โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปิดฉาก"ทรัมป์"เยือนจีนปิดดีลขายน้ำมัน-โบอิงสำเร็จ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 16 พ.ค. เวลา 12.33 น.
การเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาค่อนข้างชื่นมื่นคาดว่าการเจรจาในหลายเรื่องได้ข้อยุติและผลสรุปเป็นที่น่าพอใจสองฝ่ายทั้งด้านการค้า การลงทุน และการปลดล็อคข้อจำกัดในด้านต่างๆ หลังทรัมป์ขนนักธุรกิจตัวท็อปไปร่วมเจรจาด้วย

การเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาค่อนข้างชื่นมื่นคาดว่าการเจรจาในหลายเรื่องได้ข้อยุติและผลสรุปเป็นที่น่าพอใจสองฝ่ายทั้งด้านการค้า การลงทุน และการปลดล็อคข้อจำกัดในด้านต่างๆ หลังทรัมป์ขนนักธุรกิจตัวท็อปไปร่วมเจรจาด้วย

การพบปะกันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่เดินทางไปเยือนจีนครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี โดยทรัมป์เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเมื่อวานนี้(14 พ.ค.) ซึ่งในงานเลี้ยงอาหารค่ำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้เชิญประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไปเยือนสหรัฐ ในวันที่ 24 ก.ย. ซึ่งจะเป็นการเยือนสหรัฐฯอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสี นับตั้งแต่ปี 2015

ขณะที่ท่าทีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนได้เรียกร้องให้สองประเทศ “เป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง” สะท้อนจากคำกล่าวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยหวังว่าปี 2569 จะเป็น "ปีแห่งประวัติศาสตร์และหมุดหมายสำคัญ" ที่จะเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

จีนและสหรัฐฯ มีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าความแตกต่างกัน พร้อมกับเสริมว่า ความสำเร็จของฝ่ายหนึ่งคือโอกาสของอีกฝ่าย และความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีเสถียรภาพเป็นผลดีต่อโลก ดังนั้นจีนและสหรัฐฯ ควรเป็นพันธมิตรกันแทนที่จะเป็นคู่แข่งกัน

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าเขา”เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะดีกว่าที่เคยเป็นมา และคาดหวังว่าทั้งสองประเทศจะมีอนาคตที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน"

การพบปะครั้งสำคัญนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตรและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่อบอุ่นระหว่างสองมหาอำนาจ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเผชิญกับประเด็นขัดแย้งสะสมมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและการค้า

จากการเปิดเผยข้อมูลของทั้งรัฐบาลจีนและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว มี5 ประเด็นสำคัญ ที่เป็นหัวใจหลักของการหารือในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1. การกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ ใหม่ โดยสองผู้นำได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ ให้เป็นไปในลักษณะ "เชิงสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" โดยรัฐบาลปักกิ่งจะใช้กรอบแนวคิดนี้เป็นแนวทางหลักในการดำเนินนโยบายสำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้าและหลังจากนั้น

2.ทั้ง 2 เปิดใจเจรจา สู่การประชุมเชิงบวกและสมดุล ซึ่งผู้นำจีนระบุว่า ทั้ง 2 ประเทศควรทำงานร่วมกันเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่เกิดขึ้นได้ยากนี้ไว้ โดยรัฐบาลปักกิ่งพร้อมเปิดรับการขยายความร่วมมือทางการค้าจากฝั่งสหรัฐมากยิ่งขึ้น ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มผู้นำทางธุรกิจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาหลายแห่งได้ร่วมคณะเดินทางไปกับทรัมป์ในครั้งนี้ด้วย

3.ยกระดับดีลการค้า-เปิดประตูการลงทุน โดยผู้นำจีนได้เสนอให้ทั้งสองมหาอำนาจเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารผ่านช่องทางทางการทูตและทางทหารให้มากขึ้น เพื่อลดความระแวงและสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่เป็นรากฐานสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การเกษตร รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน

ฝั่งทรัมป์ยังได้ย้ำถึงความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลปักกิ่งใน 2 ประเด็นหลัก คือการขอความร่วมมือให้จีนเดินหน้าปราบปรามการลักลอบส่งออกยาเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐ และการเร่งเพิ่มยอดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอเมริกา

4.ทางออกวิกฤติน้ำมันหลังจากสองมหาอำนาจเห็นตรงกันต้องเปิด ‘ฮอร์มุซ’ ซึ่งจีนยังได้แสดงความสนใจที่จะเพิ่มการซื้อน้ำมันจากสหรัฐให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอน

5.ส่วนกรณีของ ‘ไต้หวัน’ จุดชี้ขาดความสัมพันธ์ 2 มหาอำนาจ และต้องจับตาเพราะประเด็นนี้ผู้นำนได้ส่งสัญญาณเตือนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงกรณีของ "ไต้หวัน" โดยย้ำชัดว่า “เป็นประเด็นที่สำคัญและเปราะบางที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน”

โดยสรุปแล้วสองผู้นำชาติมหาอำนาจคงชิงไหวชิงพริบกันเจรจา 4 ประเด็นสำคัญ ที่น่าจะเป็นหัวใจหลักของการพูดคุย คือ วาระทางเศรษฐกิจ, ประเด็นไต้หวัน, สงครามอิหร่าน และเทคโนโลยี AI ก่อนที่จะนำไปสู่ข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างทั้งสองประเทศมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตามประเด็นชิปเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ การดึงตัว” เจนเซน หวง”ร่วมคณะแบบกะทันหัน ส่งสัญญาณว่าปัญหาการส่งออกชิป AI รุ่นล้ำสมัยอย่าง H200 ของ Nvidia อาจเป็นหนึ่งในวาระหลักบนโต๊ะเจรจา หลังจากที่ผ่านมาการส่งมอบชิปดังกล่าวต้องหยุดชะงักเนื่องจากความขัดแย้งเรื่องเงื่อนไขการขายจากทั้งฝั่งจีนและสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลของสหรัฐฯ ที่กลัวว่าจีนจะนำเทคโนโลยีนี้ไปเสริมศักยภาพทางการทหาร

ขณะที่จีนเองก็กำลังเร่งพัฒนาชิปและโมเดล AI ของตนเองอย่าง DeepSeek เพื่อลดการพึ่งพา Nvidia ดังนั้นการที่หวงเดินทางไปกับทรัมป์เป็นความพยายามครั้งสำคัญในการปลดล็อกการขายชิป H200 ที่ค้างคาอยู่

ส่วนการเยือนจีนของเมห์โรทรา CEO Micron น่าสนใจมาก เพราะจีนเคยสั่งแบนชิปของ Micron ในปี 2023 โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง ซึ่งคาดว่า เขาอาจไปแก้ปัญหาและฟื้นฟูธุรกิจในจีนโดยตรง

ส่วนซีอีโอรายอื่นๆไปทำอะไรที่จีนนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า มัสก์ในฐานะเจ้าของ Tesla และ SpaceX กำลังเจรจาขอใบอนุญาตเพื่อให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxis) ในจีน ขณะที่ต้องการผลักดันยอดขายหุ่นยนต์ AI ของตนเองในตลาดจีน

นอกจากนี้ มัสก์ยังมีแผนจะซื้ออุปกรณ์ผลิตแผงโซลาร์จากซัพพลายเออร์จีนมูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์ แต่ดีลนี้อาจสะดุด เพราะจีนกำลังพิจารณาจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้นโยบายกีดกันทางการค้า

ส่วนการไปของออร์ตเบิร์ก CEO Boeing เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์ล็อตใหญ่ของสายการบินจีน ซึ่งอาจมีจำนวนสูงถึง 500 ลำ โดยออร์ตเบิร์กเคยระบุว่า ดีลนี้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ 100% เพราะปัจจุบัน Boeing กำลังเสียเปรียบอย่างหนักให้กับคู่แข่งอย่าง Airbus ที่กวาดดีลจากจีนไปแล้วกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2025

สำหรับการไปของกลุ่มผู้บริหารด้านการเงิน อย่าง Blackstone, BlackRock, Goldman Sachs, Citigroup, Visa และ Mastercard อาจเป็นการรวมพลังผลักดันให้จีนเปิดเสรีและลดมาตรการกีดกัน เพื่อให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้าถึงตลาดภาคการเงินของจีนได้มากขึ้น ส่วน CEO จาก Cargill ยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตร มีการคาดการณ์ว่า เขาจะไปเจรจาให้จีนกลับมาซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ อย่างถั่วเหลืองอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ จีนได้หันไปนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิลและอเมริกาใต้ เพื่อตอบโต้นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์

นอกเหนือจากมิติด้านเทคโนโลยีและการเข้าถึงตลาด การเยือนครั้งนี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญของข้อตกลงสงบศึกทางการค้าที่เปราะบางระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งมีการระงับการเก็บภาษีศุลกากรกันไปเมื่อเดือนตุลาคม 2025

บรรยากาศการค้าหลังจากนี้จึงน่าจะคลี่คลายลงหลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์์ว่าจีนตกลงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ ขณะที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่าทั้งสองฝ่ายยังหารือเกี่ยวกับข้อตกลงด้านพลังงานและสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ รวมถึงแนวคิดจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนทวิภาคีสำหรับภาคธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...