ข้ามเวลามาเป็นภรรยานายทหารยุค 70
ข้อมูลเบื้องต้น
อาเถานึกเรื่องบางอย่างขึ้นได้ “พ่อครับแม่ครับ! เมื่อคืนแผ่นดินไหวใช่ไหม? ผมรู้สึกว่าเตียงมันสั่นๆ” อาเถาเคยได้ยินคุณปู่กับคุณย่าเล่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวให้ฟัง แต่เท่าที่รู้มันไม่ไหวมานานแล้วนี่นา
ซ่งอี้หรานหน้าแดงจนลามไปถึงคอ ผนังห้องของเธอกับของลูกชายอยู่ติดกัน… ไม่ได้การ! หากลูกชายนำเรื่องนี้ไปคุยกับคนอื่นๆ ต้องเป็นเรื่องน่าขันแน่ “ไม่ใช่นะ! ลูกนอนละเมอแล้ว!”
เฉินซานหัวเราะลั่น ยัยตัวร้ายก็มีมุมเขินอายแบบนี้เหมือนกัน เขาชอบที่หล่อนมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับเขาและบุตรชาย ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เอาแต่เย็นชาใส่กัน
………………………………………………………………………………………………………………………
บทนำ : ยาพิษถ้วยนี้เป็นของเจ้า
บทนำ : ยาพิษถ้วยนี้เป็นของเจ้า
แคว้นซิงหยวน อาณาจักรเก่าแก่โบราณก่อตั้งมากว่าห้าร้อยปี หลายชั่วอายุคนเกิดและตายที่นี่ มีลูกหลานมากมาย การค้ากับต่างแคว้นเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งเป็นผู้เปิดกว้าง ส่งผลให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไปจนถึงเกิดการประสานรวมวัฒนธรรมต่างๆ อาหารการกินและงานฝีมือของแคว้นนี้มีความหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์
การค้ารุ่งเรือง ชาวเมืองอยู่ดีกินดี คลังหลวงเต็มไปด้วยเงินทอง แคว้นที่ดีเช่นนี้ถูกหมายตาจากแคว้นรอบข้าง ทว่าความร่ำรวยสามารถซื้อและแก้ปัญหาได้ ใครรุกรานก็จ้างทหารรับจ้างจากดินแดนตะวันตกมารบแทน อาวุธของพวกคนผมแดงนั้นทรงอานุภาพ ยากที่แคว้นข้างเคียงจะต่อกรได้
ความสงบทำให้ผู้คนมีเวลาจิบน้ำชาขับขานบทกลอน บางคนรังสรรค์ภาพวาดแสนวิจิตรจนโด่งดัง บ้างก็ทำงานปั้นอันวิจิตรตระการตา บางคนทำงานเย็บปักส่งขายไปยังดินแดนห่างไกล
ฝ่ายภูษาอาภรณ์ของวังหลวงมีงานยุ่งทุกฤดูกาล แคว้นต่างๆ มาส่งบรรณาการทีหนึ่ง เสื้อผ้าของเหล่าสนมนางในที่ให้การต้อนรับจะธรรมดาสามัญไม่ได้ ฝ่าบาทเคร่งครัดกับเรื่องนี้มาก ไม่ว่าแคว้นใดมาเยือนเสื้อผ้าของทุกอย่างที่ใช้รับแขกต้องสวยสะดุดตาจนแคว้นนั้นทำการสั่งซื้อ หากไม่อาจทำให้แขกบ้านแขกเมืองสนใจจะถูกลงโทษอย่างหนัก โดยฝ่ายภูษาอาภรณ์จะถูกส่งไปอยู่ฝ่ายซักล้างเป็นเวลาสองปี
มือขาวเรียวยาวจิ้มเข็มทองปักผ้าเป็นลายมงคลหงส์คู่พญามังกร ผ้าชิ้นนี้เป็นของกุ้ยเฟย สนมเอกคนรักของฝ่าบาท ซ่งอี้หรานตั้งใจปัก ทุกฝีเข็มล้วนสำคัญและทรงพลัง นางคือช่างภูษาที่ฝีมือดีที่สุดของวังหลวง งานปักของซ่งอี้หรานทำให้ไทเฮาเคยมีเรื่องมีราวกับกุ้ยเฟยเพื่อแย่งตัวไปเป็นคนของตัวเอง
แต่สุดท้ายฝ่าบาทหลงใหลสนมมากกว่ามารดา นางจึงทำงานให้กุ้ยเฟยมาจนถึงทุกวันนี้ ผ้าแต่ละชิ้นที่ปักด้วยมือของนางสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล กุ้ยเฟยใส่เมื่อใดลายนั้นเป็นต้องขายดีไปทั่วเมืองหลวง
ทว่าซ่งอี้หรานทำงานภายใต้แรงกดดันทุกครั้ง เนื่องจากไม่ได้มีนางเพียงผู้เดียวที่มีความสามารถ ฝ่ายภูษาอาภรณ์หลายคนเขี้ยวลากดิน เก่งกาจ บางครั้งวางแผนเล่นงานกันทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
ใบหน้างามหมดจรดฉายความเหนื่อยล้า นางเย็บปักหามรุ่งหามค่ำ กว่าจะได้งานแต่ละชิ้น นิ้วมือเรียวสวยนั้นปลายสากยิ่งนัก เพราะจับแต่เข็มและด้าย ภาพเบื้องหน้าเริ่มเลือนราง ก่อนนางจะหมดสติไป ฝีปักสุดท้ายงานเสร็จพอดี
ซ่งอี้หรานตื่นมาอีกครั้งในเช้าวันถัดมา นางถูกปลุกโดยสหายรักที่ฟันฝ่าอุปสรรคกันมาหลายปี จนได้เป็นช่างภูษามีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของวังหลวง
