“เวิร์คพอยท์ ศึกชิงกรุงเทพฯ” ใจกลางสยาม
(11มิ.ย.69) เวิร์คพอยท์ ร่วมกับ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในรายการ “เวิร์คพอยท์ ศึกชิงกรุงเทพฯ” ท่ามกลางใจกลางกรุงเทพที่ลาน BTS สยามสแควร์วัน กทม. โดยมี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพเข้าร่วมรายการ 5 คน ประกอบด้วย
- ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี
- นายอนุชา บูรพชัยศรี
- รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
- ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
- ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล
ดำเนินรายการโดย นายสมภพ รัตนวลี ผู้อำนวยการสำนักข่าวเวิร์คพอยท์ทีวีช่อง 23 และ นางสาวรินรดา รวีเลิศ ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ช่อง 23
โดยคำถามเรียกน้ำย่อย นายสมภพ ได้ถามผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครว่า คิดเห็นอย่างไรที่จะต้องมีเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดในทุกจังหวัด
นายชัชชาติ ตอบว่า เห็นด้วย 100 % ควรจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เพราะว่าเจ้านายเราคือประชาชน การเลือกตั้งมาคือประชาชนเป็นเจ้านายที่เราต้องดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ 100 % การมีเลือกตั้งทำให้เราต้องหันหน้าเข้าประชาชน ประชาชนเป็นเจ้านายให้เรารับใช้เป็นหลักนี่คือหัวใจทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทย ยกตัวอย่างโพลล์สวนดุสิตโพลที่สำรวจความคิดเห็นคนกรุงเทพมหานครบอกว่า 78 % กรุงเทพจะดีขึ้น เพราะว่าผู้ว่าฯมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเข้าใจปัญหา เพราะว่าผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดอาจจะไม่แสดงวิสัยทัศน์ พูดนโยบาย ยังไม่เคยเดินทำความเข้าใจปัญหา เชื่อว่าการเลือกตั้งคือระบบประชาธิปไตย เอาเจ้านายเป็นประชาชน ทางให้ดีควรจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด
นางสาวมัลลิกา ตอบว่า เห็นด้วย 1000 เปอร์เซ็นต์ การเลือกตั้งเป็นการกระจายอำนาจ อำนาจนั้นต้องอยู่ในมือประชาชน การเลือกผู้ว่าราชการทั้งกรุงเทพมหานครและทั้งหมดทั่วประเทศ ควรจะต้องมีอย่างยิ่ง แต่มีข้อแม้ว่าการเลือกตั้งนายก อบจ.จะเอาเขาไปไว้ตรงไหน ต้องจัดหมวดหมู่ การเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากกระทรวงมหาดไทย หากจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ก็จะเป็นการคานอำนาจกัน ถ้าจะมีข้ออ้างบอกว่าประชาชนพร้อมหรือไม่พร้อม เป็นสิทธิของเขาที่จะเรียนรู้และสามารถต่อยอดในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของประชาชน ทำให้เห็นว่าสามารถตัดสินใจได้ว่าจะสามารถนำคนมาเป็นผู้นำได้หรือไม่ แก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ ไม่ใช่การเลือกจากส่วนกลาง
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า แน่นอนเห็นว่าทุกจังหวัดในประเทศไทยควรจะต้องมีผู้ว่าที่ประชาชนเลือกมาเอง ส่วนการแยกนายกอบจ. ออกอย่างไร ไม่ควรจะหยุดการเลือกตั้งผู้ว่าฯไว้ สิ่งสำคัญคือการกระจายอำนาจให้ผู้ว่าฯที่ประชาชนเลือกมาสามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาของจังหวัดนั้นได้โดยอำนาจของผู้ว่าเอง ส่วนที่จะต้องเจอว่าผู้ว่าฯไม่มีอำนาจ จะเจอปัญหาเรื่องการจัดการขนส่งสาธารณะ การเก็บขยะ สาธารณสุข แต่ละจังหวัดควรจะต้องมีอำนาจในการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่เลือกมา การเลือกผู้ว่าโดยตรงและนายก อบจ.กับผู้ว่าไม่ควรจะทับซ้อนกันอีกต่อไป ควรจะเหลือเพียงแค่ผู้ว่าที่มีประชาชนเลือกมา แล้วดึงอำนาจจากส่วนกลางมาดำเนินการได้1000 เปอร์เซ็นต์ ผู้ว่าจะมีความรับผิดรับผิดชอบจากประชาชนที่เลือกมา
นายอนุชา กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เริ่มต้นในเรื่องการกระจายอำนาจ ตามทฤษฎีเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ตนอยู่กับความเป็นจริง ประสบการณ์ทำงานในสภา 3 รอบ 3 สมัย เคยอภิปรายเรื่องนี้ ปัญหามีค่อนข้างเยอะ ในเรื่องการกระจายอำนาจไป แล้วท้องถิ่นไม่พร้อม ตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เช่น ถนน มีโครงการทางหลวงชนบทมอบให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลจัดการ แต่สุดท้ายไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซม ก็โอนกลับมาที่ส่วนกลาง โดยบอกว่าอย่าเอาภาระมาให้ รวมถึงเรื่องสาธารณสุข การโอนอำนาจให้ท้องถิ่น หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบล ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดี แต่ไม่มีงบประมาณก็โอนกลับมาให้ส่วนกลางดูแล สำหรับแนวคิดที่เสนอกฎหมายให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพแต่ให้งบประมาณนิดเดียวและต้องมาของบประมาณจากส่วนกลาง เช่นที่กรุงเทพมหานครทำมา 4 ปีก็เจอปัญหาในเรื่องงบประมาณ จุดนี้ต้องอยู่กับความเป็นจริงว่า อะไรพร้อมทำได้เลย อะไรที่ยังไม่พร้อม ก็ต้องศึกษา อย่าเอาเรื่องคนที่เชียร์ต้องกระจายอำนาจหรือเรียกว่าจะทำให้เฟล แล้วก็มาบอกว่านั่นไงก็ทำ ทำไมถึงไม่ทำ ขอให้ใจเย็น ต้องเตรียมความพร้อมในการโอนอำนาจ
ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า จังหวัดที่พร้อม เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี ตนเห็นด้วยว่าประชาชนต้องการเลือกตั้งโดยตรง และให้อำนาจพวกเขาโดยตรง แต่ให้จังหวัดที่แข็งแรงก่อนมีความพร้อมก่อน ต้องคิดว่าทำได้และควรทำ
เข้าสู่คำถามที่ 1 นโยบายใดที่เด่นที่สุด สามารถทำได้ใน 4 ปีต่อจากนี้คืออะไร
นายชัยวัฒน์ ตอบว่า ปัญหาแรกที่จะทำคือการแก้ปัญหาใบส่งตัวผู้ใช้บัตรทองในกรุงเทพมหานคร เพราะว่า 4 ปีที่ผ่านมาผู้ใช้สิทธิบัตรทองในกรุงเทพมหานครลดลงไปจาก 1.6 ล้านคน เหลือแค่ 800,000 คน และ 2 ปีที่แล้ว ผู้ใช้บัตรทองได้รวมตัวกันทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครขอให้ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพฯ สามารถให้ใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มขึ้น จึงเป็นนโยบายที่พรรคประชาชนนำเสนอการเพิ่มโควตาบัตรทองให้ดูแลเพิ่มขึ้นอีก 2 แสนคน เป็น 1 ล้านคน รวมไปถึงระบบสาธารณสุขของกทม. ปัญหานี้จะทำให้การรอใบส่งตัวลดลงไป เพราะผู้ใช้บัตรทองรู้ว่าการหาหมอต้องเสียเวลาสองเด้ง คือ 1.ไปหาคลินิก รอใบส่งตัว 2. ต้องไปเข้าคิวหาหมอรอเสียเวลาอีก และยังไม่พอ ตนจะประสานกับสปสช. และโรงพยาบาลสังกัดในศูนย์สาธารณสุขเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนกรุงเทพ คนที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพ ไม่ว่าจะมีทะเบียนบ้านในกรุงเทพหรือต่างจังหวัด และรับบริการสาธารณสุขในกรุงเทพ จะได้รับประโยชน์และสิทธิเท่าเทียมกันทุกคน
นายอนุชา กล่าวว่า ไม่ต้องรอถึง 4 ปี มี 1 ใน 5 นโยบาย คือ โปร่งใสตรวจสอบได้ ทำได้ตั้งแต่วันแรกที่ได้เข้าไปรับโอกาส ไม่ต้องบอกใคร จากนี้ไปเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ตนในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์รับไม่ได้อย่างแน่นอน เรานำเสนอคือแอปแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” จะรวบรวมข้อมูลข่าวสารทั้งหมดในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเข้าไปอยู่บนแพลตฟอร์ม และจะไปดูว่ามีข้อพิรุธข้อสงสัยโดยใช้ AI เข้ามาจัดการตรวจสอบ ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะชื่อบริษัทแต่ลงลึกไปถึงคณะกรรมการผู้ถือหุ้น ดูความเชื่อมโยง จะรู้เลยว่าเขตไหน สำนักงานไหนมีความผิดปกติอย่างไร ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่วันแรก ภายใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ ตนไม่ได้มาคนเดียว ตนมาในนามของพรรค รวมไปถึงกลุ่ม ส.ก.อีก 50 คน 50 เขต ถ้าเลือกเข้าไปเยอะ ๆ จะช่วยทำหน้าที่ดูแลในเรื่องงบประมาณ การตรวจสอบตรงนี้ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาในครั้งนี้พร้อมที่จะทำงานแบบสุจริต ตนเองในฐานะที่จะทำงานในส่วนของท้องถิ่น ก็จะต้องโดนตรวจสอบในภาคการเมือง โดยมีผู้รับผิดชอบด้วยในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในนโยบายที่ตนต้องเร่งและทำให้เกิดเป็นครั้งแรก จะไม่มีการรับเงินใต้โต๊ะอีกต่อไป
ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า กรุงเทพเมืองท้องน้ำตั้งแต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เราต่อต้านน้ำมาตลอด เช่นการทำฟุตบาทซึ่งตนไม่เห็นด้วย ฟุตบาทต้องซึมน้ำได้ ลานจอดรถกลางแจ้งต้องซึมน้ำได้ ถ้าทำจะกลายเป็นแก้มลิง รับน้ำไป 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าหากเอาน้ำประเดประดังไปที่ท่อ ก็จะเป็นน้ำรอระบาย สิ่งที่อยากเห็นก็คือเหมือนเมืองโตเกียว ทำ Underground Retention หรือ บ่อหน่วงน้ำใต้ดิน (Water Bank) ในยุคที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ทำมา 4 แห่ง เราต้องทำใต้สวน เช่น สวนจตุจักร สวนรถไฟ จะรองรับน้ำได้แสนลูกบาศก์เมตร ก็จะทำให้น้ำรอระบายไปรอระบายใต้ดิน สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาคือ ลดอุณหภูมิของกรุงเทพมหานครลง มีไอน้ำขึ้นมาก็จะช่วยลดอุณหภูมิความร้อน ถ้าน้ำท่วมแก้ไม่ได้ แต่บรรเทาได้ และยังช่วยให้ดินชุ่มชื้น กรุงเทพทรุดทุกปี เพราะว่าเอาน้ำใต้ดินมาถึงทรุด และอีกอย่างหนึ่งคืออีก20-40ปี ข้างหน้า กรุงเทพจะทรุด เพราะว่าเราไม่เข้าใจน้ำ ถ้าเราอยู่แบบไม่เข้าใจ เราจะจมน้ำอย่างแน่นอน เราต้องไม่ต่อต้านน้ำ แล้วก็ทำ Green Roof เพิ่มต้นไม้ ดังนั้นมันจะช่วยจะช่วยซับน้ำให้อยู่กับเราให้ได้ และจะอยู่บรรเทาน้ำท่วมได้
