารวมทั้งปราบต์ยกโขยงไปพักผ่อนที่เชียงใหม่ และพอต่างคนต่างแยกย้ายกลับมาทำงาน เด่นภูมิก็โดนสายลมที่จะเรียกว่าพรหมลิขิตก็ไม่ผิดอะไร พัดพาไปเจอสองแฝดชายหญิงวัยเจ็ดขวบที่พลัดหลงกับมารดาในห้างสรรพสินค้า แฝดน้องหน้าตาจิ้มลิ้มคุยเก่ง แฝดพี่นิสัยนิ่งพูดน้อยมีหน้าที่คอยปรามน้อง แค่เพียงครั้งแรกที่ได้พบกันเด่นภูมิก็บังเอิญทราบชื่อนามสกุลบิดาของฝาแฝด บุคคลที่เด็กน้อยแค่รับรู้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิด แต่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาตลอดเจ็ดขวบ
“ขอบคุณค่ะ คุณลุงใจดีจัง หน้าตาก็หล่อ พ่อหนูก็หน้าตาหล่อแบบคุณลุงเลยค่ะ” เด็กหญิงปิงปิงเลียไอติมแพร่บๆ พลางมองหน้าคุณลุงใจดีที่เลี้ยงไอศกรีมหลังจากพาไปประกาศตามหาผู้ปกครองที่ประชาสัมพันธ์ และตอนนี้ก็นั่งกันอยู่ที่เก้าอี้ตรงริมทางเดินเพื่อรอแม่มารับ
“พูดมาก ไม่เคยเห็นตัวจริงพ่อซะหน่อย” ปกป้องขัดน้องสาว
“อ่าวเหรอ ไม่เคยเห็นตัวจริงเหรอ แล้วพ่อเราอยู่ไหนล่ะ” เด่นภูมิปากไวไปหน่อย พอถามออกไปก็มาฉุกคิดว่าเรื่องแบบนี้จะส่งผลต่อความรู้สึกของเด็กหรือเปล่า
“อยู่กรุงเทพฯ ค่ะ คุณยายบอกว่างั้น”
“เหรอ ลุงก็มาจากกรุงเทพฯ นะ”
“ว้าว คุณลุงก็เป็นคนกรุงเทพฯ งั้นคุณลุงรู้จักพ่อหนูไหมคะ พ่อหนูชื่อปราบต์ นามสกุลอะไรนะพี่ปก”
“ไกรกรัณย์”
พรวด!
ความตกใจทำคนนามสกุลเดียวกันถึงกับสำลักกาแฟที่เพิ่งดูดเข้าปาก สองเด็กน้อยก็พลอยงงงันกับอาการของคุณลุง
“คุณลุงโอเคไหมคะ”
“มะ เมื่อกี้หนูบอกว่าชื่อนามสกุลของพ่อหนูคืออะไรนะครับ”
“พ่อปราบต์ค่ะ ปราบต์ ไกรกรัณย์”
เด่นภูมิอึ้ง สมองรวนเรประมวลผลไม่ทันราวกับเครื่องค้างไปแล้ว หรืออาจจะเป็นคนชื่อเหมือนและนามสกุลก็บังเอิญออกเสียงคล้ายกัน แต่เขียนไม่เหมือนกัน
“ไกรกรัณย์เขียนยังไงเหรอครับ”
“สระไอ ก.ก่าย ร.เรือ ก.ก่าย…แล้วอะไรอีกอะพี่ปก น้องจำไม่ได้”
“ก็ร.เรือ ไม้หันอากาศ ณ.เณร ยอ…”
ปกป้องสะกดคำต่อจากน้องสาวยังไม่ทันจบดีก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตกใจของมารดาที่กระหืดกระหอบตรงมา หญิงสาวร่างสมส่วนใบหน้าผ่องสวยเต็มไปด้วยความตกใจ เธอดุลูกเล็กน้อยก่อนหันมาขอบคุณเขา พร้อมยื่นนามบัตรให้สิทธิ์เด่นภูมิไปพักที่โฮมสเตย์ฟรี ซึ่งความบังเอิญที่ดูคล้ายจะกลายเป็นประเด็นซีเรียสของบ้านไกรกรัณย์เช่นนี้เด่นภูมิจะเมินได้อย่างไร
ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ สมาชิกบ้านไกรกรัณย์เพิ่งทราบความลับที่พี่ใหญ่ซ่อนไว้ ว่าแปดปีก่อนเขาเคยพลาดทำผู้หญิงท้องและแก้ปัญหาด้วยการเชื่อฟังปู่ผู้ล่วงลับ เลยให้เธอไปทำแท้งจนนำมาซึ่งตราบาปที่ปราบต์ลืมไม่ลงมาตลอดแปดปี ส่วนหนึ่งก็เพราะหญิงสาวผู้นั้นส่งภาพก้อนเลือดที่คล้ายว่าเป็นตัวอ่อนของเด็กที่ถูกรีดออกจากมดลูกมาให้เขา คล้ายเธอต้องการตอกย้ำว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เธอคนเดียวที่ต้องอยู่กับความทรงจำสีเลือด
คุณปลื้มทำเซอร์ไพร์สพี่หนักมาก เหวอไปเลยคุณปราบต์
พ่อเจ้าแฝด
2
พ่อเจ้าแฝด
เด่นภูมิกลับไปหาสองแฝดที่นั่งจ๋องไหล่ชิดกันบนโซฟารับแขกในห้องทำงานของประธานบริหารแห่ง KHT พร๊อพเพอร์ตี้ ปราบต์และปรมัตถ์ก็ตามเข้าไป คนที่เพิ่งรู้ตัวว่ามีลูกได้แต่มองเด็กแฝดด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เรียวคิ้วยังขมวดชนกันอย่างไม่คลายปมเสียที
“คุณอาปลื้มครับพาผมกับน้องกลับบ้านได้ไหมครับ ถ้าแม่ปรายรู้ว่าเราแอบมา แม่ต้องโกรธมากแน่ๆ” เด็กชายปกป้องขอร้องอย่างสุภาพ ดวงตากรุ่นกังวลมองอาปลื้มแล้วแลไปทางปราบต์ แต่เพียงไม่กี่วินาทีก็กลับมาหาเด่นภูมิ
“หา? หมายความว่าไง แกลักพาตัวลูกเขามาเหรอปลื้ม” ปราบต์เผลอเสียงดังใส่ จะไม่ให้ตกใจอย่างไรไหวในเมื่อน้องชายทำเรื่องใหญ่โดยพลการ
“เอ่อ ก็ไม่เชิงน่ะ ผมไม่ได้ลักพาตัว เด็กๆ เต็มใจมา ถึงแม่เขาไม่รู้แต่คุณยายเขารู้”
“นี่แกพามาจากเชียงใหม่เลยเหรอ?”