“อี้หราน เจ้าตื่นเสียที” สหายของนางมีนามว่าชุนจี่
“ชุนจี่ เจ้าไม่ได้ทำงานปักให้ฮองเฮาหรือ?” เพื่อนของนางผู้นี้เป็นหนึ่งในช่างภูษาประจำตัวฮองเฮา แม้ฝีมือจะเทียบเคียงกับตนไม่ได้ แต่ก็เป็นช่างฝีมือดีในเมืองหลวง
“เจ้านอนสลบไปเป็นวันๆ ข้านำงานปักของเจ้ากับข้าไปถวายแล้ว” ชุนจี่รินน้ำชาเย็นชืดให้สหาย
“เจ้านำงานปักของข้าไปถวายกุ้ยเฟย?” สหายคนของนางเลอะเลือนไปแล้วกระมัง แม้นางกับชุนจี่สนิทกันแค่ไหน แต่อีกฝ่ายคือคนของฮองเฮา ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับกุ้ยเฟยมาหลายปี
“ใช่ ทำไมรึ?” ชุนจี่วางจอกน้ำชาลงตรงหน้าสหาย
“เจ้ารู้ดีแก่ใจ”
“ใครใช้ให้เจ้านอนหมดสติกันเล่า ข้าก็ทำเพราะเป็นห่วง หากกุ้ยเฟยรอช้าเจ้าจะถูกตำหนิเอาได้”
ซ่งอี้หรานจิบชาเล็กน้อย คอของนางแห้งผาก การหมดสติครั้งนี้ไม่ปกติ คนทำงานฝ่ายภูษามีใครบ้างไม่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เนื่องจากมียาดีทำให้ตื่นตัวและทำงานได้ยาวนาน มันมีชื่อว่าคาเฟย มีรสขมแต่ทำให้คนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าทำงานโดยไม่ง่วง เหมาะกับฝ่ายภูษา แม้มีราคาแพง กุ้ยเฟยก็ยินดีจะให้นางดื่มเป็นประจำ
นางวางจอกชา ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปเข้าเฝ้ากุ้ยเฟย”
ชุนจี่ตกใจจนเผลอปัดกาน้ำชาตกแตก “เจ้าจะไปทำไม? ตอนนี้พระสนมกุ้ยเฟยกำลังเตรียมตัวต้อนรับแขกจากแคว้นม่อเป่ย เจ้าอยากให้พระนางอารมณ์เสียใส่เจ้ารึ?”
“เจ้ารู้จักพระองค์ดีกว่าข้า? เจ้าดูแลฮองเฮา แต่กลับพูดราวกับนั่งอยู่ในพระทัยกุ้ยเฟย”
“อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่เชื่อใจข้า คิดว่าข้าไม่ได้นำชุดปักของเจ้าไปให้กุ้ยเฟย”
ซ่งอี้หรานจ้องตาสหาย ไม่รู้เหตุใดนางจึงหาความจริงใจจากแววตาคู่นี้ของสหายไม่ได้อีกแล้ว “ใช่ข้าคิด”
กล่าวจบนางตั้งใจเดินออกไปทันที ทว่าถูกชุนจี่ขวางไว้
ชุนจี่ยิ้มร้าย “อี้หราน ข้ามองเจ้าเป็นสหายรักมาโดยตลอด เหตุใดเจ้าต้องบีบให้ข้าร้ายด้วย!”
“บีบให้ร้าย?” ซ่งอี้หรานไม่เข้าใจ บีบให้ร้ายอย่างไรกัน ทั้งที่ต่างคนต่างทำงานคนละตำหนัก
“เป็นเพราะเจ้า! ข้าถูกฮองเฮาลงโทษครั้งแล้วครั้งเล่า! เจ้ารู้ดีแก่ใจ เหตุใดจึงไม่ยอมอ่อนข้อให้ข้าบ้าง! เจ้าเอาแต่มุ่งมั่นเป็นที่หนึ่ง เคยคิดถึงชีวิตทุกข์ทรมานของพวกข้าฝ่ายภูษาบ้างหรือไม่! เจ้ามันสมควรตาย ยาพิษถ้วยนี้จึงเป็นของเจ้า ฮ่าๆ” ทุกครั้งที่ซ่งอี้หรานมีชื่อเสียงโด่งดังจากงานปัก พวกนางจะถูกทำโทษที่พ่ายแพ้ ชุนจี่เคยติดคุกถึงสองเดือน ตอนอยู่ในนั้นเหมือนตายทั้งเป็น นางถูกผู้คุมลวนลามจนตั้งท้อง เท่านั้นยังไม่พอ ผู้คุมคนนั้นกลัวความผิดขึ้นมาจึงจับนางกรอกยาแท้งบุตรจนนางบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก ตอนนั้นเองที่ชุนจี่ตระหนักรู้ หากไม่ได้เป็นหนึ่ง ก็ขอยอมตายดีกว่า!
ขอเพียงใต้หล้านี้ไม่มีซ่งอี้หราน นางก็จะครองความเป็นใหญ่เพียงผู้เดียว
เลือดไหลทะลักออกมาจากปากและจมูกของซ่งอี้หราน “เจ้า! เจ้าวางยาฆ่า”
“ฮึ ข้าไว้หน้าเจ้าไม่น้อย ความจริงวางยาตั้งแต่ตอนเจ้าปักงานเสร็จก็ย่อมได้ แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ ยามนี้กุ้ยเฟยที่ถือหางเจ้ามาโดยตลอดกำลังสวมชุดปักแสนธรรมดาของข้า ส่วนฮองเฮานายใหญ่ของข้ากำลังสวมชุดหงส์พญามังกร โดดเด่นเป็นหนึ่งไม่มีสอง ครานี้ชื่อเสียงของซ่งอี้หรานช่างปักอันดับหนึ่งจะถูกกลืนหายแล้วแทนที่ด้วยชุ่นจี่ ข้าคนนี้เพียงผู้เดียว!”