นายชัชชาติ กล่าวว่า โครงการที่สำคัญที่สุด คือ ปรับโครงสร้างกรุงเทพมหานครเพื่อให้รับใช้ประชาชนอย่างดีและคุ้มค่าที่สุด โดยมี 4 แผนย่อยคือความโปร่งใส ถ้าไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน หัวใจคือ Open data เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทั้งการประมูลสัญญา ความก้าวหน้าโครงการ ปรับระเบียบที่ล้าสมัยที่เสียเวลาเราทำมาตลอด 4 ปีเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไปเช่น การจัดซื้อจัดจ้างภายใต้คณะกรรมการสอบสวนก็ต้องปรับให้เข้มข้นขึ้นความโปร่งใสเป็นส่วนสำคัญ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า เรื่องที่ 2 ย้ายกรุงเทพไปบนคราวน์ ไม่ต้องไปที่สำนักงานเขต สามารถที่จะยื่นขอใบอนุญาตการก่อสร้างหรือรายการต่าง ๆ 300 รายการให้อยู่บนคราวน์ ลดการทุจริต มีความโปร่งใสและประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ประชาชนสะดวกระบบราชการเปลี่ยน เรื่องที่ 3 คือกระจายอำนาจ ข้าราชการกทม.จะต้องหันหลังให้ผู้ว่า หันหน้าให้ประชาชนใช้ทราฟฟี่ฟองดูว์ให้ประชาชนแจ้งเหตุปัญหาเข้ามา 4 ปีมีคนแจ้งเข้ามา 1,300,000 เรื่อง และแก้ปัญหาไปแล้วล้านเรื่อง ซึ่งให้ข้าราชการหันหน้าเข้าสู่ประชาชนรับใช้ประชาชน เอาเจ้านายเป็นประชาชนเป็นที่ตั้ง ให้ประชาชนเป็นเจ้านายเราอย่างแท้จริง เปลี่ยนวิธีคิดของราชการ เรื่องที่ 4 กระจายงบประมาณลงชุมชน ชุมชนละ 2 แสนบาท ให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกโครงการที่ต้องการเองในชุมชน ตอบโจทย์ ไม่ใช่ว่าให้ ผอ.เขตเป็นคนกำหนด พัฒนาแอปพลิเคชัน BKK Work ทำโพลล์ ประชาชนแต่ละเรื่อง อยากได้อะไรเพราะเขตนี้ ประชาชนสามารถให้ข้อมูลได้ สุดท้ายเรื่องที่ 4 คือ ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โลกเปลี่ยนไป เอา AI มาใช้ทุกมิติ การศึกษา สาธารณสุข การบริหารราชการต้องเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ใส่ลงไป
นางสาวมัลลิกา กล่าวว่า ทำทันทีใน 3 เดือน วัดผลงาน KPI 6 เดือน จะทำนโยบายเรื่องกรุงเทพปลอดภัย 24 ชั่วโมง ทุกคนทุกเจน ทุกเพศ ทุกวัย อยู่ร่วมกันได้ 24 ชั่วโมง จะเติมไฟตรงจุดไหนที่รัฐบาลปิด เราจะเปิด ตรงจุดไหนที่รัฐบาลสั่งปิดเราจะเปิด และตรงจุดไหนที่ไม่ปลอดภัย เราใส่เติมโซลาร์เซลล์ให้กรุงเทพปลอดภัย เพื่อให้ลูกให้หลานสามารถใช้ชีวิต ใครที่ใช้ชีวิต 8 ชั่วโมง หมุนเวียนให้ทุกคนสามารถปลอดภัย24 ชั่วโมง จะเพิ่มเติมสภาพเศรษฐกิจโดยการเพิ่มพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่ลักษณะของการหากินของอร่อยได้ตลอดในความปลอดภัยนั้น 24 ชั่วโมง จะมี AI Traffic ไปครอบทุกส่วนของกทม. ดูว่ามีขโมยขหรือเกิดเหตุอาชญากรรมตรงใด ไม่ต้องรอไปเก็บศพสามารถที่จะดูจากกล้อง CCTV แล้วให้ AIสั่ง จัดการทันที เปิดการแจ้งเตือน เจ้าหน้าที่เข้าชาร์จได้เลย เพราะกรุงเทพมีความพร้อม จะดูแลทุกคนร่วมกันกับทางฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เสริมในยุคสมัยที่ต้องเจอสภาพสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเกี่ยวกับนโยบายเกี่ยวกับด้านพลังงานของโลกด้วย เราจะต้องทำกรุงเทพให้กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ จับจ่ายใช้สอยแล้วก็ซื้อง่ายขายของกัน ดังนั้นเรื่องความสว่าง ความปลอดภัย 24 ชั่วโมง จำเป็นมาก
คำถามที่ 2 อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะเอาเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างไร แก้ไขปัญหาเรื่องการจราจรติดขัด เพราะรถติดทำคนเสียเวลาไป 4 วันต่อปี ป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้เกิดซ้ำอย่างเช่นเหตุการณ์รถไฟชนกับรถเมล์
นายชัชชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมรถติดเพราะเรามีรถเก๋งในกรุงเทพฯ 8 ล้านคัน จักรยานยนต์ 4 ล้านคัน ถนนมีอยู่ 10 % ของพื้นที่ ถนนได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแต่กรุงเทพมีแยกไฟแดง 578 แห่ง ตำรวจเป็นคนกดปุ่มเองหรือไม่ก็ตั้งเวลา ที่ผ่านมาเลยมีการใช้ AI adaptive Control ตรวจจับปริมาณจราจรตรงไหน ควรเปิดไฟเขียวไฟแดงให้เหมาะสม ติดตั้งไปแล้ว 74 แยก หลายแยกสภาพดีขึ้นเลย เช่น แยกพระโขนง พระราม 4 ดีขึ้น 14 - 40 % เลย ในอนาคตต้องขยายเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ได้อย่างน้อย 200 แยก ปัญหาถัดมาคือเรื่องวินัยจราจร ไม่ได้เกี่ยวกับ กทม.โดยตรง ต้องช่วยตำรวจ เพราะฉะนั้นใช้ CCTV จับคนที่ทำผิดกฎจราจร ปัจจุบันจับคนขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า ปีแล้วมี 600,000 กว่ารายที่จับได้ อนาคตเทคโนโลยีมาช่วยให้มากขึ้น เช่น จุดฝืดต่าง ๆ ที่รถเลี้ยวไม่ได้ ตรอกซอยแคบต่าง ๆ ที่ผ่านมา 4 ปี ทำไปแล้ว 100 จุด จะทำเพิ่มอีก 200 จุด สวนจุดที่มีไรเดอร์จอดรอออเดอร์ เขาก็เป็นคนส่วนสำคัญของกรุงเทพจัดที่จอดให้ เช่น ใต้สะพานลอยมีที่ว่าง แล้วพอถึงเวลาอาหารเสร็จวิ่งไปรับ ไม่ต้องไปจอดหน้าร้าน ก็ทำให้จุดฝืดต่างๆลดลง เราจะมี Scool bus แก้รถติดหน้าโรงเรียนพ่อแม่ต้องไปรอรับลูก เราทำโมเดลมาแล้วที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โดยให้ขับรถข้ามสะพานตรงนี้มาให้พ่อแม่ไปส่งลูกที่ห้างตรงฝั่งธนบุรี แล้วมีรถโรงเรียนรับมาแล้วตอนเย็นก็มีรถโรงเรียนไปส่งที่ห้างที่มีที่จอดรถ เนี่ยคือหัวใจที่ทำให้การจราจร อย่าไปผิดประเด็น เรื่องรถติดมันไม่ใช่ว่าถนนน้อยรถเยอะ แต่เป็นคนเพราะว่ารถขนส่งสาธารณะมันไม่ดี หมายความว่าต้องปรับขนส่งสาธารณะให้ประชาชนสะดวกด้วย ทั้งรถ ไฟฟ้ารถเมล์ รถฟีดเดอร์ต่าง ๆ ต้องทำให้ครบวงจรราคาถูกสะดวก และสุดท้ายคนจะเลิกใช้รถแล้วมาใช้รถขนส่งสาธารณะ