“ใช่”
เด่นภูมิพาเด็กทั้งสองโดยสารเครื่องบินส่วนตัวมาที่นี่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เป็นยาย แต่ไม่ผ่านการรับรู้จากมารดาของเด็กๆ เด่นภูมิรู้ดีว่าสิ่งที่ทำลงไปสุ่มเสี่ยงต่อคุกตาราง หากแม่ของเด็กแฝดแจ้งความเขาก็คงซวยอยู่ไม่น้อย เด่นภูมิอยากให้พี่ชายรู้ความจริงเรื่องนี้ แต่ครั้นจะเดินไปบอกเลยมันก็ไม่ตื่นเต้น ต้องทำแบบนี้แหละเร้าใจกว่า
จ๊อก!
เสียงน้ำย่อยเรียกร้องหาอาหารดังมาจากพุงน้อยๆ ของเด็กหญิง มือเล็กตะครุบท้องอย่างนึกอาย “ขอโทษค่ะ หนูหิวอะ”
“น่าเอ็นดูจัง กินเจลลี่รองท้องก่อนไหม เดี๋ยวอาพาไปทานข้าว” ปรมัตถ์นั่งลงข้างเด็กหญิงพลางส่งถุงขนมให้ ความรักความเอ็นดูก่อเกิดอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งอาจเพราะทั้งสองคือหลานโดยสายเลือด และอีกประการคือปรมัตถ์กำลังจะได้เป็นพ่อคน ลูกในท้องของภรรยาก็เป็นลูกสาว ความอ่อนโยนต่อเด็กจึงมีมากเป็นพิเศษ
“พาไปที่บ้านดีกว่า นี่ก็เย็นแล้วด้วย” ปราบต์ตัดสินใจ และดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ
“แต่ป๊าไม่อยู่บ้านนะ ไปเยี่ยมเพื่อนที่เขาใหญ่” ปรมัตถ์ท้วงขึ้น
“ดีแล้ว ยังไม่ต้องให้ป๊ารู้เรื่องนี้ ขอฉันตัดสินใจก่อน”
พี่ใหญ่ของบ้านไกรกรัณย์กล่าวจบก็เดินออกไปแจ้งเลขาฯ ว่าตนจะกลับบ้านเร็วกว่าปกติ กนกอรกระตือรือร้นรับคำพร้อมด้วยคำถามอยากรู้ที่ระอุในแววตา แต่ทำได้เพียงเก็บความครามครันไว้ในใจ คุณปราบต์ขรึมเคร่งพูดน้อย เธอทำงานร่วมกับเขามานานหลายปีก็จริง แต่ไม่กล้าละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว กระนั้นความเคารพเจ้านายก็ส่วนหนึ่ง เห็นสมควรต้องขยายแก่เพื่อนร่วมงานก็อีกส่วนหนึ่ง ประเด็นเด็ดเช่นนี้จะให้เงียบปากอย่างไรไหว
ปรมัตถ์ชะเง้อตามหลังพี่ใหญ่ พลางแค่นเสียงหยันขึ้นจมูก เรื่องอะไรจะไม่ให้ป๊ารู้ ของแบบนี้ต้องรีบรายงานให้ไวเลยสิ ถึงคราวปรมัตถ์เอาคืนพี่ชายจอมเผด็จการบ้างแล้ว
….