“ฮึ!” ซ่งอี้หรานหัวเราะทั้งที่มีเลือดไหลออกมาจากตา นางเจ็บในอก ราวกับมีคนกำลังใช้เข็มแทงย้ำซ้ำๆ กลางหัวใจ “กุ้ยเฟยทูลฝ่าบาทแล้ว ว่าชุดที่ข้าปักคือลายใด ก่อนหน้านี้ข้าเย็บถุงหอมให้พระนางลายเดียวกัน เมื่อฮองเฮาสวมใส่ คิดว่าฝ่าบาทจะทรงคิดเห็นเช่นไร!?”
ชุนจี่หุบยิ้มฉับพลัน “เจ้าว่ากระไร! เป็นไปไม่ได้ ลายนี้เจ้าเพิ่งร่างแบบ จะทรงทูลกับฝ่าบาทก่อนหน้านี้ได้อย่างไร!”
“ข้าเอาใจช่วยเจ้า ขอให้ถูกฮองเฮาอำมหิตผู้นั้นทรมานจนตายทั้งเป็น ข้าจะไปรอเจ้าที่ขุมนรก!” ซ่งอี้หรานเบิกตาด้วยความเคียดแค้นมองสหายที่ทำกันได้ลงคอ
โชคดีที่กุ้ยเฟยตื่นเต้นกับงานชิ้นนี้มาก จนอดไม่ไหวเอาอวดฝ่าบาทตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ตอนที่ชุนจี่นำงานไปถวายพระนางคงเดาแผนการตื้นเขินนี้ออก แล้วซ้อนแผนให้ฮองเฮารับโทษ จากที่ไม่โปรดปรานอยู่แล้วก็ยิ่งถูกเมิน ส่วนช่างภูษาเช่นนางจะไปมีความสลักสำคัญใด ต่อให้ตายก็หาคนใหม่มาแทนที่ได้
ลมหายใจสุดท้ายซ่งอี้หรานคิดแต่สิ่งดีๆ หากนางไม่ถูกส่งตัวเข้าวัง ป่านนี้คงแต่งงานมีสามีและบุตรหลายคนแล้ว หากชาติหน้ามีจริงขอชีวิตเรียบง่ายอิสระ ไม่ต้องมั่งคั่ง ไม่ต้องมากชื่อเสียง ขอเพียงครอบครัวที่อบอุ่นเท่านั้นเพียงพอ
บทที่ 1 : เฉินซาน
บทที่ 1 : เฉินซาน
ณ หมู่บ้านไท่จวิ้น หมู่บ้านเกษตรกรรมที่เก็บผลผลิตส่งฝ่ายผลิตได้น้อยที่สุดในเขตอำเภอเจียงซุย เนื่องจากอยู่ปลายน้ำ ทำให้บางครั้งพืชผลขาดน้ำหล่อเลี้ยงจนเสียหาย เดือดร้อนทุกครัวเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่กัดฟันส่งบุตรหลานไปแต่งงานกับคนหมู่บ้านอื่น เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงความร่ำรวย ยุคนี้ขอเพียงกินได้สักสามส่วน วันละสองมื้อก็ดีมากแล้ว
บางตระกูลมีบุตรชายก็ส่งไปเป็นทหารแนวหน้า เพราะเป็นงานชามข้าวเหล็ก มั่นคง มีเงินส่งกลับมาบ้านทุกเดือน พอจะจุนเจือครอบครัวไม่ให้อดตายได้ ครอบครัวใดโชคดีมีบุตรหลานรูปร่างหน้าตางดงามหรือหล่อเหลาก็จะได้แต่งงานกับคนในตัวอำเภอ ได้ทำงานในโรงงาน ถือว่าสุขสบายที่สุดแล้ว
ตระกูลเฉินไม่ได้โชคดีขนาดนั้น พวกเขามีบุตรสาวหน้าตาธรรมดา บุตรชายสามคนก็รูปร่างใหญ่โตใบหน้าคมชัด ไม่เป็นที่นิยมในหมู่สาวน้อย มีเพียงบุตรชายคนที่สามที่จัดได้ว่าหล่อเหลา แต่ความสามารถของเขาโดดเด่น บิดามารดาไม่อาจตัดใจให้แต่งเข้าบ้านหญิงสาวในเมืองได้
บุตรคนที่สามของตระกูลเฉินมีชื่อว่าเฉินซาน ด้วยความลำบากที่ต้องเห็นบิดามารดาอดอยากจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก พี่ชายคนโตมีความรู้ความสามารถ แต่ขาดเงินสนับสนุนในการสอบคัดเลือกเพื่อทำงานในตัวอำเภอ งานนั้นสามารถซื้อตำแหน่งได้ ทว่าราคาไม่ใช่ถูกๆ ส่วนพี่ชายคนรองถูกปฏิเสธอย่างแล้งน้ำใจจากคนรัก เพราะครอบครัวเขาคนเยอะผลผลิตน้อยไม่พอกิน บุตรชายสามคนหากแต่งงานก็จะเพิ่มชามกับตะเกียบอีกสามชุด และเมื่อมีลูกหลานย่อมต้องเพิ่มอีกเป็นเท่าตัว ในยุคแห่งความโกลาหลนี้ทุกคนล้วนอดอยาก ยิ่งบ้านที่มีลูกชายหลายคนต้องเจียดค่าอาหารมาเป็นสินสอด บางครอบครัวเกือบหมดตัว ไม่มีผู้หญิงคนไหนฝากทั้งชีวิตไว้กับบ้านสามีที่เหลือแต่ตัว
ทุกอย่างผลักดันให้เฉินซานเป็นทหารแนวหน้า เขาทำงานทุกหน่วย ทั้งแนวหน้า หน่วยสอดแนม งานไหนอันตรายเขาก็รับหมด ด้วยความสามารถทางร่างกายที่เหนือกว่าผู้อื่น ความกล้าหาญ และความตรงฉิน ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้กองภายในเวลาเพียงสองปี