นางสาวมัลลิกา กล่าวว่า เราจะมี AI Traffic ในการที่จะใช้ควบคุมไฟเขียวไฟแดง ขณะเดียวกันจะครอบอยู่ใน CCTV แก้ไขปัญหา โดยใช้อินโนเวชันต่างเป็นนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น การขอกำลังตำรวจจราจร ไม่ได้อยู่ในสังกัดกรุงเทพ ดิฉันอยากจะบอกว่าใครก็ตามที่บอกว่าผู้ว่าฯกรุงเทพไม่มีอำนาจ ผิดค่ะ นั่นเป็นข้ออ้าง ถ้าจะท่องกฎหมายด้านนั้นนะ ท่องไปเลย 365 วัน แต่ดิฉันอยากจะบอกว่าผู้ว่าฯมีอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบ ยังไม่พอ ผู้ว่ากรุงเทพมีอำนาจตามพระราชบัญญัติความมั่นคง เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติความมั่นคง คืออะไร มั่นคงที่จะดูแลชีวิต ทรัพย์สินประชาชน และมั่นคงต่อการดูแลอาชีพของประชาชน ที่ไม่ให้ต่างด้าวมาแย่งอาชีพไป ไม่ให้จีนเทายิวเทา มาแย่งพื้นที่ทำมาหากินนั่นคือสิ่งที่เราจะทำค่ะ เรื่องจราจรเป็นปัญหาผู้ว่าคนไหนมาก็เกิดปัญหาโลกแตก ไม่สามารถจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้นเราก็จะต้องกระจายเมืองด้วย 1. จะเพิ่มรถเมล์ที่ดูแลโดยกรุงเทพโดยที่ไม่ต้องรอโอน ขสมก. 2.เราจะนำรถไฟฟ้าที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยทำไป 8 ปี 8 เส้นเราทำ 4 ปีเราเอา 4 เส้นเพื่อวางแผนระบายรถอย่างมีระบบ
นายอนุชา กล่าวว่า จะต้องเชื่อมโหมดของการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นระบบราง รถ เรือ ง่ายต่อการเดินทาง เราจะใช้ระบบตั๋วร่วม ตอนนี้เนี่ยกฎหมายออกมาแล้ว รอให้ทางด้านกระทรวงคมนาคมเสนอกฎหมายรอง ก็จะทำให้บัตรใบเดียวสามารถขึ้นได้ทั้งบีทีเอส ลงรถไฟฟ้าใต้ดินก็ได้ เรือก็ได้ ขึ้นรถเมล์ จะลดค่าใช้จ่ายด้วยการที่ ไม่เรียกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ส่วนที่ 2 จะนำระบบขนส่งระดับรองเพื่อที่จะมาสามารถพาประชาชนออกจากบ้านมาเดินไม่กี่ก้าวไม่เกินสัก 100 ม. พาเขาไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะหลักให้ได้จะเป็นรถเมล์ ตุ๊กตุ๊ก 2 แถวในซอยตรอกเล็กตรอกน้อย หรือรถมินิบัสในถนนรอง ตรงนี้ก็ต้องทำ อาจจะต้องเอา ขสมก.เข้ามาเป็นการบริหารจะประสานอย่างเดียวคงจะไม่ทัน ต่อมาจะต้องใช้ระบบอื่นด้วยเช่นเรือ ตอนนี้เรามีแม่น้ำลำคลองเยอะ เอาเรือมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น คลองผดุงกรุงเกษม คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ คลองภาษีเจริญ นำกลับเข้ามาใหม่มีเรืออยู่แล้ว นอกจากนั้นระบบเอไอที่ชัชชาติบอกว่านำมาใช้แล้ว แต่ลองไปสังเกตดูสิ พอเจอชั่วโมงเร่งด่วนเนี่ย ต่างคนต่างกดเรียกรถกันหน้าสี่แยกกันให้มือพรุนไปหมดเพราะเขาบอกว่าพยายามจะเคลียร์ไม่ให้มีรถติด มันก็เลยทำให้ Over ride คนไปกดอยู่อย่างเดียว จราจรก็ยังปิดอย่างนี้เพราะฉะนั้นต้องให้เป็นระบบเอไอเทคโนโลยี 100 % ให้ได้
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหารถติด สิ่งที่จะโฟกัสในการแก้ไข คือทำเรื่องขนส่งสาธารณะ เพราะว่าขนส่งสาธารณะนอกจากจะแก้รถติดแล้ว ยังแก้ปัญหาค่าครองชีพ ยังแก้ปัญหาเรื่องฝุ่นPM2.5 ให้กับคนกรุงเทพได้ด้วย เราจะโฟกัสเรื่องขนส่งสาธารณะ ผมขึ้นรถเมล์ ตั้งแต่เด็กจนโต ตอนทำงานเคยต้องนั่งรถสี่ต่อไปทำงาน ผมเข้าใจดีครับอะไรทำให้คนขึ้นรถเมล์ต้องการคือความครอบคลุม ความสะดวกในการเดินทาง จุดเชื่อมต่อ เวลาเดินเท้าแล้วมันร้อนต้องทำให้เรื่องเหล่านี้สะดวกขึ้นง่ายขึ้น อีกเรื่องคือค่าใช้จ่าย เราจึงมีนโยบายตั๋วเช้าตรู่ ถ้าใครออกเดินทางก่อน 06.30 น. กทม.ช่วยอุดหนุนค่าเดินทางลดครึ่งราคาเป็นการช่วยกระจายการเดินทางในช่วงที่รถติด ในช่วงเวลาเร่งด่วนให้มาอยู่ในช่วงที่รถไม่ติดก็คือช่วงเช้าตรู่ และที่สำคัญเราจะเพิ่มรถเมล์ ตอนนี้มีรถเมล์ 31 สายที่ได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีวิ่ง กทม.จะจัดให้มีรถไปวิ่ง ไม่ใช่เฉพาะรถเมล์ เช่น เรือ การเดินทางเรือสำคัญมาก เราสามารถกระจายการเดินทางจากถนนไปเรือเกิดการเชื่อมต่อระหว่างรถรางเรือได้เป็นอย่างดี มีเรือ 3 สายที่เริ่มวิ่งไปในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานะครับ เราจะฟื้นเรือเหล่านั้นกลับมาและเพิ่มการเชื่อมต่อรถกลางเรือและใช้เป็นตัวหลักในการสัญจรให้คนกรุงเทพ
ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า แก้ปัญหารถติดกรุงเทพ อยากให้ไปใช้รถสาธารณะ แต่ประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามันแท้ง ค่ารถไปกลับวันละ 100 บาท ขากลับ 100 บาท เป็น 200 บาทต่อวัน เดือนละ 6000 บาท ครับ มันก็หนักพอ ๆ กับค่าน้ำมัน ดังนั้นรถสาธารณะไม่เวิร์กราคามันสูงเกินสมควร ต้องแก้ควบคู่กันไปเรื่องของราคาค่าขนส่งสาธารณะที่มันแพงเกินจริง วันละ 200 บาทพอเข้าซอย จ่ายมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกเดือนหนึ่งน่าจะแตะ 9000 บาท กลับมาเรื่องของรถยนต์ ต้องแก้ด้วยระบบ city brain ต้องมีระบบสมองส่วนกลางคำนวณ 568 แยกพร้อมกัน นายชัชชาติทำ 15 % เปอร์เซ็นต์เป็นสี่แยก ตนมองว่าก็ถ้าทำตรงกลางเป็นไข่แดง ข้างนอกรถติดสุดที่ ดังนั้น 568 แยก ต้องทำพร้อมกันและคำนวณแบบเรียลไทม์พร้อม ทุกแยกติดกล้อง จะต้องติดบนยอดตึก ส่องลงมาเพื่อนับจำนวนรถนะครับ ทุกแยกทุกแยก ระบบนี้ใช้เงินประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่จะประหยัดน้ำมันให้คนกรุงเทพได้ 60,000 ล้านบาทต่อปี คนกรุงเทพใช้น้ำมันปีละ 4 แสนล้านบาท นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ได้เพิ่มเติมมาคือกำจัด PM2.5 ได้ 1,500 ตัน กำจัดคาร์บอนได้ปีละ 2 ล้านตัน
