‘ไหนว่าจะไม่หลอกกัน’ ส่องเบื้องหลังจิตวิทยาแห่งคำหลอกลวง ที่สร้างผลประโยชน์ระยะสั้น แต่พังระยะยาว
หนึ่งสิ่งที่มนุษย์เราไม่อยากพบเจอ โดยเฉพาะจากคนใกล้ตัว นั่นคือการหลอกลวงและทรยศหักหลัง
ลองนึกภาพคนที่เราไว้ใจมากมาขอความช่วยเหลือ ด้วยความเชื่อใจเราจึงยื่นมือไปหาอย่างจริงใจ แต่สุดท้ายกลับรู้ว่า สิ่งที่เขาพูดมาในตอนแรกนั้นเป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ยังมีข้อเท็จจริงบางอย่างที่กล่าวมาไม่หมด และนั่นอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม เพิ่มเติมคือตกมาซวยที่เราด้วย
นั่นเพราะการหลอกลวง คือการจงใจทำให้คนอื่นเชื่อในข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือเข้าใจความจริงผิดไป ไม่ว่าจะผ่านการโกหก การปกปิดข้อมูล หรือการบิดเบือนข้อเท็จจริง ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้คนอื่นตีความผิด
นักจิตวิทยามองว่า การหลอกลวงเป็นพฤติกรรมที่มีอยู่ในทุกวัฒนธรรมและสังคม ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการหลอกลวงในระดับใหญ่ อย่างเช่นองค์กรหรือการเมือง เราใช้การหลอกลวงเป็นกลไกหลักในการรับมือและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม
สิ่งสำคัญคือ คนส่วนใหญ่ที่หลอกลวง ไม่ได้มองว่าตนเองเป็น ‘คนไม่ดี’ แต่เชื่อว่าการกระทำของตนนั้นมีเหตุผล หรือมีความจำเป็นภายใต้สถานการณ์นั้นๆ
ดังเช่นบทเพลงที่ร้องว่า “ไหนว่าจะไม่หลอกกัน” ตีความง่ายๆ ว่า แม้กระทั่งคนที่เป็นผู้เอ่ยประโยคนี้ ยังไม่รู้ตัวเลยว่าโดนหลอกลวงตอนไหน เพราะผู้คนโกหกกันด้วยเหตุผลที่ต่างกัน
แล้วเบื้องหลังของจิตวิทยาแห่งการหลอกลวงนี้คืออะไรกันแน่
ไหนว่าจะไม่หลอกกัน : เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
แรงจูงใจที่พบได้บ่อยสุดจากการหลอกลวงคือ การแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ด้านการเงิน อำนาจ ชื่อเสียง หรือโอกาสบางอย่าง ในมุมของจิตวิทยา คนเรามักทำการประเมินโดยไม่รู้ตัวว่า ผลตอบแทนจากการหลอกลวงนั้นคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะถูกจับได้หรือไม่
กล่าวคือ หากผลตอบแทนสูง และโอกาสถูกจับได้ต่ำ คนจำนวนมากมีแนวโน้มจะเลือกเส้นทางการหลอกลวงมากขึ้น เช่น ปลอมประวัติการทำงานเพื่อให้ได้ตำแหน่ง อวดอ้างสรรพคุณสินค้าเกินจริงเพื่อเพิ่มยอดขาย หรือทำตัวฉลาดแกมโกงเพื่อลอกข้อสอบเพื่อน
ไหนว่าจะไม่หลอกกัน: ปกป้องตนเอง
หลายครั้งการหลอกลวงเกิดจากความกลัวมากกว่าความโลภ เมื่อเรารู้สึกว่า ‘ความจริง’ อาจทำให้ต้องสูญเสียบางอย่าง สมองจึงพยายามหาวิธีลดภัยคุกคามนั้น ไม่ว่าจะเป็นความกลัวจากการถูกตำหนิ ถูกปฏิเสธ เสียหน้าหรือเสียชื่อเสียง สูญเสียความสัมพันธ์ หรือถูกลงโทษ การโกหกจึงเป็นเครื่องมือและกลไกป้องกันตนเองที่ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล
ยกตัวอย่างสถานการณ์ นายกฤตินัยมาทำงานสาย แต่เลือกโกหกว่ารถติด ทั้งที่ดูบอลดึกและตื่นสาย เพราะกลัวถูกตำหนิ แต่อย่าลืมว่า การโกหกเช่นนี้ช่วยได้ในระยะเวลาสั้นเท่านั้น แต่อาจสร้างปัญหาในระยะยาวได้
ไหนว่าจะไม่หลอกกัน: หาเหตุผลเข้าข้างตนเอง
อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ หรือไม่มองว่าตัวเองเป็นคนโกหกหลอกลวง หลังจากเกิดสถานการณ์หลอกลวงขึ้นแล้ว สมองก็มักสร้างเหตุผลบางอย่างขึ้นมาเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง เราจึงมักได้ยินคำพูดทำนองว่า “ฉันทำเพื่อเธอนะ” “แค่เรื่องเล็กน้อยเอง” หรือ “คนอื่นก็ทำแบบนี้” กระบวนการเช่นนี้เรียกว่า Rationalization (การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง) ซึ่งช่วยลดความรู้สึกผิด ทั้งยังทำให้หลอกลวงต่อไปได้โดยไม่ขัดต่อมโนธรรมของตนเอง
และการหาเหตุผลเข้าข้างตนเองนี่แหละ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนธรรมดาสามารถทำสิ่งที่ขัดกับหลักศีลธรรมของตนเองได้
ไหนว่าจะไม่หลอกกัน: หลอกลวงเมื่อสบโอกาส
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า สถานการณ์มีผลต่อการโกหกมากกว่าที่เราคาดคิด แม้กระทั่งคนที่ปกติดูมีความซื่อสัตย์ ก็อาจตกไปในวังวนของการหลอกลวงได้ หากเขาหรือเธอเชื่อว่าโอกาสถูกจับได้ต่ำ เช่น ไม่มีใครตรวจสอบ ไม่มีหลักฐาน หรือบทลงโทษไม่รุนแรง หลายครั้งเราจึงเห็นเหตุการณ์ที่บางคนซึ่งดู ‘ไม่น่าเป็นคนแบบนี้’ แต่กลับหลอกลวงผู้คนจนสูญเสียบางอย่างไปจนหมดตัว เช่น ทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งความไว้วางใจ
สิ่งนี้สะท้อนว่า พฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิสัยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและแรงจูงใจในเวลานั้นๆ ด้วย
ไหนว่าจะไม่หลอกกัน: เมื่อการหลอกลวงกลายเป็นนิสัย
ต้องไม่ลืมว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มต้นโกหกหลอกลวงจากเรื่องใหญ่ แต่มักเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ที่คิดว่า ‘ไม่เห็นเป็นไรเลย’ แต่เมื่อหลอกลวงได้สำเร็จและไม่ถูกจับได้ ความรู้สึกผิดก็จะลดลง จนทำซ้ำ และค่อยๆ หลอกลวงในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น จนเข้าสู่สิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า ปรากฏการณ์ Moral Disengagement (การละวางจริยธรรม) ที่เป็นกลไกสำหรับการหาข้ออ้างหรือเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ทำให้สามารถทำพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมได้โดยไม่รู้สึกผิดหรือละอายใจ
ที่น่ากลัวคือ เมื่อทำซ้ำหลายครั้ง สมองจะมองว่าการโกหกหลอกลวงเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ จนทำได้ ‘ง่าย’ ขึ้นในครั้งต่อๆ ไป
พึงระลึกไว้ว่า การหลอกลวงอาจให้ผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่มันมีต้นทุนระยะยาวที่ต้องจ่าย ทั้งต่อความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ และความน่าเชื่อถือ นักมานุษยวิทยาและนักจิตวิทยา โรบิน ดันบาร์ (Robin Dunbar) อธิบายไว้ว่า ความไว้วางใจคือกลไกสำคัญที่ทำให้มนุษย์สร้างสังคมและความร่วมมือกันได้
เมื่อมันถูกทำลายลงจากการหลอกลวงแค่ครั้งเดียว ก็เพียงพอแล้วที่เราอาจไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้อีก
ที่มา:
- https://medium.com/illumination/the-psychology-of-deception-497f4705b753
- https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/moral-disengagement/
- https://commons.und.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1082&context=psych-stu