โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

พลังของ'หลุมอากาศ'ทำให้เครื่องบินตกได้หรือไม่ มันอันตรายแค่ไหน ?

The Better

อัพเดต 22 พ.ค. 2567 เวลา 06.41 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2567 เวลา 05.36 น. • THE BETTER

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 มีผู้โดยสารเสียชีวิต 1 รายและได้รับบาดเจ็บหลายสิบคนบนเที่ยวบินของสิงคโปร์แอร์ไลน์ เที่ยวบิน SQ321 จากลอนดอนไปสิงคโปร์ ทำให้เครื่องบินต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ จากปากคำของผู้โดยสารที่ให้สัมภาษณ์กับ CNNว่า ประมาณ 9 หรือ 10 ชั่วโมงหลังจากที่เที่ยวบินเดินทางมาจากลอนดอนเพื่อมุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์ ผู้โดยสารเห็นสัญญาณรัดเข็มขัดนิรภัยสว่างขึ้น เขาจึงคาดเข็มขัดนิรภัยทันที ซึ่งเขาบอกกับ CNN ว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่ผมทำแบบนั้น เพราะแค่แป๊บเดียวที่ทำแบบนั้น ความโกลาหลก็เริ่มต้นในทันที”

สิ่งที่ผู้โดยสารของเที่ยวบิน SQ321 เผชิญหลังจากนั้นคือภาวะเครื่องบินตกหลุมอากาศอย่างรุนแรง ทำให้เครื่องบินทิ้งตัวจากระดับ 37,000 ฟุต ลงมาอยู่ที่ระดับลงมาที่ 31,000 ฟุต ภายในระยะเวลา 3 นาที ผู้โดยสารรายนี้บอกกับ CNN ว่าหลังจากเครื่องตกหลุมอากาศ “เครื่องบินรู้สึกเหมือนกำลังตก อาจกินเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ผมจำได้ว่าเห็นรองเท้า iPad และ iPhone หมอนอิง ผ้าห่ม มีด จาน และถ้วยที่ลอยอยู่ในอากาศและกระแทกไปที่เพดานอย่างชัดเจน”

ผู้โดยสารอีกคนบอกกับ บอกกับ Reuters ว่า “ทันใดนั้น มีการลดลงระดับลง (ของเครื่องบิน) อย่างมาก ดังนั้นทุกคนที่นั่งและไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจึงพุ่งขึ้นไปบนเพดานทันที บางคนศีรษะโขกกับตู้เก็บสัมภาระเหนือศีรษะจนทำให้มันบุบ ชนเข้ากับบริเวณแผงแสงไฟและแผงหน้ากากแล้วก็พังทะลุเข้าไปเลย”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจทำให้หลายคนรู้สึกถึงสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ที่สุดในชีวิต แต่โชคดีที่กัปตันสามารถบังคับเครื่องให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ไปได้ และนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสวรรณภูมิได้อย่างปลอดภัย

มีเหตุการณ์ไหนบ้างที่คล้ายกัน?

  • เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 สายการบินแอโรฟลอต เครื่องโบอิ้ง 777 เที่ยวบิน 270 จากมอสโกไปยังกรุงเทพฯ บินเข้าสู่สภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก และมีผู้โดยสาร 27 คนที่ไม่รัดเข็มขัดและได้รับบาดเจ็บ
  • เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2540 มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ที่โดยสารไปกับสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 826 หลังจากเผชิญกับความรุนแรงจากการตกหลุมอากาศ
  • เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2566 ผู้โดยสาร 11 คนที่อยู่บนเที่ยวบินของเดลต้าแอร์ไลน์จากมิลานไปยังแอตแลนต้า ได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากเครื่อง “ตกหลุมอากาศอย่างรุนแรง”

การตกหลุมอากาศทำให้เครื่องตกได้หรือไม่
แต่กรณีต่างๆ เหล่านี้ยังเทียบไม่ได้กับกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2509 สายการบิน BOAC เที่ยวบิน 911 จากโตเกียวไปยังฮ่องกง ซึ่งเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 707 เผชิญกับการตกหลุมอากาศอย่างรุนแรง CAT หลังจากประสบกับคลื่นลมปั่นป่วนรุนแรงบริเวณใต้ลมภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น

หนึ่งวันหลังจากเกิดอุบัติเหตุ มีการคาดเดากันว่าลมที่รุนแรงเหนือภูเขาไฟฟูจิเป็นสาเหตุ หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินก็มีความเห็นว่าสภาพลมรอบกรวยภูเขาไฟอาจทำให้เกิดการพังทลาย บริเวณใกล้กับยอดเขามีชื่อเสียงในเรื่องกระแสลมที่ยากลำบากในการควบคุม ความรุนแรงที่เกิดจากอากาศปั่นป่วนอาจทำให้โครงสร้างของเครื่องยนต์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย และนำไปสู่เพลิงไหม้ตามมา จากนั้นเครื่องก็เสียการควบคุมและหมุนดิ่งลงพุ่งชนกับพื้นโลกในที่สุด