หน้าบ้านตระกูลเฉินจากที่มีเพียงสุนัขมาขับถ่าย ตอนนี้มีชาวบ้านหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาด และทั้งหมดล้วนเป็นแม่สื่อ เพื่อให้ได้เป็นภรรยาผู้กองแล้ว ตระกูลต่างๆ จ่ายค่าแม่สื่อไปไม่น้อย บางบ้านยอมกัดฟันจำใจเชือดแม่ไก่ของล้ำค่าเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นค่านายหน้า
“เจ้าสาม นานทีจะกลับมา ครั้งนี้ต้องดูตัวให้ได้นะ แม่รับสินบนมาจากแม่สื่อหวังแล้ว หล่อนให้ไข่ไก่มาตั้งสามตะกร้า พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองของแกกินบำรุงครรภ์กันไปหมดแล้ว แม่จะเสียคำพูดไม่ได้” คุณแม่หลินมารดาของเขาเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อลูกชายกลับมาในวันหยุด เขามีวันหยุดน้อยมาก กลับบ้านปีละสามครั้ง
เฉินซานผิวขาวขึ้นกว่าตอนทำนา ใบหน้าหล่อเหลาเปล่งประกายในวัยหนุ่มเต็มตัว สาวๆ ในหมู่บ้านมักจะตีเนียนมาถามทางเขา ทั้งที่เป็นหมู่บ้านของตัวเอง พวกหล่อนขอเพียงได้เห็นหน้าเขานานหน่อยก็ยังดี
“ผมยังแต่งงานไม่ได้ครับ” เฉินซานตอบ เขาหยิบเงินออกจากกระเป๋าส่งให้มารดา มันมีมากกว่าสามสิบหยวนพร้อมด้วยคูปองอาหารทั้งคูปองธัญพืชและเนื้อสัตว์ เพียงพอให้ครอบครัวเจ็ดชีวิตกินอยู่อย่างสุขสบายไปได้สองปี
คุณแม่หลินอ้าปากกำลังเตรียมบ่นชุดใหญ่ถึงกับหุบปากฉับ เพราะเงินและคูปองที่ลูกชายนำมาให้นี้ทำให้ครอบครัวสุขสบาย ตัวหล่อนเองก็ไม่ต้องลงไปตากแดดทำนา เพียงเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่อยู่บ้าน ตอนนี้ผู้คนในหมู่บ้านอิจฉาหล่อนกันยกใหญ่ เพราะมีบุตรชายดี
“งั้นแกไปขอซื้อไข่บ้านป้าหวังให้แม่ที ป้าหวังที่บ้านอยู่ติดริมแม่น้ำน่ะ วันนี้เราจะกินไข่ผัดผักดองกัน พี่สะใภ้แกกำลังท้อง ต้องให้พวกเธอได้กินของดีๆ” การได้กินข้าวสวยกับกับข้าวร้อนๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าวสารแพงมาก คนส่วนใหญ่ได้กินแป้งข้าวโพดก็ถือว่าดีมากแล้ว สะใภ้บ้านใดจะได้กินดีอยู่ดีอย่างสะใภ้บ้านเฉินกัน พวกเธอได้กินอาหารครบสามมื้อ ทั้งยังมีเนื้อให้กินทุกเดือน บุตรชายที่เหลืออยู่คนสุดท้ายจึงถูกจ้องราวกับเนื้อชิ้นโต
เฉินซานกลับมาเหนื่อยๆ ถูกมารดาใช้ให้ไปซื้อไข่ เขาไม่บ่นสักคำ ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ยังไม่ทันเปลี่ยนเครื่องแบบก็ออกไปซื้อไข่ทันที
ชายหนุ่มเดินสวนกับพี่ชายสองคนและบิดา ซึ่งทุกคนกลับมาทานอาหารกลางวันกันที่บ้านหลังจากลงแปลงนาในช่วงเช้า
“อ้าว! เจ้าสามจะไปไหน?” บิดาเฉินกั๋วถามด้วยใบหน้าภาคภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด บุตรชายคนนี้ทำให้เขามีหน้ามีตา แม้แต่คนตระกูลเฉินที่เคยดูถูกเขาตอนนี้ทำได้แค่เป็นเต่าหัวหดเมื่อเดินผ่านเขา
“ผมไปซื้อไข่บ้านป้าหวังให้แม่ครับ”
“เดี๋ยวฉันไปซื้อให้ นายกลับมาเหนื่อยๆ ไปพักที่บ้านเถอะ” พี่ชายใหญ่ต้าเฉินที่ยังสอบบรรจุไม่ติดเอ่ยขึ้น เขาเกรงใจน้องชายคนเล็กมาก เพราะอีกฝ่ายเสียเงินเป็นค่าหนังสือและค่ากินค่าอยู่ทุกอย่างตอนเขาไปหางานทำในเมือง และสุดท้ายเขาก็ผิดหวังกลับมาทุกครั้ง ต้องบอกว่างานยุคนี้มีความสามารถอย่างเดียวไม่พอ เส้นสายทุกอย่างต้องถึงด้วย
“ใช่ๆ ให้พี่ใหญ่แกไปซื้อมาเถอะ” คุณพ่อเฉินพยักหน้าเห็นด้วย บุตรชายคนที่สามคือไก่ออกไข่ทองคำ ต้องดูแลอย่างดี กลับบ้านมาควรจะพักผ่อนให้มากๆ
มีเพียงเฉินจิ่วพี่ชายคนรองที่ขยิบตาไม่หยุด “ให้น้องสามไปเถอะ พวกเราต้องรีบกินข้าว บ่ายยังมีงานในนาให้ทำอีกเยอะ”
บิดากับพี่ชายใหญ่เบิกตาเล็กน้อย ก่อนจะจับตัวเฉินซานหมุนซ้ายขวา จัดคอเสื้อให้เรียบร้อย พี่ชายใหญ่เอามือแตะน้ำลายให้เปียกพอประมาณแล้วจดทรงผมให้เขาใหม่ พี่ชายรองเฉินจิ่วถึงกับใช้เสื้อขัดรองเท้าทหารให้น้องชายจนเงาวาว
“เอ่อ พ่อกับพวกพี่เป็นอะไรไป ผมแค่ไปซื้อไข่” เฉินซานอยู่หน่วยสอดแนมหลายเดือน แค่เห็นอาการทุกคนก็รู้แล้วว่าไม่ปกติ