คำถามที่ 3 ให้ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพ นำเสนอนโยบาย AI ที่จะทำให้เป็นรูปธรรม
ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า AI ไร้รอยต่อ ตนทำเรื่อง Bangkok safe safe bangkoko ก็คือกรุงเทพปลอดภัย ใครจะทะเลาะกันที่ไหน มีสงครามที่ไหนมาอยู่ประเทศไทยแล้วปลอดภัยต้องมีกล้องวงจรปิด กรุงเทพมีกล้องวงจรปิดแค่ 60,000 ตัว ขณะที่เมืองหลวงของโลกยังปักกิ่งเนี่ย มีเกิน 1 ล้านตัว ดังนั้นไม่พอ เราต้องขอจากเอกชนมาร่วมมือนะครับ ไม่ว่าจะรถไฟฟ้าหรือร้านสะดวกซื้อเอาเข้ามา 500,000 ตัว เมื่อเรามีกล้องเพิ่มเป็น 500,000 ตัว เอาภาพเข้ามาใ=hระบบ AI ที่เป็น face recognition ระบบวิเคราะห์ใบหน้า กล้อง 500,000 ตัวไม่มีมนุษย์คนไหนไปดูกล้องพร้อมกันได้ เราก็ต้องใช้เอไอเข้าไปจับใบหน้าของอาชญากร ดาวน์โหลดใบหน้าลงไปในระบบนะ ไม่ว่าตามหมายจับไทยหรือหมายจับตำรวจสากลก็ตามสแกนใบหน้าของอาชญากรเหล่านั้น ผมมุ่งหมายที่ให้เอไอเนี่ยเข้ามาคำนวณหรือเสาะหาอาชญากรเพื่อให้กรุงเทพปลอดภัยดังนั้นการใช้เอไอเป็นการช่วยเหลือคนให้ทำงานเบาขึ้น
นายอนุชา กล่าวว่า จะเอา AI มาดูจุดเสี่ยงที่มีน้ำขัง เพราะฉะนั้นตรงนี้จะต้องระบายแบบไหนไม่ต้องให้คนมาเป็นคนคอยบอกนะจะต้องเปิดประตูระบายน้ำกี่เซนติเมตรและต้องจะกดปุ่มเพื่อที่จะทำให้เกิดการสูบน้ำแบบไหนยังไงทุกอย่างมันจะออโตเมติกทั้งหมด คำนวณจะต้องระบายไปจุดไหนเพื่อที่ให้ลงคลองไหนเพื่อที่จะให้ไปอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์เพื่อที่จะไปแม่น้ำตรงไหนและเพื่อออกอ่าวไทยยังไงจะทำให้เกิดความที่เรียกว่าไม่เกิดน้ำท่วมขังหรือว่ารอระบายนานเกินเหตุ จุดที่ 2 Bird eye view ดูภาพกรุงเทพทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะดูสี่แยก ดูเฉพาะแต่ละที่ ตรงนี้ก็จะทำให้เกิดเรียกว่าการหมุนเวียนในส่วนของจราจรที่ชัดเจนมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็คือว่าพัฒนาคนใน กทม. ให้คนเรียนรู้มาใช้เอไอ ข้าราชการต้องมีความเข้าใจตรงกัน สิ่งสุดท้ายก็คือเอาเอไอมาจับเรื่องทุจริต เอาข้อมูลข่าวสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการจัดซื้อจัดจ้างผ่านแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ มันมีความผิดปกติตรงไหน ไม่ต้องเรียกหาใบเสร็จกัน
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า กรุงเทพโปร่งใส ระบบ Bangkok Red Flag AI เปิดเผยข้อมูลสาธารณะ เอาระบบมาจับการโกงของคน เมื่อทำได้ผลที่ตามมาคือจะมีเงินงบประมาณที่ กทม.จะดูแลคนกรุงเทพได้ดีขึ้นอีก 10,000 ล้านบาท เอาไปสร้างรถเมล์ได้หลายสาย เพิ่มโรงพยาบาล รถเมล์เรือเมล์ เราสามารถสอนเอไอให้ดูได้เรื่องการล็อกสเปก ยกตัวอย่างอย่าง เช่น การจัดซื้อจัดจ้างเครื่องออกกำลังกายลู่วิ่ง ถ้าหากมีการล็อกสเปกสามารถที่เข้าไปอ่านราคากลางที่สูงเวอร์เกินจริงในอดีต การจัดซื้อจัดจ้างลู่วิ่งในสมัยผู้ว่าอัศวิน จัดซื้อกันราคา 5200,000 บาท แต่มีการจัดซื้อจัดจ้างที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ประมาณ 700,000 บาท เรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นครับ ถ้าหากมีกรุงเทพโปร่งใส แต่สิ่งเหล่านี้ความแตกต่างคือเราต้องอาศัยเจตจำนงของฝ่ายบริหาร ก็คือผู้ว่าฯ กทม. ที่จะต้องเปิดข้อมูลคำของบทั้งหมด ให้ AI เข้าไปอ่านได้ ที่ผ่านมาเป็นกระดาษ เป็นไฟล์ภาพครับ เอไอไม่สามารถเข้าไปอ่านได้
นางสาวมัลลิกา กล่าวว่า สมองกลใช้ร่วมกับสมองคนเป็นเครื่องมือปัจจุบัน ลดเวลาทุ่นแรงแล้วก็โปร่งใส สามารถที่จะเอาไปใช้ได้กับทุกเรื่อง แผนยุทธศาสตร์ปฏิบัติจะใช้ AI Traffic จัดการเรื่องรถติดแล้วใช้โปรแกรมทันสมัยเปิดปิดอัตโนมัติแล้ววางแผนตั้งแต่ก้อนเมฆเพื่อป้องกันน้ำท่วมและระบายทันและขนย้ายทัน กล้อง CCTV 24 ชั่วโมงปลอดภัยต้องใช้เอไอมาอยู่ เพื่อรองรับคนรุ่นใหม่ตกงานตามที่รัฐบาลวางแผน กรุงเทพเนี่ยมันต้องวางแผนคนตกงานและมาหางานกรุงเทพ 500,000 กว่าตำแหน่ง ในช่วงสถานการณ์ที่พิษเศรษฐกิจกำลังขึ้น ทำแอปพลิเคชัน E-commerce คล้ายติ๊กต็อก จะเป็นตลาดใหญ่รองรับแก้ปัญหาแพลตฟอร์มต่างประเทศกรุงเทพต้องเป็นเจ้าภาพจะสามารถช่วยให้ประเทศรวมทั้งกรุงเทพจัดเก็บเงินงบประมาณได้ด้วย จุดนี้ช่วยทำให้กรุงเทพมีส่งไปพัฒนาส่วนอื่นได้ และนอกจากนั้นการขยายเมืองออกไป ก็ใช้ระบบพวกนี้มารองรับเช่นเดียวกัน ความ24 ชั่วโมงก็เช่นกัน
