โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องเล่าหลังเลนส์ ของ “น้าเด่น” ช่างภาพไทยคนแรกที่ได้รับเชิญให้ร่วมถ่ายภาพงานวิ่งระดับโลก

นิตยสารคิด

อัพเดต 02 พ.ค. 2567 เวลา 03.08 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2567 เวลา 03.08 น.
naden-cover

ด้วยอิทธิพลของ “แสง” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลลัพธ์ของภาพถ่ายนี้ หากสามารถเลือกได้ ช่างภาพส่วนใหญ่จึงมักเลือกถ่ายภาพในช่วงเวลาที่มีแสงสว่างเพียงพอ หรือใช้อุปกรณ์อย่างแสงไฟเป็นตัวช่วยให้ผลงานของพวกเขาออกมาดีสมดังใจ แต่สำหรับช่างภาพบางคนไม่อาจกำหนดช่วงเวลาได้ เช่นเดียวกับ เด่น มหาไชยสิทธิ์ หรือที่หลายคนอาจคุ้นเคยกันดีกับชื่อของ “น้าเด่น” ช่างภาพแถวหน้าของวงการกีฬาวิ่งเทรล หน้าที่ของเขาคือการกดชัตเตอร์บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่อยู่ในสนามแข่งขันทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หรือแม้ในยามที่ท้องฟ้าโอบล้อมไว้ด้วยความมืดมิด

กลางคืน คือช่วงเวลาที่ถ่ายภาพยากที่สุด
“การถ่ายภาพชัดเจนมาก ๆ ว่า ถ่ายกลางคืนมีความยากกว่าช่วงกลางวัน แต่งานของเราไม่สามารถเลือกช่วงเวลาได้ การถ่ายภาพวิ่งเทรล โดยเฉพาะงานอัลตร้าเทรล ซึ่งเป็นการวิ่งระยะยาวเป็น 100 กม. แน่นอนคือเราต้องอยู่ในสนาม อยู่ในป่า อยู่บนภูเขากับนักวิ่งยาวนานเป็นวันอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีช่วงที่ออกมากินข้าวในจุด check point บ้าง แต่เมื่อกลับเข้าไปในสนาม บ่อยครั้งที่เราเองต้องหยุดอยู่กับที่เพื่อรอนักวิ่งในจุดเดิมที่เดียวนาน ๆ หรือบางครั้งก็เดินไปกับนักวิ่ง

“ส่วนใหญ่ถ้าจะให้ดีที่สุดพอถึงช่วงกลางคืน จะเข้าไปรอถ่ายรูปนักวิ่งที่จุด check point เพราะมีแสงไฟ ถ่ายไม่ยากมาก แต่ช่วงที่ต้องถ่ายในป่าด้วยความมืด สิ่งสำคัญคือการใช้เทคนิค และต้องหาจุดที่มีแสงให้ได้ สมัยนี้ยังถือว่าโชคดีที่เทคโนโลยีของกล้องถ่ายรูปมีการพัฒนาช่วยให้การทำงานของช่างภาพสบายมากขึ้น เราสามารถปรับ ISO (ค่าความไวแสงของกล้อง) ได้มากขึ้นกว่าเดิม แต่การปรับค่า ISO ยิ่งปรับให้ตัวเลขมาก ความไวในการรับแสงก็จะยิ่งมากตาม ดังนั้นการใช้ ISO ยิ่งสูง ก็จะยิ่งทำให้เกิด noise (จุดรบกวนในภาพ) มากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้คุณภาพของภาพลดลง แต่ส่วนตัว ด้วยความที่เป็นคนเน้นการถ่ายทอดอารมณ์ในภาพ ผมจะไม่ค่อยสนใจ noise ในความเป็น noise อาจมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้นก็ได้ ถึงจะมืดแต่เราต้องถ่ายรูปสิ่งที่เราคิดไว้ในหัวให้ออกมาให้ได้”

น้าเด่น เล่าถึงสิ่งที่คิด เมื่อเขาต้องปฏิบัติหน้าที่ยามวิกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายความสามารถของช่างภาพ โดยเฉพาะช่างภาพที่ต้องพร้อมรัวชัตเตอร์กับทุกสภาพการณ์อย่างเขา