แสงอาทิตย์ที่แผดจ้าทั้งวันเริ่มอ่อนกำลังลง ดวงตะวันคล้อยใกล้เลือนลับ บรรยากาศยามเย็นสงบเงียบ ความหนาวทวีกำลังมากกว่าช่วงเวลากลางวัน ยิ่งในสภาพที่แวดล้อมด้วยต้นไม้ใบหญ้าต่างจากในเมืองที่คลาคล่ำด้วยตึกรามและควันไอเสีย ความยะเยือกก็ยิ่งทวีคูณเข้มข้น
ปรายฟ้าลูบเรียวแขนสองข้างผ่านเสื้อกันหนาวไหมพรมสีครีม พลางสายตาก็กวาดมองทั่วอาณาบริเวณของปานฟ้าโฮมสเตย์ สถานที่พักผ่อนที่เธอปั้นขึ้นมาด้วยหนึ่งสมองสองมือ มีอายุมานานกว่าห้าปีจวบจนตอนนี้ก็สั่งสมชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินทางมากขึ้น
“แม่คะสองแสบไปไหนกันเหรอคะ ปรายเรียกหลายรอบแล้วไม่มีใครโผล่มาสักคน ในห้องนอนก็ไม่มี บ้านต้นไม้ก็ไม่เจอ” หญิงสาววัยยี่สิบหกปีถามมารดา พลางสายตาก็ชะเง้อชะแง้ไม่จับอยู่บนหน้าคู่สนทนาที่หย่อนกายนั่งหน้าระเบียงบ้าน
“ไปกรุงเทพฯ กันแล้วมั้ง”
“ไม่ตลกนะคะ นี่ปรายตามหาจนทั่วโฮมสเตย์แล้วแต่ก็เงียบกริบเลย ทีแรกคิดว่าไปเล่นบ้านพี่เอก แต่ปรายโทร.ถามแล้วพี่เอกบอกว่าไม่ได้อยู่ที่นั่น ปรายชักใจไม่ดีแล้วนะคะ” ไม่กี่วันมานี้ปรายฟ้าเพิ่งทำลูกหายที่ห้างสรรพสินค้า ด้วยความที่กำลังเลือกหนังสืออยู่และคิดว่าเสียงเด็กเจื้อยแจ้วในร้านคงเป็นลูกของเธอเอง แต่พอได้ยินเสียงประกาศลั่นห้างฯ จึงได้รู้ว่าเผลอทำลูกหาย
พอย้อนถึงเหตุการณ์นั้นทีไรก็รู้สึกผิดหวังในตัวเองทุกครั้ง ปรายฟ้ายังให้คะแนนความเป็นแม่ของตัวเองไม่เต็มร้อย วันๆ เธอทำแต่งาน คอยดูแลลูกบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นคุณยายของเด็กๆ เสียมากกว่าที่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้
“ปิงปิง ปกป้อง อยู่ไหนกันลูก!” ปรายฟ้าป้องปากเรียกลูกอีกหน
“อะนี่” ปานเดือนมารดาวัยห้าสิบแปดปี ยื่นกระดาษแผ่นเล็กผ่านราวกั้นของระเบียงให้ลูกสาวที่ยืนกระวนกระวายอยู่ด้านล่างข้างแปลงดอกไม้
“อะไรคะ” ปรายฟ้ากวาดดูตัวหนังสือบนแผ่นกระดาษ ก็พบว่าเป็นบ้านเลขที่ในกรุงเทพมหานคร
“ปรายไม่รู้เลยเหรอว่าผู้ชายที่มาพักเมื่อวานเป็นใคร”
“หมายถึงใครคะ”
“ก็คนที่เพิ่งเช็กเอาท์ไปเมื่อบ่ายนี้ไง”
ปรายฟ้านิ่งคิด แววตาแม่มีความนัยบางอย่างซ่อนอยู่ สีหน้าไม่ยิ้ม ดูขรึมแต่ไม่เคร่ง หากเป็นแขกที่เพิ่งมาเมื่อวานและเช็กเอาท์เมื่อบ่ายนี้ เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหนุ่มหน้าตาดีที่แนะนำตัวว่าชื่อ ‘ปลื้ม’ ซึ่งเป็นแขกเพียงคนเดียวของเมื่อวานที่ปรายฟ้าอนุโลมเรื่องเช็กเอาท์เลท ทั้งยังบอกกับเขาว่าจะพักต่ออีกหนึ่งคืนก็ไม่มีปัญหา
นอกจากนี้ปรายฟ้ายังไม่มีการทำเอกสารเข้าพัก ไม่ขอบัตรประชาชน และที่สำคัญเธอเป็นคนชวนเขามาที่นี่เพื่อมอบเป็นของสมนาคุณที่ช่วยพาเจ้าแฝดไปส่งประชาสัมพันธ์ในวันที่พวกเขาหลงทาง แถมยังอยู่เป็นเพื่อนเลี้ยงไอศกรีมจนกระทั่งเธอตามไปพบ โดยหลังจากปรายฟ้ายื่นนามบัตรพร้อมชักชวนมาพักที่ปานฟ้าโฮมสเตย์ พระอาทิตย์ตกเพียงหนึ่งหนเขาก็มาปรากฏตัวที่นี่ ปรายฟ้าเป็นคนรับแขกและแนะนำที่พักในเบื้องต้น แต่หลังจากนั้นก็เป็นมารดาของเธอที่พูดคุยกับเขาอยู่เป็นนานสองนาน ทำราวกับคนที่รู้จักกันมาก่อน
“คุณปลื้มเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ”
“เขาเป็นใครคะ” ปรายฟ้ามัวแต่ยุ่งกับงาน ยังไม่มีโอกาสถามมารดาเสียทีว่ารู้จักกันมาก่อนเหรอถึงคุยกับเขาอย่างสนิทสนม
“คุณปลื้มเป็นน้องชายคุณปราบต์”
“ปราบต์ไหนคะ”
“โถ่ ปรายฟ้าหนูคงเกลียดผู้ชายคนนั้นมากเลยสินะถึงไม่ยอมเมมชื่อเขาไว้ในหัว คุณปราบต์ก็คือพ่อผู้ให้กำเนิดเจ้าแฝดของเราไง”
“แล้วยังไงคะ” นี่แม่ทำอะไรลงไปหรือเปล่า ความกังวลเดิมที่ก่อตัวในใจก็มีปริมาณมากอยู่แล้ว ยิ่งทราบความจริงนี้ก็ยิ่งราวกับจะล้นทะลักออกมาเสียให้ได้
“ปกป้องและปิงปิงไปกับคุณปลื้มเมื่อตอนบ่ายสาม แม่เป็นคนอนุญาตเอง”