นายชัชชาติ กล่าวว่า AI คือ Artificial Intelligence เป็นผู้ช่วยที่ฉลาด ฉะนั้น 1.ต้องเอาเน้นคนเป็นหลักเทคโนโลยีมาเสริม สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องสอนคนก่อน เราก็เริ่มทำแล้วสอนแล้ว ให้คนกทม.เข้าใจเอไอ ช่วยให้ผู้บริหารทุกคนต้องเข้าใจเรื่องเอไอ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้อำนวยการสถานศึกษาต้องรู้เรื่องเอไอ รวมไปถึงนักเรียนมีหลักสูตรเอไอ หลักสูตรเอไอให้ประชาชนโครงการชื่อ Next learn ซึ่งเป็นโครงการคอร์สออนไลน์ให้เรียน 1 ล้านชั่วโมง คนต้องอัปเดตตัวเองเพื่อให้เข้าใจเอไอ 2. เทคโนโลยีที่ใช้ต้องเหมาะสมแล้วก็ตอบโจทย์ คือเน้นคนเป็นหลักเพราะใช้มาแล้วหลายกรณีแล้วที่เกิดผลเช่นการศึกษาภาษาอังกฤษ ให้เด็กในปัจจุบันพูดภาษาอังกฤษกับครู ครูคนเดียวใช้หูฟัง ไมโครโฟน ทำคอมพิวเตอร์ไป 50,000 เครื่อง เด็กพูดภาษาอังกฤษกับคอมพิวเตอร์ คะแนนเด็กภาษาอังกฤษดีขึ้น 15% ปีที่แล้วใช้เอไอในการตรวจอาชญากรช่วงสงกรานต์ ที่ข้าวสารที่สีลมมีกล้องเอไอจับใบหน้าวิเคราะห์เทียบหน้ากับทะเบียนอาชญากร ใครมีหมายจับหรืออาชญากรไม่กล้าเข้ามาเดิน ก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายขึ้น ใช้เอไอจับทะเบียนรถขี่บนฟุตบาททางเท้า วิเคราะห์ได้ 600,000 กว่าคัน นำไปวิเคราะห์คนทำผิดจราจร เรื่องไฟเขียวไฟแดงจัดจราจรให้มีความเหมาะสมอันนี้คือสำคัญ เอาเอไอมาช่วยเรื่องน้ำ ดูภาพน้ำตรงไหนที่เปิดประตูน้ำ น้ำไปอัดตรงไหน ให้ช่วยคนวิเคราะห์ได้ดีขึ้น เรื่องฝุ่น AI ช่วยวิเคราะห์ว่าต้นตอฝุ่นมาจากไหน เรามีเครื่องจักรจีนบริจาคมาให้ 90 กว่าล้านบาท วิเคราะห์จุดเผา เพราะฉะนั้นเอไอแตะทุกเรื่องของ กทม. แต่คนต้องรู้เท่าทันและต้องใช้เอไอเป็น
ในช่วงระหว่างถามคำถาม มีฝนตกลงมา คุณหยก จึงได้ถามผู้สมัครผู้ว่ากทม.ว่า รู้หรือไม่ว่าจุดไหนน้ำจะท่วม
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อวันที่มาเดินทางเท้าสยามเนี่ย ก็เห็นท่วมอยู่ครับ
นางสาวมัลลิกา จุดที่ท่วมแน่นอนเนี่ย คือที่นี่แหละ (สยาม) วันนี้น้ำจะรอข้างล่างและระบายช้า หนูจะขึ้นมาอีก แล้วจุดที่จะรับน้ำตอนนี้คือบางเขน รัชดาแล้วก็ห้วยขวางตรงนี้เตรียมตัวได้เลย วางแผนกลับบ้านให้ดี แล้วจุดที่ระบายได้คือช่วงบางนา
นายอนุชา ระบุว่า ซอยสุขุมวิทต่างๆ ทั้งในส่วนของเขตวัฒนา เขตคลองเตย ที่ผมเคยเป็น สส. เก่ามาก่อนท่วมประจำ ตรงนั้นมีประตูระบายน้ำเนี่ย บางครั้งสถานีสูบน้ำมีปัญหาอยู่
นายชัชชาติ กล่าวว่า ฝนเข้าทางทิศตะวันตก จุดเสี่ยงจะมีอยู่กรุงเทพตอนเหนือ ดอนเมือง แต่ตอนนี้ลมแรง เมฆฝนไปเร็ว ก็สามารถมีฝนค้าง จุดที่ท่วมอาจจะเป็นเขตดอนเมืองก็ยังมีการก่อสร้างไม่เสร็จอยู่ในถนนบางเส้น ฝั่งตะวันออกปลอดภัย ฝนมาทางตะวันตกพัดขึ้นเหนือไป
คำถามที่ 4 แก้ปัญหาคนยากจน ชุมชนแออัด ผู้ว่าราชการกทม.มีอำนาจแค่ไหนที่จะทำให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดีและมีงานทำ
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าเราเชื่อว่า เรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจเนี่ย เป็นเรื่องของรัฐบาลกลาง แล้วท้องถิ่นไม่ค่อยเกี่ยว แต่จริง ๆ ผู้ว่าฯสามารถที่จะทำได้ ถ้าหากคิดที่จะทำ เรามีนโยบายกระตุ้นเรื่องการค้าขาย นโยบายค้าขายง่าย คือจะให้ กทม.ตั้งรางวัลขึ้นมา เดือนละ 10 ล้านบาท สำหรับลุ้นโชคให้กับร้านค้าที่เข้าร่วม หรือนโยบายหวยใบเสร็จ ถ้ามีคนมาซื้อของกับร้านเป็นพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปเหมือนฐานคนละครึ่งหรือ SME ก็เข้าร่วมได้ ลูกค้ามาซื้อสะสมยอดทุก ๆ 20 บาทจะได้ 10 บาทไปลุ้นโชค ลุ้นโชคคือรางวัล เดือนละ 10 ล้านบาทกับ กทม. ร้านค้าที่มีคนมาซื้อสะสมยอด ทุก ๆ 500 บาทก็ได้สิทธิ์ลุ้นโชคเป็นการกระตุ้นให้คนมาซื้อของมาจับจ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมกับโครงการเป็นนโยบายที่เราคาดหวังว่า เมืองมาช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นหลังจากโครงการคนละครึ่งหมดไป กทม.สามารถทำโครงการนี้ได้อย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งด้านเรื่องของค่าครองชีพ ค่าเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ เรื่องอาหารราคาไม่แพง เราจะมีฟู้ดคอร์ตราคาไม่แพงในทุกเขต โดยให้ใช้กลไกภาษีที่ดินมาร่วมกับภาคเอกชน ให้เอกชนเอาพื้นที่ที่มีศักยภาพทำเป็นฟู้ดคอร์ตราคาถูก โมเดลเหมือนกับของเทอร์มินอลมินอล
ด้านนายชัชชาติ กล่าวว่า เรื่องหัวใจของ เมืองคือตลาดแรงงาน เราอยู่ในเมืองต้องมีเศรษฐกิจ แล้วเมืองเจริญได้ เศรษฐกิจโตขึ้น เศรษฐกิจในเมืองกรุงเทพ ประกอบด้วย 2 ส่วน บริษัทใหญ่ ซึ่งมีประมาณ 8000 จ้างงานประมาณ 3300,000 คน แล้วก็คนรายเล็กรายน้อย เอสเอ็มอี ไมโครเอสเอ็มอี ประมาณ 5,500,000 ราย ครับ จ้างงาน 3,600,000 คน นี่คือเค้กก้อนใหญ่ ผู้ว่าฯ กทม. มีอำนาจที่เราทำได้การขยายเค้กก้อนนี้ให้ใหญ่ขึ้น ขั้นแรกต้องทำให้มีบริษัทมาลงทุนต่าง ๆ ให้มากขึ้น ไม่มีคนไหนอยากมาลงทุนในเมืองที่มีทุจริตคอร์รัปชัน ไม่มีใครอยากมาลงทุนในเมืองที่กฎหมายมันล่าช้า มันให้บริการล่าช้า ขออนุญาตทีใช้เวลานาน กทม.ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพเมืองให้ดี ต้องปรับปรุงเรื่องธุรกิจคอร์รัปชันให้เข้มแข็ง แล้วก็ต้องทำคุณภาพชีวิตให้ดี ทำพื้นที่สีเขียว ทำสวนสาธารณะ ทำให้ทั้งต่างชาติทั้งคนในประเทศมาลงทุน อันนี้คือเศรษฐกิจใหญ่ ส่วนเศรษฐกิจย่อยตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งสนับสนุนเศรษฐกิจใหญ่ ถ้าใหญ่โต เล็กก็โตด้วย พี่น้องในบริษัทก็ลงมากิน หาบเร่ แผงลอย วันนี้เราก็ต้องให้ความรู้ก่อนต้องมีการอบรมความรู้ระบบ E-learning ทั้งมีศูนย์ฝึกวิชาชีพ โรงเรียนฝึกวิชาชีพให้คนมีความรู้จะทำมาหากินได้ สำหรับผู้ค้ารายเล็กรายน้อย เด็กรุ่นใหม่อยากทำธุรกิจตัวเอง เขาอาจจะไม่อยากหางาน เรามีศูนย์จะช่วยบ่มเพาะเด็ก มีที่พื้นที่ให้เรามาหัดขายของ วิเคราะห์มาร์เก็ตติ้ง มาลองทำดู เราจะมี Farmmer market ตามสวนต่างๆ ให้เกษตรกรรุ่นใหม่ มาฝึกใช้งาน ถ้าหาบเร่แผงลอยมีการจัดระเบียบ แล้วก็หาพื้นที่ขาย มีศูนย์อิ่มท้อง คล้าย ๆ Hawker center ของสิงคโปร์ เปิดไป 7 แห่ง ทำจุดผ่านที่มีระเบียบเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมแล้วเศรษฐกิจต้องโตไปด้วยกันทั้งใหญ่และเล็ก
