ผอ.อนุบาลนครปฐม นำทีมแจงยิบ ปมโซเชียลร้องเงินเรียนปรับพื้นฐาน 2.38 ล้าน ชี้มีเอกสารตรวจสอบได้
จากกรณีเพจ “ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 2.7 แสนคน ได้เผยแพร่ข้อความตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการเรียนปรับพื้นฐานช่วงปิดภาคเรียนของโรงเรียนอนุบาลนครปฐม ปีการศึกษา 2569 โดยระบุถึงประเด็นการจัดเก็บเงินจากผู้ปกครอง การแบ่งสัดส่วนรายได้ และความโปร่งใสในการบริหารเงินจำนวนกว่า 2.38 ล้านบาท จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวางนั้น
ล่าสุด วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้เข้าพบ ดร.วชิรวิชย์ นิติพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและครูผู้เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยผู้บริหารยืนยันว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็น “โครงการเรียนปรับพื้นฐานก่อนเปิดภาคเรียน” ไม่ใช่การเปิดสอนภาคฤดูร้อน (Summer) ตามที่ถูกกล่าวหา และดำเนินการต่อเนื่องมานานหลายสิบปีแล้ว ยกเว้นช่วงสถานการณ์โควิด-19
นายพสภัค มายืนยง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานทั่วไป กล่าวว่า ข้อมูลหลายส่วนที่เผยแพร่ผ่านเพจดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง โดยเฉพาะตัวเลขค่าอาหารกลางวันที่ถูกระบุเพียงประมาณ 130,000 บาท ทั้งที่ค่าใช้จ่ายจริงอยู่ที่กว่า 700,000 บาท พร้อมยืนยันว่า ทุกขั้นตอนดำเนินการผ่านคณะกรรมการและสามารถตรวจสอบเอกสารได้ทั้งหมด โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความสมัครใจของผู้ปกครอง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับที่ดี โดยในการประชุมผู้ปกครองเมื่อวันที่ 9-10 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมกว่า 90% และไม่มีการตั้งข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงาน ทั้งยังมีผู้ปกครองหลายรายเสนอให้โรงเรียนจัดกิจกรรมลักษณะนี้ต่อเนื่องอีกด้วย
สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการแบ่งสัดส่วน 5% และ 10% นั้น ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานทั่วไป ชี้แจงว่า เงินส่วนดังกล่าวไม่ได้เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริหาร แต่ถูกนำกลับเข้าสู่โรงเรียนทั้งหมด ทั้งในส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุคของผู้อำนวยการคนปัจจุบัน ได้มีคำสั่งตัดระบบแบ่งผลประโยชน์ให้ผู้บริหารออกไปทั้งหมด
“เชื่อว่ากรณีนี้อาจมีทั้งบุคคลภายในและภายนอกที่เสียผลประโยชน์ร่วมกันดิสเครดิตโรงเรียน เพราะหลังจากผู้อำนวยการคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน ก็เริ่มมีการตรวจสอบเรื่องตัวเลขค่าใช้จ่ายหลายรายการที่มีมูลค่าหลายล้านบาท จนเริ่มพบความผิดปกติ และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกระแสโจมตีในโซเชียล” นายพสภัค กล่าว
ด้านนางสาวรมิดา นิลประภัสสร หัวหน้าระดับห้องเรียน EP กล่าวว่า โครงการปรับพื้นฐานมีมานานแล้ว แต่ในอดีตเคยมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ผู้บริหาร ทว่าหลังผู้อำนวยการคนใหม่เข้ามา ได้ยกเลิกระบบดังกล่าว และให้นำเงินไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงจัดซื้อสื่อ อุปกรณ์ และปรับปรุงห้องเรียนแทน ส่วนกรณีการศึกษาดูงานต่างประเทศว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนกำชับคณะครูอย่างชัดเจนว่า การเดินทางดังกล่าวต้องเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการเรียนการสอน ไม่ใช่การท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกคนกลับมาพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กนักเรียนให้ดีที่สุด
ขณะที่ ดร.วชิรวิชย์ นิติพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม เปิดเผยว่า การจัดเรียนปรับพื้นฐานสามารถดำเนินการได้ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการในรูปแบบสมัครใจ โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาและสอบถามความต้องการของผู้ปกครองก่อนทุกครั้ง
ดร.วชิรวิชย์ กล่าวว่า เงินที่จัดเก็บจากผู้ปกครองถูกนำไปใช้ในหลายส่วน ทั้งค่าอาหารกลางวัน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าจ้างบุคลากรช่วยงาน และค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ พร้อมยืนยันว่า ทุกขั้นตอนมีเอกสารสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด
“หากเพจหรือผู้ร้องเรียนมีข้อสงสัย เรายินดีเปิดเอกสารให้ตรวจสอบ เพราะทุกอย่างดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการ มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน และมีรายงานการดำเนินงานครบถ้วน” ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม กล่าว
พร้อมกันนี้ ดร.วชิรวิชย์ ยังระบุว่า ตนเพิ่งย้ายมารับตำแหน่งได้ไม่นาน และเมื่อทราบว่าก่อนหน้านี้เคยมีการแบ่งเงินบางส่วนให้ผู้บริหาร จึงได้สั่งยกเลิกทันที โดยให้นำเงิน 10% ไปใช้เป็นค่าสาธารณูปโภคของโรงเรียน และอีก 5% เป็นกองกลางสำหรับดูแลเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่ปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ ภายหลังเกิดกระแสในโลกออนไลน์ มีรายงานว่าครูบางส่วนเตรียมรวมตัวออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับโรงเรียนและผู้อำนวยการ พร้อมเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารงานในอดีตที่อาจถูก “ซุกไว้ใต้พรม” อีกหลายประเด็น