ปานเดือนรู้ดีว่าทำไม่ถูก อีกทั้งก็นับเป็นครั้งแรกที่เธอได้พูดคุยกับเด่นภูมิ แต่กลับไว้ใจส่งหลานสองคนเดินทางข้ามอากาศไปกับเขา ด้วยความที่เด็กหญิงปิงปิงอยากเจอพ่อผู้ให้กำเนิดตัวเป็นๆ ปานเดือนกล่อมเพียงนิดเดียวก็ยกมือตื่นเต้นพร้อมเดินทาง ขณะที่แฝดพี่อย่างปกป้องไม่เห็นด้วยในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ยอมไปเพราะห่วงน้องสาว
“แม่ทำแบบนี้ทำไมคะ” ปรายฟ้าโกรธจนหน้าแดงแข่งกับแสงอาทิตย์สีเข้มในยามเย็น อยากได้ยินคำพูดต่อท้ายจากปากมารดาว่าล้อเล่น แต่แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาคู่นั้นเฉลยชัดว่าลูกรักของเธอไม่ได้อยู่ที่เชียงใหม่
“อย่างที่แม่เคยพูดไปว่าเขาคือตัวเลือกแก้แค้นที่ดีที่สุด”
“ปรายบอกแล้วไงคะว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก”
“จะไม่อยากเกี่ยวได้ยังไงในเมื่อเขาเป็นพ่อของลูกปรายนะ นี่มันชีวิตจริงไม่ใช่ละครนะปรายฟ้า อย่าทำตัวเป็นนางเอกที่ท้องแล้วไม่ยอมให้พระเอกรับผิดชอบ”
“ทำไมพูดเหมือนหนูเป็นคนผิด พูดอย่างกับหนูเป็นนางเอกที่หยิ่งในศักดิ์ศรี แม่จำไม่ได้เหรอคะว่าเขาให้หนูไปทำแท้ง ใช้เงินฟาดหัวตั้งห้าล้านเพื่อจะไม่ต้องมารับผิดชอบการกระทำเลวๆ ของตัวเอง” ความโกรธที่มารดากระทำกำลังเปลี่ยนเป็นน้อยใจและกลั่นน้ำใสจากเบ้าตา “ตลอดเวลาที่ผ่านมาปรายคิดว่าแม่เป็นเซฟโซนของปราย คิดว่าเป็นคนที่เข้าใจหนูที่สุด หนูตั้งท้องไม่ใช่เพราะความแรดของตัวเองเลย จะเรียกว่าโดนข่มขืนก็ไม่ผิดอะไร เขาไม่ต้องการรับผิดชอบตั้งแต่แรกถึงขั้นให้เงินห้าล้านเพื่อเอาเด็กออก แล้ววันนี้แม่กลับผลักไสให้ปกป้องกับปิงปิงไปหาเขา เขาไม่รู้ว่าเด็กๆ ยังมีตัวตนอยู่มันก็ดีอยู่แล้ว และทีนี้พอรู้ว่าปรายไม่ได้ทำแท้งเขาจะกำจัดลูกหนูยังไง”
“ปรายคิดมากไปใหญ่แล้ว คุณปราบต์เขาไม่ทำแบบนั้นหรอก แม่ได้คุยกับน้องชายของเขาและรู้ว่าคุณปราบต์เขารู้สึกผิดกับเรื่องนี้มาตลอด”
“หนูไม่โอเคมากๆ ที่แม่ทำแบบนี้ นั่นลูกปรายนะคะทำไมถึงทำได้ลงคอ นี่มันเรื่องใหญ่มาก”
“แม่ติดตามคุณปราบต์มาตลอดและรู้ว่าเขาไม่เคยมีคนรักเลย เขาภาษีดีทุกอย่าง แม่ยังยืนยันคำเดิมว่าคนนี้แหละที่ปรายควรเลือกไว้เพื่อแก้แค้น”
“ไม่จำเป็นต้องใช้เขาหรือใช้ใครเพื่อให้พ่อเห็นว่าเรามีชีวิตที่ดี แม่จะแคร์ทำไมอีกคะในเมื่อตอนจากมาแม่ก็เหมือนไม่เอาอะไรแล้ว นี่ก็ผ่านไปแปดปีเขาเคยมาดูดำดูดีไหม คำขอโทษแค่คำเดียวเขาเคยส่งข้อความมาหาเราหรือเปล่า”
“ปรายพูดเหมือนปล่อยวางแล้ว” น้ำเสียงของปานเดือนมีความน้อยใจอยู่ในที ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกผิดที่ทำลูกเสียใจจนน้ำตาตกแบบนี้
“ไม่ใช่ปล่อยวาง แต่บางทีหนูก็เหนื่อย ชีวิตทุกวันนี้มันก็ดีมากจริงๆ จะไปยุ่งกับเขาก็กลัวแก้แค้นแล้วไฟมันย้อนกลับมาเผาตัวเอง แม่อยากแก้แค้น ปรายก็มีวิธีที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร ปรายเชื่อว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ อาจไม่รวยร้อยล้านพันล้าน แต่หนูเชื่อว่าหนูจะสำเร็จในแบบที่ต้องการได้ โฮมสเตย์เล็กๆ นี้ก็มีชื่อเสียงมากนะคะ อีกหน่อยปรายว่าจะทำรีสอร์ตด้วย”
“แม่รู้ว่าปรายทำได้ จะรีสอร์ตหรือโรงแรมแม่ก็เชื่อว่าปรายฟ้าทำได้หมด แต่แค่นี้มันไม่พอหรอกนะลูก การมีคุณปราบต์เข้ามาเขาจะช่วยเสริมบารมีให้ลูกนะ”
“หนูเกลียดเขาค่ะ หนูเกลียดผู้ชายคนนั้น ช่างเถอะค่ะแม่ นี่ไม่ใช่เวลามาเถียงเรื่องพวกนี้ ปรายต้องไปเอาลูกคืน ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงกันบ้าง”
“แม่ขอโทษนะปรายฟ้าที่ทำลงไปโดยพลการ แม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งและคิดน้อยเกินไป งั้นหนูก็รีบไปเถอะ” ปานเดือนเอ่ยเสียงเศร้าแล้วกลับเข้าไปในบ้าน
ปรายฟ้ามองตามแผ่นหลังมารดาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ก่อนตัดใจกลับมาโฟกัสเรื่องสำคัญที่ควรทำ ปลายเท้าจ้ำอ้าวไปยังรถที่จอดไว้พร้อมกันนั้นก็หาเที่ยวบินที่เร็วที่สุดไปกรุงเทพฯ พอปรายฟ้าจองตั๋วเรียบร้อยก็ต่อสายถึงนายเอก ญาติทางฝั่งมารดาที่ปัจจุบันเป็นกำลังสำคัญสำหรับปานฟ้าโฮมสเตย์