ด้านนางสาวมัลลิกา กล่าวว่า ไม่มีเงิน กทม. จะต้องไปอาศัยอำนาจของส่วนอื่น ซึ่งจะต้องรอไม่รู้กี่ดิฉันคิดว่าไม่ต้องรอ จริง ๆ กทม. มีอำนาจโดยตัวเองนั้นก็คือ พ.ร.บ.จัดระเบียบ และ พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นความมั่นคงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความมั่นคงต่ออาชีพของประชาชน กทม.สามารถเป็นเจ้าภาพได้ในการลงทะเบียนคนจน ซึ่งเป็นฐานรากของสังคม ลงทะเบียนคนตกงาน ลงทะเบียนคนเปราะบาง ลงทะเบียนคนสูงวัย แล้วเราสามารถจัดสรรงบประมาณ กทม. เพื่อเสริมจากที่รัฐบาลกลาง นอกจากนั้นเรายังเติมช่องว่างกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้พ่อค้าแม่ขาย หาบเร่แผงลอยจัดระเบียบแล้ว ทำประชาคมกันแต่ละเขต ไม่แค่จัดโซนนิ่ง ไม่แค่ยัดเข้าใต้ตึกและไม่มีค่าเช่า ให้ค้าขายจุดไหนแล้วจัดระเบียบดูสวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา กระตุ้นเศรษฐกิจให้มันสามารถที่จะเงินหมุนไป 7 -8 รอบ มันทำให้กรุงเทพสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ เราจะทำเมืองให้สว่างไสวเสร็จแล้วก็รองรับการขยายเมืองออกไป ขยายเมือง เช่นพื้นที่มักกะสันอย่างนี้ ขอเช่าการรถไฟ แล้วทำเป็นปอด แล้วขยายพื้นที่ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์รองรับบรรดาคนที่จะต้องสร้างอาชีพครีเอเตอร์และดูแลลูกหลานไปด้วย แล้วเราจะยกระดับสถานพยาบาลของกรุงเทพ 60 แห่ง เทียบทั้งโรงพยาบาลเพื่อดูแลคนป่วยคนต่าง ๆ ที่อยู่ตามเกณฑ์
ด้านนายอนุชา กล่าวว่า ฟังผมชัด ๆ เลยนะ ผมยินดีที่จะให้หาบเร่แผงลอยอยู่กับกทม. พร้อมกับคนที่เดินสัญจรไปมา โดยที่ว่าเราคงต้องมาจัดระเบียบกันใหม่ ไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าเอาหาบเร่แผงลอยออกจากกรุงเทพ เพราะนี่คือเสน่ห์ของกทม.หรือ สตรีทฟู้ดต้องพยายามที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้ จัดระเบียบกันเลยว่า ถ้าฟุตบาทมีความกว้างเท่านี้ คนสัญจรไปมาตามระบบ Universal Design จะต้องมีระยะการเดินเท่าไหร่ แล้วก็จะเหลือเผื่อไว้ให้กับทางด้านหาบเร่แผงลอยเนี่ย สักเท่าไหร่ แล้วก็ตีเส้นกันไปเลยนะครับ แล้วก็กำหนดลงทะเบียนกันไปเลยว่าใครจะมาซื้อขายตรงนี้ได้ อันนี้เราก็จะดำเนินการในส่วนของคนที่ดูง่าย ๆ หาเช้ากินค่ำอยู่ ในส่วนของ SME เราจะนำเรื่องของดิจิทัลอีโคโนมีนะครับ เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับทางด้านดิจิทัล แล้วก็ในเรื่องของที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น AI HUB อาร์ตเวิร์กที่คนสามารถมานำเสนอศิลปินทำกรุงเทพฯให้เป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่มันสร้างสรรค์ อย่างที่ผมคิดว่ากรุงเทพฯยังทำได้ไปต่อได้ ในส่วนของคนที่เขาตัวใหญ่แล้วเนี่ยไม่ต้องทำอะไรเขาเลย เขารู้อยู่แล้วจะทำธุรกิจยังไง เราทำให้เขาง่ายขึ้นในการที่จะต้องมาติดต่อระบบง่ายขึ้น ทำธุรกิจต่อเนื่องไม่ต้องมีใต้โต๊ะได้ไหม ไม่ต้องมีค่าเข้า ไม่มีคำว่าค่าน้ำร้อนน้ำชาได้ไหม อีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญคือการที่ว่าให้คนที่อยู่กรุงเทพฯชั้นนอก ยกตัวอย่าง เกษตรปลูกข้าวเช่น หนองจอกกลับไปช่วยโปรโมตเขาไปช่วยประชาสัมพันธ์ตามที่เขาต้องการ แค่นี้กรุงเทพก็เป็นได้มากกว่านี้แล้ว
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า พายุเศรษฐกิจ รายได้เท่าเดิมรายจ่ายสูงขึ้น ดังนั้น กทม. เป็นคนแรกที่จะต้องเก็บเงินตก กทม. ทำเงินตกทุกปีละ 7,800 ล้านบาทในขยะ ขยะคือพลังงาน ขยะทุกชิ้นไม่ว่าขยะเปียกก็คือพลังงาน ขยะแห้งก็คือพลังงาน ขยะเปียกนั้นคือไบโอแก๊สกับปุ๋ย มีวันละ 5 พันตัน ส่วนขยะให้พลาสติกรีไซเคิลได้รีทำเป็นน้ำมัน"ไพโรไลซิส" (Pyrolysis) ที่ไม่เคยอยู่ในโปรแกรมของ กทม.มาก่อน ดังนั้นเก็บเงินตกตรงนี้ก่อนนะครับ สิ่งที่จะทำคือการแยกขยะเปียกออกก่อน มีรถเก็บขยะเหมือนรถน้ำ เป็นแผงไว้ดูดขยะเปียกบดกลายเป็นของเหลว มีรถไปเก็บทุกคืน ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นคืไบโอแก๊ส ผลิตไฟฟ้าได้มีรายได้จากไฟฟ้าและคาร์บอนเครดิต ส่วนขยะแห้งผมเก็บฟรีจากห้าง พลาสติกหรือกระดาษ แต่เชื่อผมเถอะว่าคนตัวเล็กตัวน้อยนั้นจะไปเก็บก่อน ผมไม่ต้องไปเคลียร์ขยะที่ภูเขาขยะ เอาขยะจำนวน 6,700 ตันกว่า ไปนครปฐม ฉะเชิงเทราแล้วก็จ่ายเงินออกไป 6,700 ล้านบาท ไม่เห็นด้วยเพราะทำลายสิ่งแวดล้อมมากสิ่งที่ควรจะทำก็คืออย่างน้อยถ้าเรายังทำรวมไบโอแก๊สไม่ทัน ทำโรงไฟฟ้าไม่ทันก็ขายเข้าโรงปูนรับซื้อ 200 บาทต่อตัน ดังนั้นเราเก็บเงินตกให้กทม.ได้แน่นอน ดังนั้นเงินตกเหล่านี้จะนำมาดูแลชีวิตคนจน คนจนควรมีที่ค้าขายแต่แบ่งโซนเรื่องฟุตบาทขนาดกว้างไม่เกิน 3 เมตรขึ้นไปค้าขายได้ ต่ำกว่านั้นอาจจะกำหนดเป็นเวลา