บิดาหลีกทางแล้วผลักบุตรชายเบาๆ “รีบไปๆ เดี๋ยวไข่จะรอนาน” ว่าแล้วสามคนพ่อลูกก็รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เฉินซานไม่เข้าใจอาการเหล่านั้น เขาเลิกคิดให้เสียเวลา แล้วมุ่งหน้าไปที่บ้านป้าหวัง
บ้านป้าหวังอยู่ริมแม่น้ำ แม้น้ำจะมีน้อยแต่บรรยากาศดีกว่าบริเวณอื่นๆ ของหมู่บ้านเพราะมีความเขียวชอุ่ม และมีเสียงนกขับขานชวนให้สบายใจ
หน้าบ้านป้าหวังมีต้นไม้ชนิดหนึ่งออกดอกสีชมพูบานสะพรั่ง เขามองมันแวบหนึ่งก่อนจะเห็นร่างบางในชุดเดรสสีขาวสบายตา เธอเป็นผู้หญิงที่จัดว่าตัวสูง ผมดำเงางาม จากการแต่งกายดูท่าแล้วไม่น่าจะเป็นคนในหมู่บ้านนี้ เขาเห็นหน้าเธอไม่ชัด และไม่อยากจ้องต่อให้เสียมารยาท ชายหนุ่มเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านป้าหวัง
ตอนนั้นเองร่างระหงหันมาพอดี เธอเดินมาขวางหน้าเขาแล้วพูดว่า “เฉินซานใช่ไหม?”
ใบหน้าสวยหวานหมดจรดปรากฏสู่สายตา เฉินซานลืมหายใจไปชั่วขณะ แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อ เขาไม่รู้ว่ามันแดงเพราะเขินอาย หรือแดงเพราะอากาศร้อนอบอ้าวของวันนี้
คิ้วเรียวขมวดเมื่อถามแล้วไม่ได้คำตอบ “สหาย คุณพิการทางหู? ตกลงชื่อเฉินซานใช่ไหม?”
เฉินซานกลับมาหายใจอีกครั้ง เขาพยักหน้าขึ้นลง “ใช่”
หล่อนยัดตะกร้าในมือใส่มือเขา ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปทันที ไม่คิดจะอธิบายที่มาที่ไป ตอนหล่อนสะบัดผมดำสรวยปัดถูกหน้าชายหนุ่ม กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้เขารู้สึกไม่อยากพรากจากมัน แต่คงไม่ทันเพราะเจ้าหล่อนเดินจ้ำอ้าวราวกับหนีผี
เขาก้มลงมองตะกร้าในมือ มันคือไข่ สงสัยเธอจะเป็นลูกสาวของป้าหวัง เฉินซานกลับบ้านไปด้วยความเข้าใจดังนี้
ไม่รู้เหตุใดใบหน้าของเจ้าหล่อนจึงติดอยู่ในหัว มองต้นไม้ใบหญ้าอย่างไรก็เห็นแต่หน้าเธอ กลับมาถึงบ้านเห็นมารดายืนชะเง้อคอรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นบุตรชายเดินเข้ามาพร้อมไข่หนึ่งตะกร้า หล่อนรีบพุ่งตัวไปถามด้วยความร้อนใจ “เป็นไงบ้าง สวยไหม?”
“สวย…” ชายหนุ่มเผลอตอบออกมาอย่างไม่ตั้งใจ “ไข่จะสวยได้ไงครับ จริงด้วย ผมลืมให้เงินสหายคนนั้น”
“ไม่เป็นไรๆ ตกลงแกชอบแม่หนูคนนั้นไหม?” คนเป็นแม่จ้องตาบุตรชายตาไม่กะพริบ ลูกชายสองคนมีภรรยาและบุตรกันหมดแล้ว เหลือแต่ลูกชายคนเล็กซึ่งทำแต่งาน พอให้ไปดูตัวก็ไม่ชอบใครสักคน ทำเอามารดาปวดใจ หากวันใดบุตรชายพลีชีพในหน้าที่ โดยไร้เลือดเนื้อเชื้อไข หล่อนและสามีจะเสียใจแค่ไหน
คราวนี้เฉินซานไม่ตอบ เขารีบหันหลังแล้วถอดรองเท้าทหารออกเพื่อเข้าบ้าน
คุณแม่หลินยิ้มมุมปากแล้วพูดลอยๆ “เธอเป็นลูกสาวจากหมู่บ้านซิ่งหัว ผลผลิตหมู่บ้านเธอไม่ธรรมดาเลยนะ ได้มากกว่าของฝ่ายผลิตเราสองสามเท่า เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในหมู่บ้านซิ่งหัว แม่เห็นแล้วคิดว่าหล่อนสวยกว่าหลิวปาดาวเด่นหมู่บ้านเราอีก ปีนี้อายุสิบแปด ชื่อซ่งอี้หราน ผู้ชายในเมืองส่งแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอหลายคน แต่บ้านเธอปฏิเสธ แล้วให้แม่สื่อหวังมาคุยกับแม่ ถ้าแกชอบ…”
มารดายังพูดไม่ทันจบ เฉินซานเดินดุ่มเข้าบ้านไปเสียแล้ว คุณแม่หลินหลุดหัวเราะ อาการลูกชายเวลาเขินอายทำไมหล่อนจะดูไม่ออก “เห็นทีว่าสะใภ้เล็กของฉันจะเป็นแม่หนูสกุลซ่ง เจ้าลูกคนนี้เชื้อไม่ทิ้งแถว ชอบผู้หญิงสวยเหมือนพ่อไม่มีผิด” คุณแม่หลินพูดชมตัวเองหนึ่งประโยค แม้ไม่มีใครได้ยินหล่อนก็มักจะชอบชมว่าตัวเองสวย เป็นคนต้องรู้จักเห็นคุณค่าในตัวเองก่อน หากแม้แต่ตัวเองยังมองไม่เห็น แล้วใครจะไปเห็น?