“ฮัลโหลพี่เอก ปรายวานพี่มานอนที่บ้านปรายหน่อยสิคะ แม่อยู่บ้านคนเดียวและคืนนี้ปรายจะไปกรุงเทพฯ ค่ะ”
“ไปกะทันหันแบบนี้มีใครเป็นอะไรหรือเปล่าน้องปราย” เอกชายวัยสี่สิบปีกรอกเสียงฉงนปนสำเนียงเมืองเหนือผ่านปลายสาย
“พี่เอกไปถามแม่เถอะค่ะ แค่นี้นะคะ ปรายกำลังจะไปสนามบิน ฝากด้วยนะคะพี่เอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ปรายก็กลับแล้วค่ะ”
“ได้ๆ น้องปรายเดินทางปลอดภัยเด้อ เดี๋ยวพี่ดูแขกและแม่ให้”
“ขอบคุณค่ะ” ปรายฟ้ากดตัดสายพร้อมเหยียบคันเร่งในอัตราความเร็วที่มากกว่าสถิติที่ตนเคยขับ มารดาบอกว่าเด็กๆ ไปกันตั้งแต่บ่ายสาม ซึ่งตอนนี้ก็ห้าโมงเย็นแล้ว พ่อลูกคงได้เจอกันแล้วสินะ
ปรายฟ้าไม่เคยอยากบอกลูกว่าพ่อของเขาเป็นใคร ไม่รู้จะบอกทำไมในเมื่อเขาไม่ได้ต้องการให้มีชีวิตอยู่ตั้งแต่แรก เป็นแม่ของเธอที่คอยบอกเจ้าแฝดว่าพ่อชื่ออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร ทำงานอยู่ที่ไหน แต่ปานเดือนไม่ได้ให้ความหวังเด็กๆ เธอบอกหลานว่าพ่อกับแม่แยกทางกันด้วยดี ปรายฟ้าไม่น่าปล่อยให้ปานเดือนพูดเรื่องพ่อกับพวกเขามากเกินไป ยามที่ลูกอยู่กับเธอไม่เคยถามถึงพ่อสักครั้ง เพราะปานเดือนสั่งเด็กแฝดเสมอว่าอย่าพูดเรื่องพ่อตอนอยู่กับแม่ เพราะแม่เขาไม่ค่อยชอบให้พูดถึง
แปดปีมาแล้วที่ปรายฟ้ามีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข เหนื่อยมากหน่อยตอนที่ลูกยังแบเบาะ และเหนื่อยสุดๆ ก็ตอนที่ก่อร่างสร้างโฮมสเตย์ แต่ความลำบากมันยังสมดุลกับความสุข แม้ชีวิตก่อนหน้าผ่านความแตกสลายมามากมาย ทว่าสุดท้ายโลกก็ยังใจดีกับเธอ แต่จากสิ่งที่มารดาทำลงไปโดยไม่หารือ ปรายฟ้ารู้สึกเหมือนเห็นภาพตัวเองในอนาคตกำลังวิ่งหนีความยุ่งเหยิงที่ไล่ล่ามาเป็นขบวน
ทดสอบพรหมลิขิต
3
ทดสอบพรหมลิขิต
หนึ่งวันก่อน
เด่นภูมินอนกระสับกระส่ายมาทั้งคืน กว่าจะข่มตาไม่คิดเรื่องพี่ชายและเด็กแฝดได้ก็ปาไปเกือบตีสาม พอรุ่งเช้ามาเยือน เขาก็รีบเก็บเสื้อผ้าไม่กี่ผืนแล้วบึ่งรถไปที่ปานฟ้าโฮมสเตย์ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดเชียงใหม่อย่างแม่ออน โดยก่อนหน้านี้เด่นภูมิได้โทร.ไปแจ้งหญิงสาวแล้วว่าคืนนี้เขาจะเข้าพัก น้ำเสียงปรายฟ้าผ่านปลายสายก็ดูกระตือรือร้นอยากต้อนรับ เด่นภูมิใช้เวลาขับรถร่วมหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงโฮมสเตย์ขนาดสี่ห้องพัก
ปรายฟ้าเป็นคนมาต้อนรับ พร้อมแนะนำเด่นภูมิแก่ปานเดือนและเอกว่าเป็นเขาคือพลเมืองดีที่พาสองแฝดไปส่งประชาสัมพันธ์ ปรายฟ้าพาเขาไปที่ห้องพัก แนะนำอยู่สองสามอย่างก็ปลีกตัวออกไปเพื่อให้แขกได้ดื่มด่ำกับเวลาพักผ่อน โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเด่นภูมิไม่ได้มาที่นี่เพื่อเสพบรรยากาศหน้าหนาวของเดือนกุมภาพันธ์
ร่างสูงเดินเตร่ไปทั่วที่พักอันแวดล้อมด้วยลำธารเล็กใสแจ๋ว ล้อมรอบด้วยภูเขาและต้นไม้สูงใหญ่ ปานฟ้าโฮมสเตย์เป็นที่พักขนาดสี่ห้อง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความสงบและเป็นส่วนตัว บ้านพักแต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันประมาณสี่เมตร ที่พักออกแบบในสไตล์นอร์ดิกเน้นโทนสีขาว ยิ่งในยามเย็นที่เปิดไฟสีส้ม ยิ่งราวกับทั่วอาณาเขตปกคลุมด้วยความอบอุ่น
เด่นภูมิฝังตัวอยู่ที่นี่มาตลอดทั้งวันแล้วแต่ยังไม่เจอเด็กๆ เลย ในขณะเดียวกันก็ไม่กล้าไปถามเอาความกับปรายฟ้า ในเมื่อไม่มีอะไรทำจึงกลับไปนอนพักที่ห้อง พอตกบ่ายคล้อยก็ออกมาเดินเล่นอีกครั้ง
“คุณลุงสวัสดีค่ะ” เด็กหญิงปิงปิงส่งเสียงแจ๋วพร้อมวิ่งตรงแน่วมาหา
“สวัสดีครับคุณลุง” ตามมาด้วยปกป้องที่พนมมือไหว้อย่างนอบน้อม ทั้งคู่ยังอยู่ในยูนิฟอร์มนักเรียนสีขาวตัดกับกางเกงสีน้ำเงิน