จากรายงานการสืบสวนสรุปว่าเครื่องบินลำดังกล่าวตกอันเป็นผลมาจากการเผชิญหน้ากับ "หลุมอากาศที่รุนแรงผิดปกติเหนือเมืองโกเท็มบะ (ขณะบินผ่านภูเขาไฟฟูจิ) ซึ่งทำให้เกิดลมกระโชกแรงมากเกินขีดจำกัดการออกแบบ (เครื่องบินจะรับไหว)"

รายงานยังย้ำถึงความเป็นไปได้ที่เครื่องบินจกตกหลุมอากาศเพราะบินผ่านภูเขาไฟฟูจิน โดยชี้ว่า "ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลที่จะสรุปได้ว่าในวันที่เกิดอุบัติเหตุ คลื่นลมภูเขาอันทรงพลังได้เกิดขึ้นในบริเวณปล่องภูเขาไฟฟูจิ เช่นเดียวกับในกรณีของคลื่นภูเขาที่เกิดจากสันเขาที่ทอดยาว และกระจายตัวของคลื่นลมทำให้เกิดหลุมอากาศขนาดเล็ก ซึ่งระดับความเข้มข้นของมันอาจรุนแรงหรือเลวร้ายที่สุดในระยะเวลาอันสั้น”

การตกของ BOAC เที่ยวบิน 911 มีเศษซากกระจัดกระจายกินพื้นที่บริเวณกว้างถึง 16 กิโลเมตร จากการวิเคราะห์ตำแหน่งของซากทำให้ผู้ตรวจสอบอุบัติเหตุสามารถระบุได้เครื่องบินสูญเสียการควบคุมจนหมุนเป็นวง จากนั้นจึงดิ่งลงกระแทกับพื้นดิน

แต่ว่าหลุมอากาศคืออะไรกันแน่?
ในทางอุตุนิยมวิทยา หลุมอากาศ หรือ "ความปั่นป่วนในอากาศปลอดโปร่ง" (CAT) คือการเคลื่อนที่อย่างปั่นป่วนของมวลอากาศโดยไม่มีเงื่อนงำที่ทำให้สามารถมองเห็นได้ เช่น ไม่มีเมฆที่เป็นจุดสังเกตได้ แต่เกิดขึ้นโดยมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเกิดขึ้นเมื่อวัตถุของอากาศเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างกันอย่างมากมาบรรจบกัน

บริเวณบรรยากาศที่ไวต่อ CAT มากที่สุดคือชั้นโทรโพสเฟียร์สูงที่ระดับความสูงประมาณ 7,000–12,000 เมตร หรือ 23,000–39,000 ฟุต เมื่อบรรจบกับโทรโพสเฟียร์ (ซึ่งเป็นขอบในชั้นบรรยากาศของโลกที่กั้นระหว่างชั้นโทรโพสเฟียร์และสตาร์โตสเฟียร์ มีความสูงจากพื้นโลกประมาณ 7 - 17 กิโลเมตร)

ในทางการบิน ได้ให้คำจำกัดความของหลุมอากาศ หรือ CAT ว่าเป็น "เมื่ออากาศยานสามารถการตรวจจับการกระแทกต่อเครื่องในระดับความสูงสูงโดยเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ โดยไม่มีเมฆมากหรือเกิดพายุฝนฟ้าคะนองในบริเวณใกล้เคียง"

เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจจับหลุมอากาศด้วยตาเปล่า และตรวจจับได้ยากมากด้วยเรดาร์แบบธรรมดา ส่งผลให้นักบินเครื่องบินตรวจจับและหลีกเลี่ยงได้ยาก อย่างไรก็ตาม สามารถตรวจจับได้จากระยะไกลด้วยเครื่องมือที่สามารถวัดหลุมอากาศด้วยเทคนิคเชิงแสง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเครื่องบินเคลื่อนที่เร็วมากจึงอาจพบกับการตกหลุมอากาศหรือการกระแทกเข้ากับหลุมอากาศอย่างกะทันหันอย่างกะทันหัน เนื่องจากเครื่องบินบินข้ามหลุมอากาศที่มองไม่เห็นอย่างรวดเร็วซึ่งหลุมอากาศเคลื่อนที่ในแนวตั้งด้วยความเร็วที่แตกต่างกันอย่างมาก แม้ว่ากรณีส่วนใหญ่ของการตกหลุมอากาศจะไม่เป็นอันตราย แต่ในบางกรณีซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ลูกเรือและผู้โดยสารบนเครื่องบินได้รับบาดเจ็บ บางครั้งถึงกับมีผู้เสียชีวิต เพราะถูกแรงเหวี่ยงโยนร่างขึ้นไปกระแทกกับวัตถุต่างๆ ในห้องโดยสาร

Photo - เครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ของสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ ซึ่งเดินทางจากลอนดอนมุ่งหน้าสู่สิงคโปร์ ก่อนลงจอดฉุกเฉินในกรุงเทพฯ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง พบเห็นได้บนพื้นลานบินที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 (Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...