บทที่ 2 : ซ่งอี้หราน
บทที่ 2 : ซ่งอี้หราน
ซ่งอี้หรานรีบเดินกลับบ้าน หล่อนไม่พอใจมารดาเป็นอย่างมากที่ให้แม่สื่อไปพูดคุยกับสกุลเฉิน ทั้งที่มีผู้ชายดีๆ ในเมืองส่งแม่สื่อมาคุยทาบทามสู่ขอเธอหลายต่อหลายคน แม้ตอนนี้สกุลเฉินจะมีหน้ามีตา บุตรชายเป็นถึงผู้กองมีเงินเดือนและคูปองไม่น้อย แต่อย่างไรเขาก็เป็นชาวนาขาเปื้อนโคลน ต่อให้สวมเครื่องแบบก็ไม่อาจปกปิดกำพืดเดิมได้!
หากหล่อนหน้าตาบ้านๆ ก็แล้วไปเถิด แต่หล่อนสวยยิ่งกว่าผู้หญิงในเมืองพวกนั้นเสียอีก คนเราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ทหารเธอเห็นมานักต่อนักที่ต้องตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ในยุคที่บ้านเมืองยังไม่สงบเช่นนี้มีอันตรายรอบด้าน หมู่บ้านเธอมีแม่ม่ายสี่คน เป็นภรรยาทหารไปแล้วสาม ชีวิตของพวกหล่อนลำบากมาก ตายทั้งเป็น บางคนยอมลดศักดิ์ศรีเพื่อหวังเงินเล็กน้อยประทังชีวิต และสุดท้ายก็ถูกทหารแดงจับตัวไปลงโทษจนเสียชีวิต
ซ่งอี้หรานไม่ยอมมีชีวิตเช่นนั้น แต่หล่อนขัดมารดาไม่ได้ ความกตัญญูสำคัญยิ่งกว่าอาหารและน้ำดื่ม การผันตัวไปเป็นคนเมืองนั้นหากไม่แต่งงานก็ต้องมีงานที่มั่นคง ซึ่งต้องใช้เงินซื้อตำแหน่งมาจากผู้อื่นอีกที วันก่อนสะใภ้ในหมู่บ้านตั้งครรภ์ ต้องลาออกจากงาน จึงตั้งใจขายตำแหน่งงานในโรงงานทอผ้า ราคาขายคือสองร้อยหยวน! ในยุคนี้เงินสองร้อยหยวนแทบจะเป็นเงินเก็บหลายปีของคนทั้งตระกูล!
แลกกับเงินเดือนยี่สิบกว่าหยวนแล้วถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แต่ชาวบ้านชนบทนั้นหาเงินยากกว่าในเมืองนัก ข้อดีคือสามารถแอบแลกเปลี่ยนซื้อขายของภายในหมู่บ้านสะดวกกว่าในเมือง
ซ่งอี้หรานเดินมาถึงบ้านหลังเล็ก มารดาเธอเป็นแม่หม้าย บิดาเป็นทหารและเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ เงินตอบแทนที่ได้มาถูกคุณย่าแสนดีเอาไปให้ลุงใหญ่กรุยทางให้ลูกชายลูกสาวไปใช้ชีวิตสุขสบายในเมือง ส่วนเธอกับแม่และพี่ชายอีกสองคนถูกไล่มาอยู่บ้านหลังเล็กท้ายหมู่บ้าน
มารดาของซ่งอี้หรานชื่อคุณแม่อี้ หล่อนรอฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อ ใบหน้าหญิงวัยกลางคนยังดูงดงาม แม้ทำงานหนักมาทั้งชีวิต เมื่อเห็นบุตรสาวคนสวยกลับมาถึงเธอรีบถามทันที “หรานหราน! เป็นอย่างไรบ้าง ถูกใจเฉินซานไหม?”
“ไม่ค่ะ” ซ่งอี้หรานถอดรองเท้าและถอดชุดเดรสต่อหน้ามารดาอย่างไม่อาย “คุณแม่รีบเอาชุดนี่ไปคืนป้าสะใภ้เถอะค่ะ ฉันขี้เกียจฟังคนพวกนั้นทวงบุญคุณ”
ชุดนี้เป็นของลูกสาวป้าสะใภ้ใหญ่ที่ทำงานอยู่ในเมือง มารดาบากหน้าไปขอยืมมาเพื่อให้เธอใส่ไปดูตัวกับผู้ชายนายทหาร
คุณแม่อี้ผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด เธอเก็บชุดราคาแพงขึ้นมาพับอย่างเบามือ “เฮ้อ… แม่คิดว่าแกกับเขาจะเข้ากันได้ดี เฉินซานคนนั้นอนาคตไกล ทั้งยังเป็นคนกตัญญู แกได้ลองชวนคุยบ้างไหม?”