“สวัสดีครับปกป้องกับปิงปิง ลุงคิดว่าจะไม่ได้เจอซะแล้ว ลุงอยู่ที่นี่มาทั้งวันแล้วแต่ไม่เห็นพวกเราเลย”
“พวกเราไปโรงเรียนครับ นี่ก็เพิ่งเลิกเรียน แม่ปรายบอกว่าคุณลุงใจดีมาพักบ้านเราด้วย ก็เลยรีบมาหาครับ” ปกป้องชอบคุณลุงคนนี้ รู้สึกถูกชะตาตั้งแต่เจอหน้าที่ห้างฯ วันก่อนตอนเขากับน้องสาวหลงทางกับแม่
“งั้นเหรอครับ แล้วนี่เรียนอยู่ชั้นอะไรกันเหรอ”
“ชั้นสองค่ะ” ปิงปิงตอบพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ตาหยี “ล้อเล่นค่ะ หนูกับพี่ปกอยู่ป.1 ค่ะ”
“แหม เข้าใจเล่นมุกนะเรา” เด่นภูมิว่าพลางกวักมือเรียกเด็กๆ ไปตรงม้านั่งสีขาวริมลำธาร “ว่าแต่เปลี่ยนจากเรียกลุงไปเรียกอาปลื้มดีกว่านะ”
“อาปลื้มเหรอคะ”
“ใช่ครับ อาชื่อปลื้ม”
“แล้วทำไมเรียกลุงไม่ได้อะครับ” ปกป้องสลับถามพลางยอบนั่งบนก้อนหินไม่ใช่ม้านั่งข้างคุณลุง
“คิดว่าเรียกอาจะถูกต้องกว่า เอ่อ ก็ไม่รู้ว่าควรพูดดีไหมนะ แต่เราเป็นญาติกัน เรานามสกุลเดียวกัน” เด่นภูมิลังเลในการเปิดเผยตัวตน เมื่อคืนก็คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ และตลอดทั้งวันมานี้ก็ยังไม่มีแผนการที่แยบยลเลย
“เป็นญาติเหรอคะ? คุณอาปลื้มนามสกุลพรพัฒน์สิน เหมือนเราเหรอคะ” เด็กหญิงถามกลับตาโตพร้อมพาตัวเองไปนั่งข้างคุณอาปลื้ม
“เอ๋? พรพัฒน์สินเหรอ ไม่ใช่ไกรกรัณย์เหรอ” ไหนวันนั้นบอกว่านามสกุลไกรกรัณย์อย่างไรล่ะ
“ไกรกรัณย์เป็นนามสกุลคุณพ่อค่ะ พรพัฒน์สินเป็นนามสกุลของเราและของแม่ปรายและคุณยายเดือนค่ะ แล้วคุณอาปลื้มรู้จักพ่อหนูไหมคะ”
“คุณอาปลื้มนามสกุลไกรกรัณย์เหรอครับ” ในแววตาเด็กชายมีความสนใจมากกว่าตกใจ
“ใช่ครับ อาชื่อเด่นภูมิ ไกรกรัณย์” ขอออกตัวไว้ก่อนเผื่อเด็กน้อยคาดหวังว่าเขาเป็นพ่อผู้ให้กำเนิด ว่าแต่ควรเฉลยเลยดีไหมนะว่านายปราบต์ ไกรกรัณย์คือพี่ชายแท้ๆ ของเขาเอง
“อย่างงี้ก็แปลว่าคุณอารู้จักพ่อหนูใช่ไหมคะ” ดวงตาเด็กหญิงเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง เด่นภูมิอึกอักกัดริมฝีปากอย่างขบคิด แต่ก่อนจะทันได้ให้คำตอบเด็กน้อย เสียงขัดจังหวะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ปกป้อง ปิงปิงทำไมไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนล่ะลูก ยายบอกกี่ครั้งแล้วว่าเลิกโรงเรียนปุ๊บต้องเปลี่ยนชุดก่อนถึงจะมาเล่นข้างนอกได้” ปานเดือนตำหนิหลาน ปกป้องและปิงปิงยกมือสวัสดีคุณยายที่เพิ่งเห็นหน้าครั้งแรกตั้งแต่กลับมาจากโรงเรียน
เด็กทั้งสองจึงแยกออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่โดนดุ ปานเดือนเดินมาทางเด่นภูมิที่ลุกขึ้นยืนเป็นเชิงให้เกียรติผู้ใหญ่ หญิงวัยกลางคนยิ้มละไมแล้วยอบลงตรงม้านั่งข้างชายหนุ่ม
“ฉันฟังอยู่นานแล้ว ขอโทษทีนะคะไม่ได้จะแอบฟังหรอก เผอิญมาเดินเล่นอยู่ตรงนี้” ปานเดือนเริ่มต้นบทสนทนา ริมฝีปากระบายยิ้มเล็กน้อย แต่ตรงข้ามกับความรู้สึกตื่นเต้นที่มากล้นอยู่ในใจ “คุณเป็นลูกชายของคุณดิฐาเหรอคะ”
“ใช่ครับ รู้จักเหรอครับ” เด่นภูมิยอมรับอย่างตกใจ แต่ปานเดือนไม่ให้คำตอบในทันทีมีเพียงยิ้มในสีหน้า และดวงตาที่แหงนมองลำแสงระยับที่ลอดผ่านกิ่งก้านด้านบนศีรษะ
“ฉันฟังอยู่นานแล้ว เมื่อกี้คุณพูดกับเด็กๆ เหมือนรู้เลยว่าพ่อของพวกเขาเป็นใคร”
“เพิ่งรู้ก็ตอนเจอเด็กๆ ที่ห้างฯ น่ะแหละครับ เขาคุยเก่งและบอกว่าพ่อชื่อปราบต์ ไกรกรัณย์”
“มิน่าล่ะ คุณถึงรีบมาที่นี่ทันที ทำไมคะมาเพื่อยืนยันว่าใช่จริงหรือเปล่าอย่างนั้นเหรอ”
“ก็ด้วยครับ แต่ผมอยากรู้มากกว่าว่าเป็นมายังไง ผมเพิ่งรู้ว่าครั้งหนึ่งเฮียเคยทำผู้หญิงท้องและแก้ปัญหาด้วยการให้เธอไปทำแท้ง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เขารู้สึกผิดที่สุดในชีวิต เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจเขาจนถึงทุกวันนี้ เฮียยอมรับว่าตัดสินใจพลาดไป”
“คุณกำลังจะบอกว่าหากย้อนเวลาได้พี่ชายคุณเขาจะไม่ให้ลูกสาวฉันไปทำแท้งอย่างนั้นเหรอคะ?”