น้าเด่น-เด่น มหาไชยสิทธิ์

ช่างภาพที่ได้รับการยอมรับระดับโลก แต่ไม่เคยคิดฝันว่า “ฉันจะเป็นช่างภาพ”
ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจกับอาชีพของตัวเองจนผลงานเป็นที่ยอมรับ ถูกนำไปตีพิมพ์ เผยแพร่ทั้งในนิตยสารและสื่อออนไลน์ของหลากหลายประเทศ และยังเป็นช่างภาพคนไทยคนแรกที่ได้รับเชิญให้ไปร่วมเป็นช่างภาพในการแข่งขันรายการวิ่งเทรลระดับโลกอย่าง Western States USA รวมถึงรายการแข่งขัน UTMB ที่จัดแข่งในประเทศต่าง ๆ อีกหลายประเทศ แต่อาชีพช่างภาพ กลับเป็นงานที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะได้มาลงหลักปักฐาน สร้างทั้งชื่อเสียง และความภาคภูมิใจให้เขาถึงเพียงนี้

“จริง ๆ เรียนจบนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุ โทรทัศน์ การถ่ายภาพเป็นแค่วิชาเรียนที่เรียนอยู่แค่เทอมเดียว แต่ก็เป็นวิชาที่ชอบมาก หลังจากเรียนจบก็เลือกทำงานสายโฆษณา เป็นผู้ช่วยแคสติ้งอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วก็ผันตัวมาเป็นผู้ช่วยช่างภาพ จนมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เรียกว่าชีวิตผกผันอยู่นานกว่าจะมาลงเอยกับอาชีพช่างภาพ”

ช่วงที่ชีวิตผันเปลี่ยนไปมากับในสายอาชีพวงการโฆษณา เมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่าผู้ช่วยผู้กำกับไม่ใช่งานที่ตัวเองมีใจ น้าเด่นจึงเริ่มคุยกับตัวเอง ซึ่งคนรอบข้างต่างพากันบอกว่างานที่ใช่สำหรับตัวเขาจริง ๆ ก็คือ ช่างภาพ

“มีพี่ช่างภาพที่รู้จักกันบอกว่า เราต้องเป็นช่างภาพ ซึ่งเราเองก็ยังไม่มั่นใจ รู้ว่าตัวเองชอบถ่ายรูป ชอบดูพฤติกรรมคน แต่รู้สึกว่าเราไม่ได้มีความรู้ทางด้านนี้ลึกซึ้งมากนัก แต่แล้วพี่เขาก็ยกกล้องถ่ายรูปมาให้เราเอาไว้ใช้ทำงานหาเงิน ช่วงนั้นตัวเองเริ่มกลับมาวิ่งด้วย หลังจากวิ่งเสร็จก็จะเอากล้องที่พี่เขาให้นี่แหละมาถ่ายรูปเพื่อน ๆ ที่วิ่งด้วยกัน ถ่ายเสร็จก็โพสต์รูปขึ้นโซเชียลมีเดีย แล้วสุดท้ายก็ได้มาเริ่มต้นถ่ายรูปงานวิ่งเทรลแบบจริงจังราว ๆ ปี 2017 หรือ 2018”

เสน่ห์ของภาพถ่ายอยู่ที่การเล่าเรื่อง
น้าเด่นกล่าวต่อไปว่า ด้วยความที่รุ่นพี่ช่างภาพผู้นั้นสนใจวิธีคิด มองว่าการนำเสนอภาพของเขามีความแปลก เลยรู้สึกมาถูกทาง และเรียนรู้เทคนิคถ่ายภาพต่าง ๆ จากเพื่อนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นช่างภาพประจำให้กับผู้จัดงานวิ่งเทรลอยู่รายหนึ่ง จึงเปิดโอกาสให้เขาได้เดินทางไปถ่ายรูปนักวิ่ง โดยบอกว่า “ภาพของผมจะไม่ใช่แค่รูปนักวิ่งกำลังวิ่ง แต่ผมจะเล่าเรื่องว่านี่คือที่ไหน อะไร อย่างไร คนนี้เจ็บ ล้ม เหนื่อย เห็นคนนั่งเหงื่อตกเหงื่อย้อยนี่แหละคือภาพที่ผมอยากเล่าเรื่อง”

น้าเด่นว่า สิ่งที่เขาได้มาจากการทำงานในวงการโฆษณาคือ ทักษะในการเล่าเรื่อง ที่กลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของรูปของเขา โดยเฉพาะการถ่ายรูปในงานวิ่งเทรล ซึ่งเป็นสนามการแข่งขันที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สามารถเล่าด้วยภาพถ่ายได้มากมาย