“ไม่ค่ะ ยัดตะกร้าใส่มือแล้วฉันก็กลับทันที”
“มีอย่างที่ไหน! ฉันบากหน้าไปขอยืมนั่นขอยืมนี่เขาให้วุ่น แกกลับไม่รักดีปล่อยโอกาสครั้งนี้หลุดลอย บ้านเรามีพี่ชายแกทำงานได้แต้มค่าแรงสิบแต้มสองคน ลำพังเลี้ยงตัวสี่แม่ลูกยังจะไม่รอด ยังต้องแต่งภรรยาให้พี่แกอีก หมู่บ้านเราต้องใช้ค่าสินสอดมากแค่ไหนแกไม่รู้หรือไง!” ค่าสินสอดของสตรีหมู่บ้านนี้แพงกว่าหมู่บ้านไท่จวิ้น เพราะฝ่ายผลิตได้ผลผลิตมากกว่าหมู่บ้านนั้นสองเท่า แน่นอนว่าคุณแม่อี้อยากแต่งสะใภ้ที่ทางบ้านมีฐานะทัดเทียม ไม่ใช่ได้ผลผลิตน้อยกว่าต้องคอยมายืมอาหารบ้านเธอทั้งปีเช่นนั้นก็ไม่ไหว
“รู้แล้วฉันจะทำอย่างไรได้คะ? ฉันก็ทำงานช่วยที่บ้านสุดกำลัง ฉันบอกคุณแม่แล้วว่าอยากแต่งกับหลิงเฟิง เขาทำงานอยู่ในโรงงานสิ่งทอ อย่างน้อยขายเศษผ้าก็ได้เงินเดือนละเกือบสิบหยวน ” เธอเห็นหลิงเฟิงท่าทางดูดีมีงานมั่นคง งานในโรงงานก็เป็นชามข้าวเหล็ก น่าจะพึ่งพาได้ รายได้เขาหล่อนถามมาแล้วได้เกือบสามสิบหยวน
“แกทำงานได้แต้มค่าแรงสามแต้มเนี่ยนะช่วยสุดกำลัง หม่าจืออายุห้าขวบไปเก็บผักป่ามาเลี้ยงหมูก็ได้เท่าแกเหมือนกัน! แล้วเจ้าหลิงเฟิงนั่นดวงตาหลุกหลิก จ้องแต่งรูปร่างแก แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน คนแบบนี้ได้ใหม่ลืมเก่า คิดแต่เรื่องบนเตียง แกจะฝากชีวิตไว้กับคนแบบนี้เหรอ?”
“ฉันไม่อยากแต่งกับทหาร คุณแม่รู้ดี”
“ทหารไม่ได้ตายในหน้าที่กันทุกคนนะหรานหราน! ดูลูกชายหัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นทหารรุ่นเดียวกับพ่อแกเลยนะ” คุณแม่อี้ตั้งใจเลี้ยงลูกทุกคน แม้จะไม่สุขสบายนักแต่ก็ไม่เคยต้องอด สู้สุดกำลังเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ ยิ่งบุตรสาวหล่อนตามใจมากที่สุด แต่ครั้งนี้หล่อนจะไม่ยอมตามใจเด็ดขาด
“ไม่รู้ล่ะ ลูกหัวหน้าหมู่บ้านกลับบ้านปีละกี่ครั้งเอง กว่าภรรยาเขาจะท้องถูกคนในตระกูลกระแนะกระแหนมาตั้งหลายปี” ซ่งอี้หรานก็มีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากแต่งงานกับทหาร และเหตุผลเหล่านี้มาจากเหตุการณ์จริงทั้งนั้น
“อี้หรานนะอี้หราน มันไม่มีงานใดดีที่สุด และไม่มีงานที่แย่ที่สุด บางทีแกอาจตามสามีไปประจำการในเมืองที่ไหนสักที่ เฉินซานเป็นผู้กอง อย่างไรก็ไม่ลำบาก ซ้ำยังมีแต่คนเกรงกลัว ใครจะกล้ารังแกแก ต่อให้พวกโรคจิตชอบลวนลามจะถูกจับยิงเป้า ก็ใช่ว่าจะไม่มี เดือนก่อนหัวหน้าหมู่บ้านก็บอกแล้ว หมู่บ้านในอำเภอเจียงซุยของเรามีพวกไม่กลัวตายแอบมาลวนลามยุวปัญญาชนหญิงจนถูกจับไปยิงเป้า” คุณแม่อี้พยายามหาข้อดีเพื่อให้ลูกสาวเปลี่ยนใจ
“เขาไม่แต่งกับฉันหรอกค่ะ คุณแม่เลิกเสียเวลาเกลี้ยกล่อมฉันได้แล้ว ฉันจะบอกให้ ฉันคิดว่าเขาเป็นคนหูหนวกด้วย ช่วยไม่ได้ ก็ฉันถามแล้วเขาไม่ตอบเอง คิดว่ามีปัญหาด้านการได้ยิน!” คางคกอยากกินเนื้อหงส์ไม่ง่ายนักหรอกนะ! ซ่งอี้หรานคิดในใจ ชายหนุ่มชนบททุกคนคือคางคกสำหรับหล่อน
“ความฉลาดหลักแหลมของแกคงถูกสุนัขกินไปหมดแล้ว!” คุณแม่อี้ปวดขมับ ครั้งนี้ขาดทุนย่อยยับ เสียไข่ไปหลายตะกร้า เสียหน้าให้พวกพี่สะใภ้สามีที่จ้องซ้ำเติมทุกครั้งที่ครอบครัวของเธอทำสิ่งใดไม่สำเร็จอีก รู้เช่นนี้เก็บไข่ไว้ต้มกินเองเสียยังดีกว่า!