“คิดว่าใช่ครับ” ใช่ไม่ใช่ไม่รู้ รู้แต่ต้องทำให้เฮียดูเป็นคนดีไว้ก่อน “เด็กๆ รู้ชื่อพ่อเขา แปลว่าที่ผ่านมาคุณปรายฟ้าก็ไม่ได้ปิดบังเด็กๆ อย่างนั้นสิครับว่าพ่อเขาเป็นใคร”
สรุปว่าเฮียปราบต์ไม่ได้ซุกลูกเมียไว้แฮะ เรื่องทำแท้งคือเรื่องจริงสินะ
“ไม่ใช่ปรายฟ้าหรอกค่ะ ฉันเองที่บอกเจ้าแฝด” เจตนาของปานเดือนเพียงอยากให้หลานรับรู้ว่าตัวเองก็มีพ่ออย่างใครเขา เพียงแต่ชีวิตอาจไม่สมบูรณ์แบบเหมือนเพื่อนวัยเดียวกันที่มีพ่อแม่ครบ ปานเดือนสอนหลานว่าชีวิตมันก็เว้าแหว่งแบบนี้แหละ ถึงอย่างไรยายกับแม่ปรายฟ้าก็รักพวกเขายิ่งกว่าสิ่งใดในโลกใบนี้
“ผมอึ้งเลยครับ ถ้าเฮียรู้เรื่องนี้คงช็อกไปเลย”
“ถ้าเขารู้ขึ้นมาเขาจะทำยังไงเหรอคะ”
“ผมว่าเขาต้องรับผิดชอบ อย่างน้อยป๊าก็ไม่ยอมให้จบง่ายๆ นี่ป๊าก็เพิ่งมารู้เหมือนกันว่าแปดปีก่อนเฮียปราบต์ทำอะไรลงไป ป๊าด่าเฮียและผิดหวังในตัวเขา ถ้าป๊ารู้ว่าหลานยังมีชีวิตอยู่ถึงยังไงก็ต้องเรื่องใหญ่แน่นอนครับ”
“อย่างนั้นเหรอ” ปานเดือนรำพันพลางหลุบสายตามองธาราที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ บทพูดขาดหายไปเพราะต่างคนต่างปลีกอยู่ในห้วงคิดของตนเอง
ปานเดือนไม่นึกเลยว่าคำอธิษฐานของเธอจะถูกบันดาลให้เป็นจริง หลายเดือนมานี้เธอเฝ้าขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้นำพาปรายฟ้ากับปราบต์ไปบรรจบเจอกันอีกหน ปานเดือนเคยพูดกับลูกว่าให้กลับไปหาเขาและเฉลยว่าได้เก็บเด็กไว้ตลอดมา ลึกๆ แล้วปานเดือนเชื่อว่าทั้งสองมีด้ายแดงที่ผูกติดกันอยู่ เธอคิดวุ่นจนมีอยู่สองสามครั้งที่ปานเดือนถึงขั้นเอาดวงชะตาของทั้งสองไปให้หมอดูหลายเจ้าทำนาย ซึ่งทุกคนล้วนทายทักว่าปรายฟ้ากับปราบต์จะได้ครองคู่กันอย่างแน่นอน
“เชื่อแม่สิว่าคุณปราบต์คือผู้ชายที่คู่ควรกับปรายฟ้า” ปานเดือนหวนถึงบทสนทนาระหว่างลูกสาวที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน
“เขาเกลียดหนู และหนูก็เกลียดเขาค่ะ”
“แต่เขาคือคนที่เพอร์เฟกต์ที่สุด พวกนั้นต้องอิจฉา”
“ปรายเกลียดเขาค่ะ” ปรายฟ้าย้ำความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง น้ำเสียงเธอราบเรียบไม่มีการใส่อารมณ์ แต่สีหน้าออกจะหน่ายระอาอยู่สักหน่อย เพราะช่วงนี้มารดาหยิบเรื่องนี้มาพูดบ่อยแทบทุกหลังอาหารเช้าเย็น
“หนูจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าหน้าตาเขาเป็นยังไง ชื่อแซ่อะไร เกลียดรองจากสามีเก่าของแม่ก็คือนายคนนี้แหละค่ะ แปดปีก่อนปรายแช่งให้ชาตินี้เขาไม่มีทางได้เป็นพ่อคน และไม่มีผู้หญิงคนไหนเอาไปทำพันธุ์ จนถึงตอนนี้ปรายก็ยังแช่งอยู่ค่ะ”
ปานเดือนได้แต่ส่ายหน้ากับหัวใจที่แข็งเยี่ยงเพชร ในเมื่อหว่านล้อมลูกสาวไม่สำเร็จปานเดือนก็คิดวางแผนถึงขั้นจะติดต่อผ่านบิดาของปราบต์ แต่ยังเต็มไปด้วยการย้ำคิดย้ำทำ เห็นใจลูกสาวก็สุดจะเห็นใจจึงรีๆ รอๆ ไม่ทำอะไรเสียที กระทั่งนาทีนี้ที่ลูกชายคนรองของดิฐาปรากฏตัว การพลัดหลงของเด็กแฝดกับแม่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็บังเอิญจนอดโทษว่าเป็นพรหมลิขิตไม่ได้