“เวลาถ่ายรูปในอีเวนต์ต่าง ๆ ผมรู้สึกไม่มีความสุขกับการเล่าเรื่องสักเท่าไหร่ เพราะต้องอยู่ในกรอบของงานมากไป ทำให้เราเล่าเรื่องไม่ได้ แต่กับงานวิ่งเทรล สิ่งที่เราเห็น บรรยากาศต่าง ๆ ทำให้เราได้สนุกกับความคิด อยู่ ๆ ก็จะมีความทะเยอทะยานอยากที่จะปีนเขาขึ้นไปให้ทันนักวิ่งคนนั้นเพื่อรอถ่ายรูปในจังหวะที่เราคิดไว้ หรือบางทีผมก็มีไปช่วยถ่ายงานให้อาสากู้ภัยต่าง ๆ งานแบบนี้ก็ชอบ เพราะเราได้เห็นชีวิตอะไรบางอย่าง มันก็จะได้บางอย่างที่เราคาดไม่ถึง ถ้าเราคิดทัน ถ่ายภาพถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ ยิ่งทำให้รู้สึกมีความสุข”

ช่างภาพต้องพร้อมรับทุกสถานการณ์
หากให้นับว่ามีโอกาสเดินทางไปสนามวิ่งเทรลทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมแล้วกี่สนาม น้าเด่นว่าในเมืองไทยไม่สามารถนับนิ้วได้หมด เรียกได้ว่าเดินทางมาครบตั้งแต่เหนือจรดใต้ ส่วนสนามระดับนานาชาติก็ไม่น้อยเช่นกัน รวม ๆ ก็น่าจะประมาณ 20 สนาม ซึ่งไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ เขาเล่าว่า ต้องเตรียมความฟิตของร่างกายไม่แพ้นักวิ่ง เพราะช่างภาพเองก็ต้องเดินเท้าคอยตามเก็บภาพบรรยากาศเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้วิ่งหรือเดินยาวเป็นหลัก 100 กม. เหมือนนักวิ่ง แต่ด้วยความสูงชันของสภาพภูมิประเทศบวกกับน้ำหนักกระเป๋าที่ต้องขนอุปกรณ์ถ่ายภาพ โดยจะต้องมีกล้องถ่ายรูปไม่ต่ำกว่า 2 ตัว หรือแม้แต่อาหารและน้ำก็ต้องเตรียมให้พร้อมเสร็จสรรพ รวมแต่ละงานน้ำหนักสัมภาระของช่างภาพแต่ละคนเป็นหลัก 10 กก.

“สำหรับผมการทำร่างกายตัวเองให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งก็คือต้องออกกำลัง และตัวผมเองก็วิ่งด้วยเช่นกัน นอกจากจะเพื่อให้ตัวเองพร้อมสำหรับการทำงานแล้ว ผมยังจะได้เข้าใจด้วยว่าเวลาวิ่ง นักวิ่งเขาจะรู้สึกยังไง จะต้องวิ่งไกลขนาดนี้ วิ่งสูงขนาดนี้ เขาจะเหนื่อยขนาดไหน ภาพในหัวมันจะเกิดขึ้น พูดง่าย ๆ คือผมซ้อมวิ่งเพื่อให้มีความเข้าใจนักวิ่งมากขึ้น บางทีถ้าแค่ถ่ายรูปอย่างเดียวเพราะรู้สึกว่ามันสวย โดยที่เราไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าความสวยนี้มันเกิดจากอะไร ก็อาจทำให้เราถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ไม่ถูกจุด ภาพที่ออกมาก็ยังไม่สวยอย่างที่ควรจะเป็น

“นอกจากเตรียมพร้อมร่างกายแล้ว สำหรับสนามแข่งขันในต่างประเทศ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในป่า เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง เสื้อผ้ากันหนาว กันลม กันฝน ต้องมีครบ”

จากคำบอกกล่าวของน้าเด่นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมนี่เอง จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า ช่างภาพอย่างเขาต้องอยู่ในป่าเพื่อรอบันทึกภาพนักวิ่งข้ามวันข้ามคืนหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวตอบกลับแบบไม่ต้องใช้เวลานึกย้อนเหตุการณ์ใด ๆ ได้ทันทีว่า หลาย ๆ งานเขาต้องปีนเขาขึ้นไปรอนักวิ่งอยู่กลางป่าอยู่ข้ามคืน จนถึงกับต้องทิ้งตัวหลับกลางป่าขวางเส้นทางเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสที่จะถ่ายรูปนักวิ่งที่เขาตั้งใจรอ

