ปชป.โหมโรง ‘เปิดซักฟอก’ เอ็กซเรย์ ‘งบพลังงาน-ท้องถิ่น’
พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ“ฝ่ายค้านรุ่นเก๋า” ประกาศกลางวงสัมมนา สส.ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันก่อน ให้เตรียมตัวสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐบาลอนุทิน”
เรื่องนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค บอกว่า จะหารือพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในที่นี้คือ “พรรคประชาชน” เพื่อกางปฏิทินดูเวลาในการประชุมสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ซึ่งจะเริ่มขึ้นในช่วง 25 ส.ค.-ธ.ค.2569 สำหรับการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
จะรวบ ครม.ทั้งคณะ หรือเลือกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ระหว่างนี้ก็เร่งสำรวจประเด็นที่จะหยิบยกมาอภิปราย เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า “รัฐบาล” ไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป
สำหรับกลไกที่สภาฯ สามารถใช้ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีหลายวิธีการ ทั้งการตั้งกระทู้ การเสนอญัตติ ใช้กลไกกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญ หรือ กมธ.วิสามัญ นอกจากนั้นที่เป็นเวทีใหญ่ คือ
1.เปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา 152
2.อภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ ตามมาตรา 151
กรณีอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 152 และอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำได้ “ปีละหนึ่งครั้ง” ซึ่งสมัยประชุมแรก ที่เพิ่งปิดสมัยเมื่อ 11 ก.ค. ฝ่ายค้านไม่ได้ใช้สิทธิ์ เพราะยังให้โอกาสรัฐบาลทำงาน เพราะเพิ่งเข้าบริหารได้เพียง 3 เดือนเศษ
ดังนั้นในสมัยประชุมหน้า จึงเป็นจังหวะที่ฝ่ายค้าน พร้อมใช้เวทีใหญ่ของสภาฯ แสดงบทบาท “ตรวจสอบ”
กับประเด็นที่ “อภิสิทธิ์” พูดถึงเรื่องเตรียมซักฟอก โดยหลักคือ โครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณสูง มีปัญหาต่อการจัดซื้อจัดจ้าง ที่เลือกใช้วิธีคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง
รวมไปถึงการใช้เงินกู้ตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะก้อนที่ใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานสู่อนาคต วงเงิน 2 แสนล้านบาท ที่โชยกลิ่นไม่ดี ส่อเปิดช่อง “ล็อกสเปก” และ “ทำโครงการที่แพงเกินจริง”
ขณะนี้ กุนซือพรรคประชาธิปัตย์ได้วางโจทย์เพื่อติดตามการทำงาน และใช้แอปพลิเคชัน “ส่องรัฐ” นำทางไปสู่ข้อมูลที่ประโยชน์ เพื่อใช้ซักฟอก “รัฐบาลสีน้ำเงิน” พร้อมทั้งให้ “สส.-สมาชิกพรรค” เกาะติดข้อมูลสำคัญ
ขณะที่ในวงพิจารณางบประมาณปี 2570 ที่ “วทันยา บุนนาค” สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะกรรมาธิการงบฯ 70 ออกมาเปิดข้อมูลชุดที่สนับสนุน ต่อการตั้งประเด็นของ “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ด้วยว่างบฯกลาง วงเงินเกือบ 7 แสนล้านบาท มีส่วนของรายการค่าใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเสนอขอจัดสรร 1.2 หมื่นล้านบาท
พบว่าวัตถุประสงค์ซ้ำกันทุกตัวอักษรกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิล ไปเป็นพลังงานสีเขียว พร้อมกับเตรียมใช้บทบาท กมธ.งบฯ 70 เสนอตัดงบฯ ก้อนดังกล่าวออกไป เพื่อปิดช่องการโยกย้ายรายการไปใช้ในโครงการอื่นที่สภาฯ ไม่สามารถตรวจสอบได้