“ถึงเวลาสักทีสินะ”
“หือ? ว่าไงนะครับ” เด่นภูมิถามหลังจากต่างคนต่างตกอยู่ในหลุมความคิดนับหลายนาที
“คู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกันหรอก ว่าไหมคะ?” ยิ้มของสตรีวัยกลางคนมีบางอย่างแฝงอยู่ เด่นภูมิดูออก “พี่ชายคุณยังโสดอยู่ไหมคะ”
“โสดสนิทเลยครับ ถ้าแต่งงานกับงานได้เขาก็คงแต่งไปแล้ว” มาถึงตอนนี้เด่นภูมิเข้าใจนัยแห่งรอยยิ้มของปานเดือนแล้ว
“ฉันก็อยากทดสอบพรหมลิขิตของทั้งคู่เหมือนกัน และถือเป็นโอกาสแก้ตัวครั้งที่สองของคุณปราบต์ด้วย เราจัดการให้ทั้งสองได้เจอกันดีไหมคะ”
“ดีครับ” เด่นภูมิรีบพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่คำนึงถึงสีหน้าถมึงทึงของพี่ชาย แต่คิดว่าฝ่ายนั้นไม่โกรธหรอก ต้องคลานเข่ามากราบเขาเสียด้วยซ้ำที่ปลดปล่อยตัวเองจากฝันร้าย “แต่ว่าจะพามาเจอกันเลยมันก็ไม่สนุกนะครับ ผมอยากเห็นพี่ผมช็อกหน้าหงายที่อยู่ๆ ก็มีเด็กไปบอกว่าเป็นลูกของเขา”
“หึๆ คุณปลื้มนี่ดูแสบเอาเรื่องเลยนะคะ”
“ผมเป็นคนน่ารักที่หวังดีกับพี่น้องครับ ว่าแต่จะให้พ่อกับลูกเจอกันยังไงดีนะ ถ้าพาเด็กๆ ขึ้นเครื่องไปกรุงเทพฯ ได้ก็น่าสนใจมากเลยนะครับ”
ปานเดือนนิ่งคิดเพียงครู่เดียวก็เอ่ยขึ้น “มี Private Jet ไหมคะ”
“มีครับ”
“งั้นพรุ่งนี้พาไปได้เลย แต่เป็นตอนที่เด็กๆ เลิกเรียนแล้วจะดีกว่า พรุ่งนี้วันศุกร์ มะรืนก็เป็นวันหยุดพอดี”
“แล้วแม่เขาล่ะครับ”
“ไม่ต้องให้รู้ เดี๋ยวฉันจัดการเอง คุณปลื้มแค่รับปากว่าจะดูแลหลานฉันให้ปลอดภัยก็พอ”
“รับปากครับ ผมจะดูแลพวกเขาอย่างดี แล้วปกป้องกับปิงปิงจะยอมไปเหรอครับ” พอเอ่ยถึงแหม็บๆ เจ้าของชื่อทั้งสองก็ปรากฏตัว ปกป้องเดาะลูกบาสเก็ตบอลขณะตรงมาทางนี้ ส่วนปิงปิงวิ่งฉิวมาหาอาปลื้ม
“ปิงปิงอาปลื้มเขาจะพาหนูไปเจอพ่อหนู อยากเจอไหม” ปานเดือนถามหลานออกไปตรงๆ
“อยากเจอค่ะ จริงเหรอคะอาปลื้ม”
“จริงครับ เขาเป็นพี่ชายของอาเอง”
“หา!? พ่อเราเป็นพี่ชายของคุณอาปลื้มเหรอครับ” ปกป้องหยุดมือที่กำลังเลี้ยงลูกบาสจนบอลสีส้มกลิ้งหลุนๆ ไปผิดทาง
“ใช่จ้ะ คุณอาปลื้มคือน้องชายแท้ๆ ของพ่อปราบต์ ยายยืนยันได้และยายอนุญาตให้พวกหนูไปเจอคุณพ่อ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามบอกแม่ปรายเด็ดขาด”
“ไปค่ะ! หนูไปๆ” ปิงปิงยกมือกระตือรือร้น แววตาตื่นเต้นจนเด่นภูมินึกเอ็นดู “พี่ปกไปด้วยกันนะ”
“แต่แม่จะโกรธไหมอะ” ปกป้องลังเล อยากเจอมันก็อยากเจออยู่หรอก แต่จะดีเหรอ ถ้าพ่อสนใจเขากับน้องจริงคงไม่ทิ้งไปโดยไม่โผล่มาให้เห็นหน้าเลยสักครั้ง
“ไม่โกรธหรอก เดี๋ยวยายคุยกับแม่เอง”
“นะพี่ปกนะไปด้วยกันนะ ปิงไม่อยากไปคนเดียว” แฝดน้องเดินไปจับมือพี่ชายอย่างอ้อนวอน ปกป้องเจอไม้นี้ทีไรก็ไม่แคล้วใจอ่อนทุกที ปิงปิงตื่นเต้นอยากพบหน้าพ่อเสียขนาดนั้นเขาจะไม่ตามไปดูแลได้อย่างไร
“อืม ไปก็ได้”