คำถามที่ 5 หนึ่งประโยคที่จะให้จำในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครใน 4 ปีข้างหน้า ในฐานะอะไร
นายชัชชาติ ยกมือตอบก่อนว่า ไม่ต้องจำชื่อผม ชื่อผมไม่มีค่าให้จำหรอก แต่อยากจะให้รู้สึกว่า 4 ปีแล้ว ชีวิตเขาดีขึ้น ชีวิตเขามีคุณภาพดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ลูกเขาดีขึ้น ภาพรวมเขาดีขึ้น เดินทางดีขึ้น ไม่ต้องจำชื่อผม เพราะว่ามันเป็นผลงานของ กทม.โดยภาพรวม ไม่ต้องจำผม แต่ว่าขอให้ชีวิตเขาดีขึ้น เหมือนกับที่เราเดินหาเสียง 4 ปีที่ผ่านมา หลายคนก็บอกว่า เออ ชีวิตเขาดีขึ้น ขอให้รู้สึกแค่นี้แหละ เราก็ดีใจแล้ว คำว่าดีขึ้นต่างกัน ถ้าคนมีลูก ก็คือทางโรงเรียนก็ดีขึ้น คนมีผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ มีการสาธารณสุขที่ดีขึ้น มีกิจกรรมที่ดีขึ้น คนทำงานที่ต้องมาทำงาน การจราจรดีขึ้น บางคนอาจจะบอกอากาศดีขึ้น คนที่อยู่ถนนทางน้ำท่วมดีขึ้น ที่อยู่อาศัยดีขึ้น การศึกษาดีขึ้น สาธารณสุขดีขึ้น สิ่งแวดล้อม พื้นที่สีเขียวสาธารณะ มีที่เต้นแอโรบิกดีขึ้น อันนี้แหละไม่ต้องจำชื่อชัชชาติ แต่ขอให้รู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมากรุงเทพดีขึ้นได้ กรุงเทพจะมีความหวังอยู่ ยังมีโอกาสอยู่ อย่างที่ผมบอกไปว่า คนเชื่อเลยว่าหลังจากที่เลือกตั้งเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามพวกเรา กรุงเทพจะดีขึ้นมาก เอาแค่นี้แหละ ชื่อไม่มีความหมาย แต่ว่าความหมายคือชีวิตพวกเราดีขึ้น”
ด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุว่า ที่ผ่านมาผู้ว่าเหมือนแม่บ้าน ไปทำฟุตบาท ไปลอกท่ออะไรก็ตาม จริงๆ แล้ว ดังนั้นผมขอเป็นผู้ว่าที่เป็นแม่ทัพรับศึกที่จะเกิดขึ้น เราเจอภาระทางเศรษฐกิจที่แย่แน่นอน จำเป็นที่ต้องการแม่ทัพมารับศึกนี้ “หม่อมกรไม่ถอนทุน”แน่นอนครับ
ด้านนายอนุชา ตอบว่า ผมก็อยากที่จะให้คนกทม.ได้ตั้งคำถามว่ากรุงเทพ วันนี้ดีพอแล้วหรือยัง ความรู้สึกว่าผมอยากที่จะนำเสนอนโยบาย ไม่การเดินทางสะดวก บ้านเมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกเมื่อถ้าทำได้ทั้งหมดภายใน 4 ปี รับรองว่ากรุงเทพดีขึ้นกว่านี้ได้ กรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้
นายชัยวัฒน์ ตอบว่า ในอีก 4 ปีข้างหน้า กรุงเทพจะเป็นเมืองที่แคร์คน แคร์คนกรุงเทพมากขึ้น งบประมาณของกรุงเทพมากกว่า 500,000 ล้านนะครับ ผมเชื่อว่าผมทำกรุงเทพให้แคร์คนกรุงเทพได้ดีกว่านี้มาก จะเป็นเมืองที่คนๆมีคุณภาพชีวิตที่ดีนะครับ เรามักจะได้ยินคำว่า คนรวยเนี่ยเข้าถึงหมอด้วยเงินนะครับ คนชนชั้นกลางเข้าถึงหมอด้วยเส้นสาย คนจนเข้าถึงหมอเนี่ยต้องแลกด้วยเวลา แต่ว่าเมืองที่ดูแลคนครับ จะทำให้คนทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องเป็นคนรวย ไม่ต้องเป็นคนที่มีเส้นสาย นั่นคือเมืองที่ดูแลคนที่ผมอยากจะให้เป็นครับ แล้วถ้าท่านอยากจะให้กรุงเทพนี้ เป็นเมืองที่ดูแลท่านได้ดีขึ้น
ด้านนางสาวมัลลิกา กล่าวว่า ดร.มัลลิกา พูดจริง คนตรง และทำเป็น และนอกจากนั้นแล้วจะใช้เวลาที่กระชับและสั้นที่สุดด้วย กรุงเทพเราไม่ได้ขาดคนเก่งแต่กรุงเทพขาดคนกล้าหาญ กล้าที่จะไม่กลืนไปกับระบบ กล้าในการที่จะไปงัดกับระบบเพื่อให้โอกาสของคนกรุงเทพฯได้ศิวิไลซ์อย่างแท้จริง ที่สำคัญที่สุดก็คือกรุงเทพควรจะเป็นเมืองที่สามารถให้ความเท่าเทียมกับพี่น้องประชาชนในทุกเขต ไม่ใช่พัฒนาเฉพาะใจกลางเมือง สวนลุม รถไฟฟ้า แล้วก็ไม่ไปที่อื่นเลย ดังนั้น 50 เขตประชาชนต้องสามารถมีคุณภาพชีวิตได้เหมือนเกัน และไม่ตัดใครออกไปจากโลกของกรุงเทพมหานคร นอกจากความเท่าเทียมของเพศของวัยของอายุ เราต้องสามารถในการที่จะสร้างความเท่ากันให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน เขาถึงต้องเลือกผู้นำ เขาไม่ได้เลือกทีม เขาไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่า เขาให้เลือกผู้นำที่กล้าหาญในการที่จะเด็ดเดี่ยว ในการที่จะไม่ถูกกลืนไปกับ กลบราชการ เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าคุณคิดว่าคุณจะปราบคอร์รัปชัน คุณจะใช้คนที่อิลิงติงนอยได้ไหมถ้าคุณคิดว่าจะต้องปราบระบบส่วย คุณคิดว่าคนที่จะต้องสามารถทำงานกลืนไปกับระบบ ทำอย่างนั้นได้ไหม คนบางคนอาจจะสามารถใช้เวลานานมากกว่าจะแก้ไขปัญหาในเรื่องนั้นสำเร็จ แต่กับอีกคนบางคน 4 นาที เขาอาจจะสำเร็จใน 4 ชั่วโมง สามารถวัด เคพีไอ ได้ หรือ 4 เดือนก็จบ ภารกิจ การเลือกผู้นำสำคัญมาก ให้จำว่า เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลง ไปสู่ในสิ่งที่ดีกว่า
ในช่วงท้าย มีการแซวกันบนเวทีว่า แต่ละผู้สมัครชอบนโยบายของใคร และจะเอาไปใช้ต่อหากได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่ง นางสาวมัลลิกาได้ทาบทามนายชัชชาติ มาเป็นรองผู้ว่าราชการกทม. ส่วนนายชัชชาติบอกว่า ขอไปคิดดูก่อน
ชมย้อนหลังได้ที่ : “เวิร์คพอยท์ ศึกชิงกรุงเทพฯ”