อย่างไรก็ดี ในส่วนของ “พรรคประชาชน” ฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน แม้ยังไม่มีท่าทีต่อการยื่นญัตติซักฟอก ทว่าในสิ่งที่ “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบฯกลาง วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน นอกจากซ้ำซ้อนกับโครงการที่เตรียมใช้เงินกู้ ก้อน 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานแล้ว ยังพบพิรุธอีกหลายกรณี
ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากเอกสารหนังสือราชการ ที่ “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” กระทรวงมหาดไทย แจ้งยกเลิกการเสนอแผนงานหรือโครงการเพื่อใช้เงินกู้
ปรากฏเป็นลิสต์รายการที่อนุญาตให้ท้องถิ่นทำได้ เช่น ติดตั้งโซลาร์รูฟทอป ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนในสังกัดท้องถิ่น สถานีอนามัย รพ.สต. ไฟส่องสว่างในชุมชนที่ไม่มีโครงข่ายระบบไฟฟ้าเข้าถึง รวมถึงเปลี่ยนรถบริการสาธารณะ รถบรรทุกขยะ เครื่องจักรกล ไปเป็นรถอีวี รถพยาบาลไฟฟ้า ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น
เรื่องนี้ “ศิริกัญญา” ย้ำว่า การเสนอโครงการที่ไม่ชอบมาพากล หรือสอดไส้โครงการที่อาจไม่เข้าเงื่อนไขการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จะไม่จบแค่นี้ เพราะคาดว่าจะยื่นแผนงานมาใหม่ โดยปรับเปลี่ยนวิธี กำหนดเงื่อนไขหลบซ่อนการตรวจสอบ เพื่อให้ตรวจสอบได้ยากขึ้น เพราะเงินกู้ก้อนนี้ มีหลายกระทรวงที่อยากได้ประโยชน์ แม้จะเป็นการทำโครงการที่ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ภายใน 1 ปี
“ขณะนี้หลายกระทรวงได้ยื่นโครงการผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองจำนวนมาก ดังนั้นหวังว่า กมธ.ติดตาม และตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของสภาฯ จะตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้เงินที่กู้มา ถูกใช้น้อยที่สุด และไม่เป็นภาระของลูกหลาน"
ขณะเดียวกัน การตรวจสอบงบฯ 70 ยังพบว่ามีหลายโครงการที่ซ้ำซ้อนกัน เช่น โซลาร์รูฟ โซลาร์ชลประทาน สถานีชาร์จไฟฟ้า หากปล่อยผ่าน กังวลว่าจะกระทบต่อประสิทธิผลของงานได้ ศิริกัญญา สะท้อนข้อกังวล
นอกจากนั้น สิ่งที่ฝ่ายค้านจับตาอย่างใกล้ชิดคือ “กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น” การเป่าคดีการเมืองสำคัญ เช่น “คดีโกงเลือกสว.” ที่ “นักการเมืองในค่ายน้ำเงิน” ถูกแฉจาก “อดีตผู้ร่วมกระบวนการ-อดีตลูกน้อง”ว่า มีส่วนร่วมทำให้การเลือกสว.ไม่สุจริตตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
หากพิจารณาไทม์ไลน์คดีที่ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” หรือ กกต. เตรียมสรุปในช่วงเดือนก.ย.นี้ จะส่งศาลฎีกาหรือไม่ ตามที่อนุกรรมการร่วม กกต.-ดีเอสไอ เสนอเรื่องเอาผิด ซึ่งจะประจวบกับวาระที่สภาฯเปิด และ “รัฐบาลอนุทิน” บริหารประเทศครบ 6 เดือน
จึงเป็นเวลาอันเหมาะสมที่ นายกฯ รวมถึง “รัฐมนตรี” จะถูก “ฝ่ายค้าน” ตรวจผลงานแบบรายคน และฝากเป็นการบ้านให้มวลชน ได้ร่วมตรวจสอบ เพื่อหวังใจให้เป็นข้อมูลตัดสินว่า เลือกตั้งรอบหน้า ยังวางใจให้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” บริหารประเทศต่อไปหรือไม่