“จริง ๆ ก็มีทั้งนอนรอในรถ แล้วก็เดินป่าเข้าไปนั่งรอ เคยมีอยู่งานหนึ่ง ปล่อยตัวนักวิ่งตอนตี 2 เราก็เริ่มออกตัวไปกับเขา จนราว ๆ สักตี 4 - ตี 5 ความง่วงเริ่มมา ง่วงแบบง่วงมากตาจะปิด แต่จากการประเมินสถานการณ์แล้วเรามั่นใจว่าอีกไม่นานนักวิ่งคนนี้จะต้องวิ่งมาถึงจุดที่เราอยู่แล้วแน่ ๆ ด้วยความที่ทั้งง่วง แล้วก็กลัวจะเสียงาน ไม่ได้รูปอย่างที่ตั้งใจ ก็เลยตัดสินใจว่ายังไงก็คงต้องหลับ ก็เลยตั้งนาฬิกาปลุกไว้ โดยเราคำนวณเวลาที่สามารถนอนได้จากการประเมินความเร็วของนักวิ่ง แต่กลายเป็นว่านักวิ่งเขาก็ง่วงเหมือนกัน แล้วก็มานอนในจุดที่เราหลับรออยู่ ตอนนั้นผมหลับไปได้ 1 นาที แบบหลับสนิทมาก ๆ ไม่รู้ว่าด้วยสัญชาตญาณหรืออะไรที่ทำให้รู้สึกได้ว่ามีคนมานอนอยู่ข้าง ๆ ในหัวเราบอกตัวเองทั้งที่ยังหลับอยู่ว่า ถ้าไม่ตื่นตอนนี้จะอดถ่ายรูปอย่างที่ตั้งใจไว้นะ สุดท้ายจึงลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นมาถ่ายนักวิ่งคนนี้ตอนหลับด้วยเสียงที่เบาที่สุด กลายเป็นว่ารูปนี้คือรูปที่มีนิตยสารต่าง ๆ มาขอซื้อไปใช้เยอะมาก”

การถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก คือจุดเด่นของน้าเด่น
ในฐานะที่น้าเด่นเป็นช่างภาพงานวิ่ง และวิ่งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังเคยผ่านสนามวิ่งเทรล และพิชิตเส้นชัยในระยะ 100 กม. มาแล้ว จึงอยากรู้ว่าระหว่างวิ่งเอง กับเป็นช่างภาพถ่ายนักวิ่ง ความรู้สึกเหมือนหรือต่างกันอย่างไร คำตอบที่ได้รับจากช่างภาพนักวิ่ง 100 กม. คือ เขารู้สึกภูมิใจที่ตัวเองสามารถวิ่งเทรลระยะอัลตร้าเทรลจบได้ด้วยเวลา 19 ชม. แต่ในช่วงเวลาที่เขาทำหน้าที่เป็นช่างภาพกลับมีความรู้สึกที่หลากหลายกว่ามาก

“เวลาเราวิ่งเอง เราจะอยู่กับตัวเอง คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง แต่ตอนที่เดินถ่ายภาพ เราต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของนักวิ่งมากมาย ใครจะคิดว่าอยู่ ๆ จะมีนักวิ่งมาหยุดร้องไห้กับเรา บางคนมาวิ่งเพราะอกหัก บางคนวิ่งไปกดดันไป หรือบางคนก็ร้องไห้ตอนเข้าเส้นชัยเพราะรู้สึกดีใจที่สามารถลบคำสบประมาทของคนอื่นได้แล้ว หรือแม้แต่บางคนมีอาการเหมือนจะตายตรงหน้าเราก็มี เหล่านี้คือสิ่งที่เราเห็นและคิดตามอยู่ในหัวตลอดว่าเราควรถ่ายให้รูปออกมาแบบไหน หรือบางครั้งรูปที่เราถ่ายด้วยความบังเอิญ ทั้งแสง จังหวะ ท่าทางต่าง ๆ มันพอดีกันหมด แล้วกลับกลายเป็นว่ารูปนี้คือรูปที่เจ้าตัวเขามีความสุขกับมันมากที่ได้เห็น ไม่ใช่แค่รูปสวย แต่กลับเป็นรูปที่เขาสามารถวิ่ง 100 กม. จบครั้งแรกในชีวิต เราไม่รู้หรอกว่ามันมีความหมายกับเขามากแค่ไหน แต่เจ้าตัวเขาเอารูปเราไปปรินต์ใส่กรอบติดโชว์ไว้ที่บ้าน ก่อนจะใส่กรอบยังอุตส่าห์เอารูปมาให้เราเซ็นด้วย ก็เลยเป็นความทรงจำดี ๆ กับทั้งเขาและเรา”