คุณแม่อี้ใช้เวลาสงบจิตใจอยู่นาน ก่อนจะรวบรวมแรงกายแรงใจออกไปทำงานกลางแดดจ้าอีกครั้ง ความหวังพังทลายลงในพริบตา เหล่าแม่บ้านมาถามความคืบหน้าการดูตัว เธอบอกไปตามตรงว่าหมดหวัง เรียกเสียงหัวเราะจากเหล่าพี่สะใภ้สกุลซ่งได้ไม่น้อย ชาวบ้านหลายคนมาให้กำลังใจไม่ให้หมดหวัง บางคนแนะนำญาติพี่น้องที่มีงานมั่นคงให้ คราวนี้คุณแม่อี้ตั้งใจรับฟังประวัติของทุกคนเพื่อพิจารณา
ตกเย็นพี่ชายสองคนของซ่งอี้หรานกลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า ผลผลิตมากมายติดอันดับต้นๆ ของหมู่บ้านดีเด่นในอำเภอเจียงซุยนั้นแลกมากับการทำงานอย่างหนักของชาวบ้าน
พี่ชายคนโตชื่อว่าซ่งหมิงรีบถามน้องสาวที่กำลังให้อาหารไก่ “หรานหราน ดูตัววันนี้เป็นไงบ้าง นายทหารคนนั้นชอบเธอไหม?”
“ไม่ค่ะ ฉันไม่ชอบทหาร” ซ่งอี้หรานตอบอย่างไม่สะทกสะท้านใดใด หร่อนคือเจ้าหญิงน้อยของบ้าน พี่ชายขึ้นคานทั้งชีวิตก็เรื่องของพวกเขาซิ!
ซ่งหมิงถอนหายใจ ความจริงเขาเลิกหวังกับน้องสาวคนงามมานานแล้ว เพราะเธอคือปีศาจตัวน้อย เอาแต่ใจ แต่งงานกับเฉินซานไม่รู้จะได้ความรักหรือความแค้น ให้แต่งกับหนุ่มโรงงานก็ดีเหมือนกัน
พี่รองไม่อ่อนโยนเหมือนพี่ใหญ่ เขาชื่อซ่งฮว่า เมื่อหิวขึ้นมาก็ไม่สนสิ่งใด “แกจะไม่เอาไหนเกินไปแล้วนะ! ฉันกับพี่ใหญ่ทำงานเกือบตายให้แกได้ไปเรียน ซื้อของบำรุงครีมบำรุงตามที่แกต้องการไม่เคยขาด ถ้าแต่งกับเฉินซานนอกจากเงินสินสอดแล้วเขายังช่วยฉันกับพี่ใหญ่แกหางานในเมืองได้ แกไม่อยากให้ตระกูลซ่งสายรองของเราลืมตาอ้าปากได้หรือไง!?” พี่รองซ่งดีดลูกคิดในใจ คิดอย่างไรเฉินซานก็ดีกว่าหนุ่มโรงงานเป็นไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานก้าวหน้าไม่จำกัด เส้นสายก็ดีกว่า เขาเคยได้ยินคุณป้าในหมู่บ้านลือว่าเฉินซานหางานให้สหายร่วมรบที่บาดเจ็บหนัก เป็นงานขับรถกระจายสินค้าไปยังสหกรณ์ต่างๆ ในอำเภอ บางคนบอกว่าเขาหางานในโรงฆ่าสัตว์ให้สหายร่วมรบที่เสียขาไปจากการถูกกับระเบิด งานพวกนั้นถ้าเขากับพี่ใหญ่ได้ทำต้องมีชีวิตที่สุขสบายแน่
“พวกพี่คิดจะขายฉันกิน หน้าไม่อาย!” ซ่งอี้หรานพูดอย่างเหลืออด “เพียงเพราะอยากแต่งภรรยาดีๆ ก็มาโทษมาบังคับให้ฉันต้องแต่งผู้ชายที่ไม่ได้รัก พวกพี่มันไม่เอาไหน อย่ามาโทษฉัน!”
“อี้หราน!” พี่รองซ่งฮว่าตะคอกน้องสาว
“เจ้ารองหุบปาก!” พี่ใหญ่ถลึงตามองน้องชาย เขากับน้องชายอายุหลายขวบ โตพอจะรู้เรื่องแล้วตอนเสียบิดา ทว่าน้องสาวนั้นน่าสงสารนัก เขย่าเรียกพ่อไม่หยุด ไม่รู้ว่าบิดาจากไปโดยไม่มีทางหวนกลับมาอีกแล้ว ตั้งแต่นั้นเขาและมารดาตามใจน้องสาวคนเดียวผู้นี้มาตลอด ด้วยความสงสารและเอ็นดู
“พี่ใหญ่กับแม่ให้ท้ายเธอแบบนี้ ถึงได้เอาแต่ใจไม่เห็นตระกูลสายรองเราอยู่ในสายตา!” ซ่งฮว่ากัดฟันเดินเข้าบ้านไปหาน้ำกิน เถียงไปก็ไม่ชนะ เหนื่อยเปล่ากับการเสียเวลาทำเรื่องที่ไม่มีวันชนะ
มารดาเดินเหม่อเข้าบ้านมา ลูกๆ เถียงกันเสียงดังหล่อนยังไม่ได้ยิน แม้จะบอกกับตัวเองให้ตัดใจ แต่ความเสียดายมันแทบจะทะลักออกมาจากปาก คุณแม่อี้นำความผิดหวังมาลงกับการทำอาหาร วันนี้ลูกสามคนจึงได้กินเพียงหมั่นโถวแป้งข้าวโพดหนึ่งลูกกับผักดองต้มแสนเค็ม
สามคนพี่น้องกัดฟันกล้ำกลืนอาหารลงท้อง สองหนุ่มหิวมากจึงกินหมดเกลี้ยง อร่อยหรือไม่ไม่สำคัญเท่าอิ่มท้อง
ส่วนซ่งอี้หรานนั้นกัดหมั่นโถวหนึ่งคำก็ดื่มน้ำตามหนึ่งแก้ว เพราะฝืดคอมาก ปกติมารดาจะมีอาหารพิเศษที่ดีกว่าพี่ชายแยกให้เธอกิน แม้ไม่ดีเลิศแต่อร่อยกว่านี้หลายเท่า!