ได้ชื่อว่าเป็นช่างภาพที่บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งน้าเด่นว่า อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เขาถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายนี่เองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรืออาจจะเรียกว่าเป็นลายเซ็นของน้าเด่นก็ว่าได้ จากเดิมที่เขามักบอกว่า ภาพถ่ายของเขาคือการเล่าเรื่อง แต่ปัจจุบันหลังจากผ่านการเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาจนแก่กล้า ทำให้เขาตอบตัวเองได้แล้วว่า จุดเด่นที่ทำให้งานของเขาได้รับการยอมรับคืออะไร

“ภาพถ่ายของผมจะไม่ค่อยมีรูปนักวิ่งแบบโพสท่าสวย ๆ บางรูปที่ถ่ายออกมาจะมองเห็นแค่นักวิ่งตัวเล็ก ๆ วิ่งอยู่ไกล ๆ จนเพื่อนที่เป็นคนจัดงานวิ่งยังบอกว่า อย่ามาถ่ายรูปแบบนี้ในงานวิ่งถนนที่เขาจัดนะ เพราะคงไม่มีนักวิ่งคนไหนซื้อรูปแบบนี้แน่ ๆ ผมเคยเจอนักวิ่งวิ่งมาร้อนมากเหงื่อแตก จนเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ผมก็ขออนุญาตเขาเข้าไปถ่ายตอนอาบน้ำ หรือในจุด check point มีครอบครัวนักวิ่งพ่อแม่ลูกแกล้งกัน พ่อวิ่งมาง่วงนอนแล้วหลับ ลูกแกล้งพ่อ ผมก็เก็บภาพแบบนี้มา ถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจุด check point ในสนามแข่งขัน กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้ที่ผมทำ คนจัดงานวิ่งเขาเอาไปชื่นชม ถ่ายทอดกันปากต่อปาก และทำให้ผมได้มีโอกาสได้รับเชิญให้ไปร่วมถ่ายภาพ เป็นช่างภาพงานระดับโลกอย่างเป็นทางการในหลาย ๆ งาน เช่น งาน Western States USA งาน UTMB World Series ที่จัดหลายประเทศ รวมถึงที่ดอยอินทนนท์ ประเทศไทย งาน Crossing Switzerland Ultra Trail ฯลฯ”

การมีโอกาสได้ร่วมเป็นช่างภาพอย่างเป็นทางการในการแข่งขันวิ่งเทรลระดับโลกนี่เองที่ทำให้น้าเด่นบอกกับเราว่า เขารู้สึกว่าชีวิตการเป็นช่างภาพของเขาสมบูรณ์ที่สุดแล้ว เพราะความฝันของ “เด่น มหาไชยสิทธิ์” เป็นจริงแล้ว

ภาพ : Naden

เรื่อง : Joyful

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

ร้อนไม่ไหวแล้ว กรมอุตุฯ เตือนร้อนจัด อุณหภูมิทะลุ 40 องศา เหนือ-อีสาน-กลาง จมฝุ่นPM2.5

MATICHON ONLINE
วิดีโอ

ตำรวจ พูดเอง! โดนชาวบ้านเกลีย_ด คนที่อยู่ห้องแอร์ ออกนโยบาย ไม่มีทางรู้

BRIGHTTV.CO.TH

สลดหนุ่มต่างชาติ พลัดตกชั้น 25 เสียชีวิต โรงแรมดังกลางกรุง

สยามนิวส์

นิด้าโพลเผย ปชช. เมิน “3 รมต.มืออาชีพ” ไม่มั่นใจแก้วิกฤตพลังงาน -เศรษฐกิจ ไม่เห็นใจรัฐบาลอนุทิน

The Better

อุตุฯเตือนทั่วไทยร้อนจัด ภาคเหนือ-อีสาน ฝุ่นทะลุเกณฑ์มาตรฐาน

ไทยโพสต์

สภาพอากาศวันนี้ ไทยตอนบนอากาศร้อนจัดบางพื้นที่

Thai PBS
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...